วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลอยกระทง กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และเรื่องที่อยากชวนคิด

ถ้าให้เราพูดตรง ๆ เราอยากบอกว่า การลอยกระทงในปัจจุบันเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้แสดงความกตัญญูรู้คุณแม่น้ำลำคลองอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการทำลายแม่น้ำลำคลองที่รุนแรงมาก แค่เพียงข้ามคืนก็โคตรเน่า (หรือไม่จริง) โดยส่วนตัว เราไม่ได้ลอยกระทงมามากกว่าครึ่งชีวิต ถ้าจำไม่ผิด ครั้งล่าสุดที่ลอย คือสมัยประถม ลอยกับเอกับแม่แหละ ลอยเสร็จก็เดินกลับ ระหว่างทางเจอประทัดของจิ๊กโก๋ปากซอย กระเด็นใส่ขา ตั้งแต่นั้นเลยไม่คิดไปลอยอีกเลย เพราะคิดได้ตั้งแต่เกิดแล้ว (พอดีเกิดมาในยุคที่คนเยอะแล้ว) บอกว่ากตัญญูรู้คุณแม่น้ำลำคลอง แล้วไหงเอาของมาใส่ให้มันรกรุงรังขนาดนี้ ทุก ๆ ปี ก็เห็นว่าวันรุ่งขึ้น อีซากกระทงมันก็ยังลอยอยู่ในคลอง (คลองที่ว่านี้คือคลองโอ่งแตก บ้านเราอยู่ติดคลองโอ่งแตก ถ้าลงรถเมล์ก็บอกกระเป๋าว่าลงโอ่งแตก ใครฟังก็ขำ ก๊าก... จริง ๆ ไม่ค่อยอยากบอกหรอก เดี๋ยวพวกโรคจิตมาตามสืบ - ประวัติคลองโอ่งแตก เขาว่ากันว่า 'เขาไหนไม่มีใครรู้ เพราะเราเกิดมาก็ได้ยินแล้ว' มีเรือโอ่งสองลำ เร่มาขายแถวนี้ แล้วสวนมาชนกันที่คลองนี้ คลองนี้จึงชื่อคลองโอ่งแตก แต่ปัจจุบัน เราว่า มองคลองบางส่วน ไม่เหมือนคลอง ยังกับร่องน้ำทิ้ง เพราะมันแคบจนไม่น่าจะเรียกว่าคลองแล้วด้วยซ้ำ) ยิ่งโตขึ้น คลองก็ยิ่งตื้นเขิน และแคบลง (ขอโทษ ถ้าบ้านรวยก็จะไปลอกให้หรอก แต่เราว่าคงจะไม่มีประโยชน์ เพราะว่า มีแต่คนจะถมคลอง เพื่อเอาที่ไปทำโรงงาน) ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมน้ำท่วม

น้ำท่วมก็เพราะอีพวกเวรตะไล สมองน้อย ที่ชอบถมพื้นน้ำ ให้กลายเป็นพื้นดินไง
อะไรที่ผิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องแน่นอน

เราไม่รู้ว่าเราปากหมาเกินไปหรือเปล่า แต่เราแค่อยากชี้ให้เห็นตามเหตุและผล หรือถ้าคุณโอเคกับทุกสิ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามที่เราบอก คุณก็แค่หยุดบ่นเวลาน้ำท่วม เพราะว่า "มันเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่าไปหวังป้องกันเลย เมื่อไม่มีใครเสียสละ ไม่ว่าจะป้องกัน หรือแก้ไข มันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น"

จากกระทงลอยไปถึงน้ำท่วม
ก็จะพูดกลับไปที่กระทงแหละ

ที่ กทม. จะมีหน่วยงานมาจัดการ ที่แต่ละยุคแตกต่างกัน
ช่วงหนึ่งให้ใช้แต่วัสดุธรรมชาติ
ช่วงหนึ่งบอก อยากใช้อะไร ใช้ไป ผมมีปัญญาเก็บขยะให้ได้ (วันรุ่งขึ้น แม่น้ำลำคลองใสเหมือนเดิม)

เราเกิดความคิดว่า แล้วงี้จะเสียเวลาไปลอยทำบ้าอะไร

จึงมีคนแย้งเรา (จริง ๆ ไม่มีใครแย้งเราหรอก บ้านเรามีทีวี เราก็ติดตามข่าวสารเหมือนกัน ก็ตอบได้) เทศกาลต่าง ๆ จะเป็นช่วงที่เงินสะพัด ทำให้เกิดการใช้จ่ายเงิน (ซึ่งแบบนี้ อย่างไรก็ยังดีกว่า คนไม่จ่าย ออมอย่างเดียว เหมือนยุคสงคราม หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นเทศกาลไหน ๆ ต่อให้จะมีคุณหรือมีโทษ มีประโยชน์หรือโคตรจะไร้ค่า ก็สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์การจับจ่ายอย่างมืดฟ้ามัวดินได้หมด - เพียงแต่จะเกิดมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง) คนที่ทำกระทงขายก็ได้เงิน ริมแม่น้ำลำคลอง มีการออกร้าน ขายของครึกครื้น ชายหญิง ครอบครัว ลูกเด็กเล็กแดง ออกไปเที่ยว ลอยกระทง คนละกระทงสองกระทง หาของกิน ดูประกวดนางนพมาศ หาของกิน เงินก็จะสะพัด เกือบทั้งหมดเขาเห็นเป็นประโยชน์ โอเคนะ เรื่องเงินเราก็ว่ามีประโยชน์ แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่เรียนมาด้านการเงิน ไม่ค่อยมีหัวทางการค้า และโดยส่วนตัวชอบเก็บ"ออม"เป็นชีวิตจิตใจมาก ๆ ก็ตาม (วันนี้ 31 ต.ค. วันออมแห่งชาตินะคะ ตอนแรกลืมอ่ะ ไปเจอนี่มา เลยจำได้) แต่เราก็รู้ว่าลักษณะแบบนี้ มันทำให้คนเล็กคนน้อยในสังคมอยู่ได้อ่ะ

แต่...
จะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนเป็น (อันนี้เราคงไม่คิดไปแก้ที่พ่อค้าแม่ค้า เขาอยากทำขายแค่ไหน ช่างหัวเขาไป ไม่ซื้อซะอย่าง เดี๋ยวมันก็เจ๊งเองแหละ!!!)
- ลอยกระทง ครอบครัวละแค่ 1 กระทง พอ ขอเป็นกระทงที่ทำจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (หรือไม่ต้องเอาไปลอยเลยก็ได้ แต่ไปเที่ยวงานหาซื้อของกิน ดูนางนพมาศ ขึ้นชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน 'ถ้ามี อะนะ') เพราะจะได้ช่วยทำให้มีขยะลงไปในแม่น้ำ ลำคลอง น้อยลง (คนเก็บขยะจะได้ทำงานน้อยลงด้วย และที่สำคัญ เผื่อไว้ในกรณีที่บางอย่างในกระทงมันจมได้ คนเก็บขยะเขาก็ไม่ได้งมลงไปเก็บสักหน่อย ถ้าหากเลิกลอย หรือลอยน้อยลง คลองก็ตื้นเขินช้าลงด้วย เราว่าแบบนี้ จะเป็นคุณกับพระแม่คงคามากกว่าเยอะ) 
- เทศกาล มันก็เป็นแค่เทศกาล ถ้าคุณไม่สำนึกด้วยใจ อย่าทำ เพราะมันทุเรศ เหมือนควายอ่ะ (ขอโทษจริง ๆ เราว่า ควายประเสริฐกว่าคนแบบที่เราเปรียบเยอะเลย) ปล่อยให้เขาลากจูงจมูกอยู่ได้ เราเชื่อว่ามันสมองของทุกคน สามารถคิดได้ ว่าการลอยกระทง เป็นแค่การแสดงออกให้คนอื่นรู้เท่านั้นเอง รู้ว่า "ฉันมารำลึกสำนึกบุญคุณต่อแม่น้ำลำคลองแล้วนะยะ" แต่ถ้า วันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วันลอยกระทง คุณปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงแม่น้ำลำคลอง คุณถมคลองไปทำธรกิจบ้านจัดสรร คุณทิ้งขยะลงคลอง ฯลฯ สำนึกแค่ในวันลอยกระทงวันเดียว มันลบล้างไม่ได้หรอก

ดังนั้นหันมาใส่ใจแม่น้ำลำคลองกันตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า (ไม่ลอยกระทงเลย จะดีมาก)
หรือเปลี่ยน เทศกาลลอยกระทง ให้เป็นเทศกาลกลางวัน จัดตั้งแต่เช้าถึงเย็น โดยจะมีกิจกรรมแบบนี้แทน คือ ใครมีปัญญาบำบัดน้ำเสียก็ทำไป ช่วยเก็บขยะตามคลองก็ทำไป หรือขุดลอกไม่ให้ตื้นเขินก็ทำไป ฯลฯ ทำกิจกรรมอะไรที่จะทำให้คุณภาพแม่น้ำลำคลองดีขึ้นได้ เราคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นคุณกับแม่น้ำลำคลองมากกว่าการลอยกระทงหลายล้านเท่า หากรำลึกนึกถึงพระคุณของแม่น้ำลำคลองจริง ๆ ก็ควรจะทำให้คุณภาพของน้ำในแม่น้ำลำคลองดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง (เช่นทุกวันนี้)

ฝากถึงแม่ค้า คนทำกระทง (ถ้ามีแก่จะใจช่วยโลกจริง ๆ)
- ใช้อะไรที่ย่อยสลายง่าย ย่อมดีกว่า เป็นธรรมชาติก็ดีกว่า (เลิกใช้พลาสติก โฟม บ้าบอคอแตก อย่าคิดถึงแต่กำไร ทำไม่ได้ ไปขายของกินแทนแล้วกัน ขายโป๊งเหน่งก็ได้ ไม่ต้องใส่ถุง ถือกินเฉิบ ๆ)
เดี๋ยวนี้เห็น ปากก็พูด "ลดโลกร้อน ๆ" ทว่าเรายังเห็นพ่อค้าแม่ค้าหลายคน (ใส่เสื้อ Save world Save life ด้วยนะ - สกีนขายกันจนเกลื่อนเมือง) แต่ก็ยังทำให้โลกร้อนด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติก โฟม อยู่เลย (บางอย่างก็ดูไม่เห็นจำเป็นต้องใช้โฟมเลย) เหมือนลดโลกร้อนกันแต่ปาก
***เราว่าการหันมาเป็นตัวอย่างที่ดี น่าดีกว่าการทำไปเพื่อสร้างภาพนะ (ใครคิดไงเราไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เราว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความตั้งใจ แต่ภายในนั้นก็ยังเป็นแค่การทำไปเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองมากกว่า)
***ตัวอย่างที่ดีอ่ะ มีไหม ดารงดารา สื่อมวลชน คนของประชาชี เป็นตัวอย่างที่ดีพอแล้วเหรอ (ไม่มีไรหรอก แค่อยากด่ามันก็เลยลากเข้ามาเอี่ยวเท่านั้นเอง ก๊าก...) "วันวันขยันแต่สร้างภาพ"

ที่มาเสียเวลาเขียนนี่ไม่ใช่เราจะไม่รักษาประเพณีไทยนะ
แต่เราคิดว่า เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป อะไรหลาย ๆ สิ่งก็ควรจะเปลี่ยนให้มันเข้ากับยุคสมัยด้วย
ควรจะคงประเพณีลอยกระทงเอาไว้ แต่เปลี่ยนเป็นให้บุคคลสำคัญเป็นตัวแทนในการลอยก็พอ
ที่สำคัญที่สุด ยึดตามหลักเดิมตามที่โบราณเขาเชื่อกันสืบมาว่า
  • เป็นการขอขมาพระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ
  • เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
  • เป็นการลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ
  • ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพญามารได้

อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%87

มาดูที่ละประเด็นเลย
- ถ้าขอขมาจริง ก็ต้องทำให้ท่านใสสะอาดสวยงาม (ตามปกติ คนเราชอบความสวยงามสะอาดบริสุทธิ์) สดใสไปนาน ๆ มากกว่า การหาอะไรไปลอยตุ๊บป่อง ๆ ให้ท่านต้องสกปรกโสโครก (สมัยโบราณ ประชากรยังน้อย ทำได้ ลอยคนละอันคลองก็ยังกว้าง 'เพราะไม่มีใครนึกไปถมคลอง' อีกอย่างโบราณไม่มีความบันเทิงใด ๆ เทศกาลจึงกำเนิดขึ้นเพื่อทำให้คนยุคนั้นเขาได้ออกมาสนุกสนานเฮฮากัน แต่ยุคนี้ประชากรมีจำนวนมหาศาล ลอยคนละกระทง คลองก็กลายเป็นบ่อทิ้งขยะแล้ว แล้วเราเกิดมาในยุคนี้ ความบันเทิงก็มีมากมาย เช่น คาราโอเกะสี่หมื่นเจ็ด เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ฯลฯ เยอะแยะ หาความบันเทิงได้ไม่ยากเย็นเหมือนสมัยนั้น ดังนั้นไม่ต้องเป็นประเพณีอะไรมากมายเหมือนโบราณก็ได้ เพราะก็อย่างที่ข่าวเขาออกกัน ว่า เทศกาลนี้ ก็เป็นเทศกาลเสียตัวของเด็กวัยรุ่น เนื่องจากมันเป็นเทศกาลตอนกลางคืน เห็นไหมว่า จุดประสงค์มันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างหน้ามือเป็นหลังตีนเลย 'อย่าเถียงว่าเป็นส่วนน้อยนะ เพราะถึงเป็นส่วนน้อย แต่มันสมควรจะมีไหม อ้างว่าไปสงกรานต์ แต่จริง ๆ อยากไปทำอย่างอื่น มันสมควรไหม')
- ประเด็นนี้เราไม่มีความเห็นที่ชัดเจนนัก แต่เรามีความศรัทธาส่วนตัว ว่า การบูชาพระพุทธเจ้า ต้องบูชาด้วยใจและกาย (ไม่ใช่ถือดอกม้งดอกไม้แล้วมาบอกว่าบูชา มันเป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้นเอง) การทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ต่างหาก ที่เป็นเครื่องบูชาที่ดีที่สุด เครื่องบูชาอื่นใด ก็ไม่อาจมาเทียบเท่าสิ่งเหล่านี้ได้เลย
- ลอยความทุกข์โศกในยุคนี้ คงยาก เพราะทุกคนมาลอยกันจนเต็มคลอง ความทุกข์โศกก็กองอยู่แหมะมันตรงหน้าเราเนี่ยแหละ เพราะมันติดกระทงคนอื่น เลยลอยไปไหนไม่ได้ ถ้าเอาตามที่ตาเห็นอ่ะ เป็นงี้ หรือไม่จริง? จริง........ จริง ๆ แล้ว ทุกข์หรือไม่ทุกข์มันอยู่ที่ใจ ต่อให้คุณลอยกระทงเป็นร้อยเป็นพันกระทง แต่ใจคุณไม่ละวางความทุกข์ ความทุกข์มันก็คงไม่ไปไหน ยังติดอยู่กับคนลอยต่อไป
- ข้อสุดท้ายไม่ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ เราไม่มีความรู้

เขาเชื่อตามกันมาว่าอย่างไร ถ้าหากดีก็เชื่อไปตามอย่างนั้น
แต่การปฏิบัติอาจจะมีที่ต่างกัน เพราะว่ายุคสมัยมันได้เปลี่ยนไป

(แต่งสดตะกี้ กร๊า...)

เราคงไม่ลอยกระทง
ไม่มีวันไปลอยกระทง เพราะยุคสมัยมันได้เปลี่ยนไปแล้ว

----------------------------------------------------------

อีกเรื่องที่จะมาชวนคิด

คุณเชื่อไหม ว่าทุกวันนี้ คนเราใช้สิ่งของด้วยจุดประสงค์ที่ผิดเพี้ยนไปอย่างมหาศาล

เท่าที่คุณอาจจะพอพบเห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ
1. เอาแบรนด์ มาสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง (จะจนก็ไม่ว่า ขอให้ข้าได้ใช้แบรนด์เนม)
2. ....

นึกไม่ออก

แต่เรื่องที่เราจะเขียนคือ

เมื่อหลายสัปดาห์ เราไปราม 2 (ช่วงน้ำท่วมมาก เด็กรามสอบ)
???
แม่เราลงจาก 38 """ตูม""" รองเท้าลอยน้ำ
เราลงจาก 38 "จ๋อม" แล้วรีบไปเก็บรองเท้าให้แม่
น้ำถึงหัวเข่าเรา (เพราะเตี้ย)
เอาว่าแทบเข้ารองเท้าบูตคุณตำรวจจราจร
!!!
ก็ไปถ่ายรูปติดบัตร
ถ่ายเสร็จ ยืนรอรถ 1 ชม.
ช่วงยืนรอ เราสังเกตว่า
เด็กสาว สวย เอ๊กซ์ เซกซี่ (เฮ้ย มองอะไรวะ) แต่ละนาง ๆ ยอมเดินเท้าเปล่า เพื่อรักษารองเท้าอันเป็นที่รัก (บางคู่ก็ดูคู่ละหลายหมื่น บางคู่ก็ดูขายสามเข่งสิบก็ไม่น่าจะมีคนซื้อ) เรามองแต่ละนางแล้ว ก็ก้มไปดูเท้าตัวเอง (http://twitpic.com/lkz4l เพิ่งรูว่ารูปทวิตพิก ไม่ให้แนบได้) วันนี้รู้ตัวแล้วว่าต้องมาจ๋อมน้ำ เลยใส่แบบนี้มา (น้องนางแต่ละคนที่บ้านมีไฟฟ้าดูทีวี หรือมี นสพ เข้าถึงแล้ว ก็น่าจะได้รับทราบว่าต้องมาจ๋อมน้ำเหมือนกัน เพราะพายุเข้าและเขตเหล่านี้ไม่เคยพลาด -ว่าจะไม่ท่วม) แล้วใยใส่รองเท้าแบบนั้นกันมา แต่เอานะ คนเรามีนานาจิตตัง และบางคนเขาอาจจะไม่มีรองเท้าคู่อื่นก็ได้ เห็นใจ ๆ แต่เราก็เห็นบางคน เอามาสองคู่ คือแตะด้วย แล้วพอเดินเขา ม.ราม (ที่น้ำไม่ท่วม) ก็ค่อยเปลี่ยนรองเท้า

เอาเหอะ เริ่มหาที่หยุดไม่ได้
ที่เราอยากจะบอกก็คือ รองเท้า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รอง(รับ)เท้า แล้วเอามาถือทำไมกัน
ประโยชน์ของมัน ทำให้เท้าพ้นภัยอันตรายได้ (อย่างน้อยก็นิดนึง) เราจำได้ มศว ก็เคยน้ำท่วม เราลุยไปทั้งคัดชู เพราะสิ่งที่เรารู้คือ บางจุดมันมีขยะ (อาจมีเศษแก้ว) มีถนนต่างระดับ มีท่อ มีเหล็กจากฝากท่อ พอน้ำท่วม จะไม่รู้เลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เราลุยทั้งคัดชู เพราะถึงเจออะไรที่บาดเท้าได้ มันก็จะไม่บาดโดนเท้าเรา (เท้าของเรา ย่อมสำคัญกว่ารองเท้า ไม่ได้ติดตัวกูของกูนะ แต่นี่เป็นธรรมชาติของมัน ถ้ารองเท้ามีไว้ถือทุกครั้งที่เจอน้ำท่วม วันหลังไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ เพราะขนาดน้ำเน่า ๆ คุณยังยอมเดินเท้าเปล่ามาแล้ว ยามปกติ กะอีแค่ทางเดินแห้ง ๆ ทำไมจะเดินไม่ได้ จริงไหม เลิกใส่ไปเลย เดินเท้าเปล่าไปเลยดีกว่า รองเท้าจะได้ไม่สกปรกด้วย ก๊าก...)

เราว่า คนเราไม่ต้องใช้ของให้แพงหรอกค่ะ แต่ใช้ให้ตรงกับประโยชน์ของมัน ก็พอแล้ว
มันเกิดเป็นรองเท้า ก็ใส่มัน
ใช้มันให้สมกับที่มันเกิดเป็นรองเท้า

เรายังไม่เคยเห็นนะ คนที่ถือร่มแพง ๆ แล้วพอฝนตก เอาเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วยอมเดินตากฝนอ่ะ
แต่เคยเห็น คนที่กระเป๋าแพง แล้วฝนตกยอมหลังเปียก เพื่อให้กระเป๋าถือที่กอดไว้ข้างหน้า ไม่โดนฝน
ก๊าก...

ถ้าทำไม่ได้ ก็แล้วแต่นะ
แต่เราคิดว่า ถ้าสิ่งของต่าง ๆ มันพูดได้ มันคงจะบอกว่า "ใช้ฉันให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ฉันเกิดมา เพราะฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เอิ๊ก ๆ หวังว่าตัวฉันคงจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อนนะ"
ของดี ไม่จำเป็นต้องแพง
ของแพง ไม่จำเป็นต้องดี

เอาเหอะ ชีวิตใคร ชีวิตมัน แต่เราคิดงี้แล้วกัน

ปล. แถมนิดนึง
แม่เขาไปหาหมอมา หมอเขาเช็คเจอรายละเอียดบางอย่างซึ่งยังไม่แน่ใจ
แต่เราบอกแม่แล้วว่า ให้แม่กินมังสวิรัสตลอดไปดีกว่า (แทนวันอาทิตย์ วันโกน วันพระ) และเรากับเอก็กินด้วย ไม่ต้องซื้อเนื้อสัตว์เข้าบ้านแล้ว พวกเรายังไงก็ได้กินตอนออกไปนอกบ้าน โดยส่วนตัว เราคิดว่า คนที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ถ้าอยากกินมังสวิรัสก็กินได้ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตเท่าไรแล้ว หรือไม่ก็กินยังไงก็ได้ แต่กินเนื้อให้น้อยลงหน่อย กินให้สัดส่วนดี ๆ
อยากจะบอกว่าหลัง ๆ มานี้ แม่ชอบซื้อขาหมู ไม่รู้ใครอยากกิน (เราคนนึงที่ไม่ชอบกินขาหมูเลย แต่ชอบสั่งกินเวลาเร่งด่วนเท่านั้นเอง แต่ปกติไม่ชอบกิน ของมันมัน ไม่ดีต่อสุขภาพเรา ย่อยยาก)
กินมังสวิรัสกันนะ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฝากถึงแคชเชียร์หรือคนเก็บเงินที่ต้องส่งของให้ลูกค้า

ฝากถึงเลย
วันนี้ไปสอยดาวที่ อ.บางบ่อ สมุทรปราการ งานหลวงพ่อปาน ไปมาแทบทุกปีแล้ว
ตอนเราจ่ายเงินค่าคูปอง (คูปองใบละ 20 บาท แม่ให้มา 100 บาท แปลว่าเราต้องได้คูปอง 5 ใบ)
เรายื่นเงินให้คนขายคูปอง (เป็นผู้ชายมีอายุ แต่ไม่น่าเป็นอัลไซเมอร์นะ) ไปแล้ว แล้วต่อจากนั้นเขาก็หยิบคูปอง 5 ใบ แต่กลับส่งให้เด็กผู้ชายอายุประมาณ 7 - 8 ขวบ ที่ยืนอยู่หน้าเราแทน (ขอโทษนะ หน้าตาไอ้เด็กนั่นไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเราเลย และที่สำคัญพ่อแม่เด็กก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ เด็ก) เราค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเข้าใจผิด ในเมื่อเขาเพิ่งรับเงินจากเราไป 100 บาท แล้วใยหยิบคูปองให้เด็กที่อยู่หน้าเราแทน บ้าป่าว (คือคนขายคูปองเนี่ย แม่เรารู้จักเขาด้วยนะ เพราะ ประมาณ 20 นาทีที่แล้ว เราเพิ่งยกมือไหว้เขา แม่บอกให้ไหว้ จริง ๆ ไม่อยากไหว้นักหรอก ลึก ๆ เราเป็นคนมือแข็ง ไร้สัมมาคารวะ ณ ตอนนั้น เรานึกด่า"ในใจ"ไปแล้ว ว่า "คุณเป็นผู้ใหญ่ซะเปล่า ทำไมใช้สมองน้อยจัง ใครจ่ายเงิน ก็ต้องส่งคูปองให้คนนั้นดิวะ แม่ง!!!")
ในวินาทีนั้น เราเห็นคนขายคูปองเขาไม่หยิบคูปองให้เราแน่ ๆ (เราคิดว่า เขาคงเข้าใจว่าไอ้เด็กบ้าที่ยืนหน้าเรา มันมากับเรา -เออ เด็กมันยื่นมือไปรับคูปองเลยด้วยนะ- ) เราจึงแย่งคูปองจากมือเด็กเลย (ไม่สนใจอ่ะ ถ้ามีเรื่องก็มีแน่ วันนี้กูมาทำบุญก็จริง แต่ขอตบเด็กหน่อยเหอะ ไม่งั้นก็ได้ตบคนขายคูปองก็ได้ ไมหมาแบบนี้)

"จำไว้นะคะ แคชเชียร์ คนขาย หรืออะไรก็ตามที่มีหน้าที่รับเงินแล้วส่งของให้ลุกค้า รับเงินจากคนไหน ก็จงส่งของให้กับคนนั้น เท่านั้น อย่าเอาของไปส่งให้คนอื่น ถึงเขาจะทำเหมือนให้คนอื่นรับของแทน ก็ต้องชัดเจนด้วยการที่เขาพูดออกมาเลย เช่น 'ส่งให้ลูกพี่ถือเลยค่ะ ให้เขาถือเอง' อะไรทำนองนี้ ไม่ใช่จินตนาการไปเอง ว่าเขาให้คนอื่นรับแทน"

แล้วทีหลังเราจะจำไว้ ว่าถ้าเรามีใครมากั้นหน้าเรากับคนขาย เราจะรอให้มันไสหัวไปก่อน ก่อนที่จะยื่นเงินให้คนขาย

(ตอนเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี สมัย ป.5 เคยมีอีกรุ่นพี่บ้าหน้าด้านคนหนึ่ง มาขี้ตู่เอาถุงเท้าของเรา เพียงเพราะเราเอาถุงเท้าออกมาวางไว้ และไม่ได้รีบใส่ทันที จนครูต้องตัดสินโดยการให้เอซังพี่สาวเราถอดถุงเท้าออกมา แล้วดูว่ายี่ห้อเดียวกัน ถึงคืนถุงเท้าให้เรา - คนก็แม่งหน้าด้านว่ะ หน้าด้านมาก ๆ ตั้งแต่นั้น เราปักด้ายสี ๆ ที่ถุงเท้ามาตลอด จะได้ไม่มีอีหน้าด้านหน้าไหนมาตู่ของเราไปอีก **********จำไว้นะ ใครแย่งของกู มึงต้องตาย!!! - ออกแนวอาฆาต พยาบาท นะ แต่เราไม่ยอมจริง ๆ ไม่มีคนปกติที่ไหน เขาทำนิสัยเหี้ย ๆ แบบนี้หรอกนะคะ ดังนั้นอย่าขี้ตู่ อย่าหน้าด้านจะเอาในสิ่งที่ไม่ใช่ของคุณ เพราะถ้าทำ เชื่อว่าสักวันของนั้นก็จะต้องหลุดลอยหายไปอยู่ดี เพราะ อย่างไรซะ มันก็ไม่ใช่ของคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นนะเว้ย แต่พอดีเราก็ไม่ใช่แม่พระเหมือนกัน ที่จะยอมให้คนมาเอาเปรียบ มาทำเลวต่อหน้าเลยเช่นนี้ คงทนไม่ได้หรอก บ้านเมืองก็มีขื่มีแป อย่างมากก็ให้ตำรวจมาตัดสิน)

พ่อแม่เด็ก หัดสั่งสอนและดูแลลูกบ้าง เข้าใจว่าไอ้เด็กบ้ามันอาจไม่มีเจตนาเอาไปหรอก (บางที เด็กก็ทึ่มซะ เอาแม่งหมด ของใครไม่สน ฉวยได้-ฉวยดี) ยังไงต้องดูแลด้วย ถ้าปล่อยปละละเลย ไม่สั่งไม่สอน ต่อไปมันจะฉวยจะหยิบอะไรอีกก็ไม่รู้ โตขึ้นอาจจะกลายเป็นคนสันดานไม่ดี (ชั่วช้าเลวทรามหรืออะไรก็ว่าไป) เมื่อนั้นแหละ ชาวบ้านชาวช่องเขาจะตามมาถอนหงอกพ่อแม่ว่า ไม่รู้จักสั่งสอน (หรือที่ได้ยินเรียกกันบ่อย ๆ ว่า "อีลูก พ่อแม่ไม่สั่งสอน")

วันนี้บ่นแค่นี้แหละ
อยากมาเตือน พ่อค้าแม่ขาย แคชเชียร์ หรืออะไรก็ว่าไป ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันอ่ะ จงให้กับคนที่ให้เท่านั้น

ปล. สองปีซ้อนแล้วนะ ที่เราได้เซียมซีของหลวงพ่อปานเบอร์ 15 แปลกดี แต่ชอบ เพราะคำทำนายดีมาก ชอบมาก อ่านแล้วมีกำลังใจ
(ก่อนหน้านี้ สมัยเราเรียน ป.ตรี ช่วง ปี 3 - 4 เราเคยเซียมซีได้เบอร์ 4 มาตลอด ทุกวัดที่ไป ได้เบอร์ 4 ตลอด ติด ๆ กัน น่าจะใกล้ ๆ ถึง 10 ใบ ภายในช่วงเวลาสองปี แปลกดีนะ)
ใครจะเอาไปตีหวยก็ตามสบาย แต่เชื่อว่าไม่ออกหรอก 15 อ่ะ
แต่ออกมาได้ไง 00 ท่าจะบ้า!!! ก๊าก.... ใกล้หวยออกอีกแล้วสิ อยากถูกหวยว่ะ (แต่ไม่ได้ซื้ออ่ะ) อยากได้เงินไปซื้อที่ทำสวน อยากได้รถด้วย จะขับไปทำงาน (ใกล้ก็จริง แต่ก็อดห่วงตัวเองไม่ได้ เกิดเป็นผู้หญิงน่ารัก ต้องคอยระวังภัยรอบตัว - อ้วก ๆ ๆ ๆ ๆ ภาวนาขอให้คนมองเห็นว่าอัปลักษณ์ ล่ำบึ๊ก แมนสุด ๆ หรือถึก ๆ อะไรก็ว่าไป จะำได้ไม่ต้องมายุ่ง ขอให้เห็นเราเป็นยักษ์เป็นมารเป็นปีศาจปลาหมึกบ้าได้ยิ่งดี แต่อย่างน้อยขอให้น่ารักในสายตาเด็ก ๆ ที่เราสอนก็พอแล้ว ก๊าก...)
ปล2. เล่าให้ฟังว่า เราไปโพสต์ที่กูรู ว่าเราอยากส่งไปรษณีย์ เพื่อบริจาคแมกกาซีน ซึ่งก็ไม่มีใครตอบทางกูรู (มีตอบ แต่ไม่ตรงจุดประสงค์อ่ะ) แต่มีคุณครู (สมาชิกกูรู) ส่งอีเมลมาตามคำเชิญ เราจึงส่งหนังสือส่วนหนึ่งไปให้ที่ โรงเรียนตามที่ท่านบอกแล้วเมื่อวันก่อน เดี๋ยวถ้าจัดอีกจะส่งไปอีก ใครอยากได้จะเมลมาบอกก็ได้ ถ้าโอกาสมี เงินมี จะจัดส่งไปให้ แต่ที่ตลกก็คือ เรามี FHM 4 เล่ม และ แมกซิม 1 เล่ม (ซื้อนานแล้ว อ่านไปงั้นแหละ อยากรู้ว่าผู้ชายเขาชอบอ่านอะไรกัน) เรากะจะให้คนที่อยากได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใคร??? จริง ๆ ก็คิดอยู่ว่าจะให้ใครดี พอดีรู้จักไอ้พวกที่ดูหื่น ๆ หลายคนอยู่ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ กันแหละ (คืออยากจะเอาไปให้พ้น ๆ บ้าน เกะกะ) แล้วพอดีเกิดนึกถึงสุดที่รัก ซึ่งเราก็มีที่อยู่ของเขาด้วยแหละ เอิ๊ก ๆ (หาได้จากในหนังสือรุ่นของป้าเอซัง) แต่เกรงว่า ถ้าส่งไปแล้ว คุณพ่อหรือคุณแม่เปิดกล่องดูเห็น5เล่มนี้ แล้วจะเข้าใจว่าสุดที่รักสั่งหนังสือโป๊มาอ่าน ก๊าก... เลยเก็บไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าวันไหนเจอกันแล้วรู้ว่าอยากอ่าน ค่อยให้ แต่ถ้าไม่อยากอ่าน (หรือซื้ออ่านตลอดอยู่แล้ว ก๊าก...) เมื่อนั้นจะเอาอีห้าเล่มนี้ชั่งกิโลขายทิ้งไปเลย (ล่าสุด เรากำลังจะเอา POP ที่ตามสมัยเรียน ม.ต้นถึงม.ปลายนิด ๆ ไปชั่งกิโลแล้วนะ ถ้ารถมาเมื่อไรจะขายเลยทันที เพราะไม่รู้จะบริจาคที่ไหน และมันมีกลิ่นชื้นแบบปลวกขึ้น หึ่งมาก คงไม่มีใครอยากหยิบอ่านแล้วแหละ) ทุกวันนี้เราแทบไม่ซื้ออะไรเข้าบ้านเลย เหนื่อยตอนหาที่บริจาค (เพราะนานวัน ของมันก็มากขึ้น ปลวกเอย ฝุ่นเอย เห็นแล้วเหนื่อย) เอบอกว่า คงมีแต่แอมแหละ ที่บ้าส่งไปรษณีย์ตั้งสองสามร้อยบาทเพื่อบริจาคของ (เออ เราคงจะบ้าจริง ๆ แต่เราอยากให้หนังสือกับคนที่อยากได้ เราไม่เคยให้ของกับคนที่ไม่ได้ขอ ไม่อยากได้ เพราะเขาจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาได้รับไป)

เข็มกลัดติดกระเป๋า ป.ตรีของเราเอง น่ารักไหม ขึ้นก็หมูจบก็หมู เรียงมางี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันตอนนั้นคิดอะไร สงสัยเราชอบกินหมู ก๊าก...



วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เจเขี่ย เจอยู่ที่ใจ และฝากไว้

ไม่มีไร นึกออกเลยมาเล่า

ตอนนี้ช่วงกินเจ

หลายคนกินเจ แม่เราก็กิน ตั้งแต่แม่ผ่าตัดเสร็จแม่ก็กินมังสวิรัสทุกวันโกน วันพระ วันเกิด (วันอาทิตย์) ทุกครั้งอยู่แล้ว ดังนั้นปกติแม่ก็ไม่กินเนื้อสัตว์อาทิตย์ละอย่างน้อยสองวันอยู่แล้ว แต่เราไม่ใช่อย่างนั้น เนื่องจากแม่ยังให้เรากินเนื้อ และซื้อกับข้าวสำเร็จรูปที่เป็นเนื้อ เข้ามาอยู่เสมอ (เยอะ แต่เราไม่ห้ามแม่หรอก ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่าแม่รักเรามาก ๆ อ่ะ ยิ่งเราเจอปัญหาโคตรถาโถม เราก็ยิ่งรู้ว่าแม่เป็นห่วงเรามาก)



เราไม่เคยกินเจแบบครบกระบวนการ

เพราะว่า ถือว่า มีอะไรให้กิน ก็กินเข้าไป อย่าเรื่องมาก จะได้ไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวาย (พอดีเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต วุ่นวายพอแล้ว)



เรากับเอก็เลยกินแบบแปลก ๆ แต่เรามีความสุขดี ตามอัตภาพ



เรากินกันแบบนี้

เอจะเป็นหนักกว่าเรา

เขาจะเขี่ยเนื้อสัตว์ออกจากอาหาร จะกินแต่ข้าวกับผัก เช่น ในข้าวคลุกกะปิ ก็จะเอาหมูหวาน และกุ้งกรอบ ออก

หลัง ๆ เราทำด้วย เราชอบกินบะหมี่น้ำ เราก็กินแต่เส้น ผัก แยกลูกชิ้นออก บางทีก็กินเส้นเหลือ

ของที่แยกไว้ เราเอาใส่ถุง (พกไปเอง) เพื่อเอากลับมาฝากหมาแสบ (สารพัดแมวที่บ้านของเรา)

เราทำแบบนี้กันมาสักพักแล้ว

(กำลังจะใช้กล่องข้าวแล้ว จะได้ไม่เปลืองถุง แต่ถุงที่ใช้ก็เป็นถุงเก่า ๆ ยุคกลาง บ้างก็เป็นถุงขนมปัง ถุงคุกกี้ที่กินหมดแล้ว เอชอบพกไปกิน หรือถุงอะไรที่มีอยู่กระเป๋า ถุงก๊อปแก๊บ เอาแค่ไม่สกปรกมากมายก็ใช้ได้แล้ว)



เราแค่รู้สึกว่า บุญกรรม จะได้มากได้น้อยเราไม่รู้

แต่เรารู้ว่า เรามีความสุขที่ได้ทำแบบนี้

เราไม่อยากกิน แต่ถ้าของยังมีให้กิน จะไม่กินเลยทั้งอัน แล้วจะไปไว้ไหน จะให้แมวทั้งหมด แมวจะกินผักไหม? เสียเงินเสียทองไปเท่าไร?

ก็กินด้วยกันทั้งคนทั้งแมวแล้วกัน คนกินก่อน



เราเป็นคนนึงที่ไม่เคยสนใจว่าจะต้องตึงเปรี๊ยะ ในเรื่องที่บางทีมันต้องยืดหยุ่น

หากการตึงเปรี๊ยะ มันจะทำให้เป็นปัญหาในระยะยาวได้ เช่น กินเจอยู่ กลางวันหิว ไปธุระแลัวร้านแถวนั้นไม่มีของเจ ก็เลยไม่กินข้าว

เราว่าแบบนี้ทำร้ายร่างกายไปนิด (คือแล้วแต่คน บางคนอดได้ บางคนชิน อย่างพระหลายต่อหลายรูป ท่านก็ฉันแค่มื้อเดียว คือมื้อเช้า)

แต่กับคนที่อาจต้องมีกิจกรรม ต้องเคลื่อนไหว ต้องเดินทาง แล้วถ้าถือมาก ผิดข้อกำหนดไม่ได้ แล้วจะเป็นภัยต่อตัวเอง มันคุ้มไหม?

เช่น ต้องเดินทาง เป็นความดันต่ำ ไม่มีร้านเจ เลยไม่กิน เป็นลมกลางทาง ตกน้ำตกท่าตายไป อะไรทำนองนี้ ถ้ายินดี ก็โอเค มันแล้วแต่คน



ในความรู้สึกเรา เราจึงคิดว่า ทำอะไรก็ได้ แต่ขอให้พอประมาณ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป

เอาแบบชีวิตยังดำเนินไปได้ โดยที่ไม่เดือนร้อนชาวบ้านมากมาย

ควบคุมกฎเกณฑ์ของตนเอง โดยไม่ไปเบียดเบียนหรือไปสร้างกฎเกณฑ์ให้คนอื่น ก็พอ



จริง ๆ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ



ทุกวันนี้คิดว่ากินเจยังเป็นยังไงก็แล้วแต่คน

แต่เท่าที่เรามองเห็น เราว่ายิ่งทำของเจให้เหมือนของจริงมากขึ้นเท่าไร

ก็เท่ากับโอเคยังได้บุญในส่วนของไม่ได้กินเนื้อสัตว์ แต่ใจไม่น่าจะโอเคนะ เพราะเลือกกินแบบยังยึดติดอยู่ที่รสชาดและภาพของเนื้อสัตว์(ที่ทำเหมือนมาก)อยู่ดี จริงไหม?





ยังไงลองย้อนกลับไปมองยุคสมัยก่อนดูแล้วกัน ว่าเขากินเจกันยังไง



มีอะไรกินก็กินไป กินให้อิ่มท้องไปวัน ๆ และที่สำคัญอย่ากินทิ้งกินขว้าง อย่าตักกินให้เหลือ ถ้าร้านมันให้เยอะบอกมันให้ลดจำนวนลง (ราคาไม่ลดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายอมไม่ได้ ทีหลังก็อย่าไปซื้อร้านมัน ฝึกทำกินเองก็แล้วกัน กินเอง รู้ปริมาณความต้องการของตัวเอง) อะไรไม่กินก็เก็บไปเลี้ยงแมวแบบเราสองพี่น้องก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยังไงก็อิ่มใจ



เล่าเรื่องตลกนิดนึง วันก่อนป้าคนนึงกินกระเพราหมู เขาบอกเอว่า "หนู ๆ ถ้าแม่บ้านมาเก็บจาน ก็บอกให้เก็บจานนี้ไปทิ้งได้เลยนะ ข้าวมันดิบ ป้าไม่กินแล้ว" เอก็ค่ะ ๆ ไป (เราก็นั่งอยู่ด้วย) แล้วเอก็ไม่พูดอะไร พอป้าเดินไป คนเก็บก็ยังไม่เก็บ เขาวางสภาพแบบเหมือนยังไม่ได้กิน เราสองพี่น้องตกลงกันว่า เอาไปฝากหมาแสบดีกว่า เสียดายหมูเสียดายข้าว แล้วเราสองคนก็ช่วยกันเอาข้าวจานนั้นใส่ถุงกลับมาให้แมวกิน ฮา ๆ ดีออกไม่ต้องไปปนให้เน่าเป็นข้าวเลี้ยงหมู (เลี้ยงหมูป่าวไม่รู้ แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นขยะ สู้เอามาเลี้ยงแมวแบบเราดีกว่า แมวเราก็อิ่ม ลดจำนวนขยะอาหารที่ทิ้งปนกันมั่วได้ด้วย) ใครคิดไงเราไม่ทราบนะคะ แล้วแต่สติปัญญา



แต่เราขอบอกว่า ปัญหาโลกร้อนลดไม่ได้ด้วยปากหรอกค่ะ เราเห็นสื่อประโคมกันโครม ๆ ล่าสุดเราก็เขียนเอนทรี่นี้ เขาร่วมกันเขียนทั่วโลก

แต่ปัญหามันยังไม่ลดลงหรอกค่ะ เพราะว่าหากคนไม่ตระหนักได้เอง ก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง ก็เท่านั้นแหละค่ะ

ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจพวกมัน (พวกมันหมายถึงคนที่ไม่ช่วยกันลดโลกร้อน) ค่ะ

หากคุณคิดจะลดโลกร้อน เริ่มต้นทำเอง ไม่ต้องไปรอใคร ไม่ต้องอ้างว่าคนนั้นยังไม่ทำ มันยังไม่ทำก็ช่างหัวมัน

ตามวิธีที่เราบอกในเอนทรี่นั้นก็ได้



และที่สำคัญ หากการใช้พลาสติกและโฟม มันเป็นปัญหา ทำไมไม่ออกกฎหมายห้ามใช้ (อันนี้คือหักดิบ)

หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องให้ผลิต

แต่เรารู้ ไม่มีใครกะเกณฑ์ใครได้



เอาเป็นว่าจำประโยคนี้ไว้นะคะ "ถ้าไม่ซื้อ มันก็เจ๊ง เดี๋ยวมันก็เลิกผลิตไปเองค่ะ"

เราคิดและทำแบบนี้อยู่ค่ะ ทุกวันนี้เวลาเราซื้อของ เราไม่เอาถุงแล้วค่ะ เราพกถุงไปเอง

(แต่แม่เราก็ยังหอบถุงกลับบ้านมามากมาย ซึ่งเราไม่ว่าแม่เราหรอกค่ะ เพราะท่านเป็นแม่เรา แค่เราไม่ทำตามก็เท่านั้นเอง ถ้าไปด้วยกันเราจะจัดแจงให้เอง เมื่อวานก็รับถุงมาแค่ร้านเดียว จากการช็อปหลายร้าน 555)



ยังไงเริ่มที่ตัวเอง ไม่ต้องสนใจคนอื่นค่ะ ถ้าคุณอยากลดโลกร้อนจริง ๆ คุณก็ทำได้จริง ๆ อยู่ที่ว่าจะตั้งใจทำจริง ๆ หรือเปล่าเท่านั้นเอง



ปล. เราไม่ได้เล่าที่นี่ก่อนนะ แต่เราจะบอกว่า ไว้มีอะไรจะมาเล่าใหม่ พรุ่งนี้เราจะไปทำงานแล้ว ถ้าใครรักในงานเขียนของเรา อวยพรให้เราโชคดี ๆ หน่อยนะ เราจะสู้ ๆ และปลีกเวลามาเขียนบล็อกให้ได้อ่านกันใหม่ หลังจากที่งานแรกไปทำได้เจ็ดวันก็เป็นออกซะแล้ว ปัจจัยมันนอกเหนือการควบคุมของเราจริง ๆ เราไม่รู้จะทำไง เราขอทำตามความสบายใจของเราแล้วกัน พรุ่งนี้ไปรายงานตัวทำงานใหม่ งานนี้เราจะอดทนให้มากอ่ะ เพราะสำคัญมากกับความเป็นไปของครอบครัวและญาติวง เอาว่าไม่เล่าแล้วกัน แต่ไม่มีอะไรพิสดาลหรอก ก็งานสอนเด็กแหละ เราจะอดทนและพยายามให้มาก เราจะต้องโชคดีและผ่านฉลุย เพื่อกลับมาเล่าให้ทุกท่านฟัง (อย่างฮา ๆ)




วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อยากให้มี เครื่องบอกว่ารถเมลสายไหนกำลังจะมา, และขอบันไดขึ้นสะพาน

อยากให้มี เครื่องบอกว่ารถเมลสายไหนกำลังจะมา, และขอบันไดขึ้นสะพานลอยเซนทรัลบางนา ที่เกาะกลาง (เลนทางด่วน)

คือไม่มีไร
เมื่อวานไปรามสอง มา ไปถ่ายรูปติดบัตร จะไปแปะใบสมัครงาน
เข้าไปก็ดำน้ำเลย
แล้วก็รอรถเมลนานมาก
ความคิดนี้เรามีมาห้าร้อยปีแล้ว
(มีใครทำยัง ถ้ามีบอกที ต้องการมาก)
เราอยากได้เครื่องที่บอกได้ว่า รถเมลสายใดกำลังจะมา (บอกได้ในระยะประมาณไปเรื่อย ๆ เลยยิ่งดี เช่นในรามสอง อาจรายงานได้ว่า รถที่กำลังจะมาคือ 38 38 46 ปอ.48 207 46 48 207 38 38 1141 ถ้าบอกจุดโดยคร่าว ๆ ที่รถมันอยู่ได้จะยิ่งดีมาก คำนวณเวลาคร่าว ๆ ว่าอีกกี่นาทีจะมาถึงป้ายนี้ได้ยิ่งดีโคตร ๆ ) ตย.คือ สมมติเรารอ 1141 แต่เช็คแล้วว่าอีกสิบคันกว่าจะมา เราจะได้โดดขึ้น 38 ไปต่อรถที่บางนาดีกว่าแทน ไม่ต้องเสียเวลารอ เข้าใจป่าวเนี่ย ใครก็ได้ทำให้ที อยากได้เครื่องนี้มาก ๆ
เราจะได้รู้ว่า เราควรจะรอมันต่อไป หรือกระโดดขึ้นสายอื่นแล้วค่อยไปหาต่อรถเอา
เมื่อวานรอ 1141 ในรามสอง ตั้งชม.กว่า เพราะมันแล่นไม่ตามทาง พลาดคันแรกเพราะขี้เกียจวิ่ง คุยโทรศัพท์กับป๋าอยู่
พลาดคันที่สอง เพราะมันออกอีกทาง (ไม่ทันดู) ประจวบกับแม่ซื้อผลไม้อยู่ด้วย เห็นอีกทีมันก็ไปแล้ว
สุดท้ายต้องไป 46 แล้วไปต่อสายอื่นเอา (จะไปปากน้ำ) ซึ่งขอบอกว่า หมดเวลาไปกับการรอรถสายเดียว


อีกอันคือขอบันไดขึ้นสะพานลอยตรงเกาะกลางเซนทรัลบางนา จะทำได้ป่าวไม่รู้ แต่อยากได้มาก
ถ้ามี จะทำให้สะดวกสบายกว่านี้มาก เพราะโดยส่วนตัว เราไม่ชอบข้ามถนนตรงเลนกลาง
เพราะว่ารถหลายคัน เช่น 1141 และ 365 ที่ไปแค่ศรีเอี่ยม จะไม่ไปเลนใน มันจอดทิ้งคนไว้ที่เลนกลางแหละ แล้วให้ข้ามไปห้างเอง
ซึ่งขอบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุให้รถต้องชลอให้คนข้ามเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าทำบันไดทางขึ้นจากเกาะกลางตรงเลนกลางได้ จะประเสริฐมาก ขอบอก ๆ

ที่รถเมลที่ไปแค่ศรีเอี่ยมมันไม่เข้าเลนในก็เข้าใจนะ เพราะว่ารถมันติดมากอ่ะ หน้าห้าง รถเยอะ

เอาเหอะ ยังไงก็เอาไป

ปล.ไข้ขึ้น ปวดกบาลมาก ไปและ พรุ่งนี้ต้องไปธุระอีก แล้วก็สู้ ๆ เราก็จะสู้ ๆ คิดอะไรได้จะมาเล่าใหม่ สู้ ๆ




วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สองนาทีจะทันไหม แนะนำหนังสือ กลับมาที่นี่ + ฝากถึงหัวหน้าต่าง ๆ

มีคำอธิบายหลาย

- กลับมาเพราะ pranitee.com จะไม่มีแล้วค่ะ เราไม่เช่าแล้ว เสียดายเงิน เราไม่ได้ใช้ทำอะไรให้งอกเงยเลย และจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เปิด มันไม่มีอีกแล้ว จึงไม่จำเป็นแล้ว กลับมาดีกว่า

- ที่นี่ แม้เราประกาศไป http://pranitee.blogspot.com/2009/09/blog-post_18.html ก็ยังมีคนเก็บฟีดอยู่ และมากเท่าเดิมด้วย ไม่ได้ลดลงเลย แปลว่าเขาไม่ได้อ่านเลยหรือไงว่าเราประกาศย้ายที่เขียน ก๊าก... หรือไม่ เขาก็แน่ใจว่าเราต้องกลับมาเขียนที่นี่อยู่ดี และเราก็กลับมาเขียนที่นี่อยู่ดีจริง ๆ

- อะไรดีล่ะ ไม่มีแล้ว มาดูหนังสือสามเล่มที่อยากแนะนำ

เฮ้ยไม่ทันแล้วสองนาทีอ่ะ (ว่าจะปิดคอมสองทุ่ม) ขออีกยี่สิบนาทีแล้วกัน



มีสามเล่ม

เราสั่งจากเซเว่นแคตตาล็อก

จริง ๆ เราอยากได้แค่ไอ้นี่

ชุดแปรงสี่ชิ้น จะเอามาขัดพื้นห้องน้ำนู้น...

แต่แล้ว

ก็สั่งหนังสือไปด้วยเห็นว่าลดเยอะดี (จากราคาที่เขาบอก)

ตอนนี้เราต้องประหยัด เลยต้องอ่านเล่มนี้

เราอยากแก้จน เราเลยต้องอ่านเล่มนี้

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน เราว่าจะแต่งนิทานขาย (เพราะเราจบป.ตรี โดยเรียนวิชาโท "การผลิตหนังสือ" มาเหมือนกันนะ เราทำงานโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ เขียนหนังสือได้ มีความรู้บ้างเหมือนกัน) เลยซื้อมาจะดูแนว ห้าห้าห้า



แต่แล้ว เมื่อเราได้หนังสือมา

ขอบอกว่า

เล่มแรก สนุกดี แต่พักไว้ก่อน

เล่มสอง ประทับใจมาก เราขอบูชาหนังสือเล่มที่สองเลย ขบวนการแก้จน เราศรัทธาผู้เขียนมาก ๆ อ่ะ (แม้ท่านจะเสียแล้ว) ความคิดอย่างท่านอ่ะ ประเสริฐจริง ๆ หาคนแบบนี้ยากขึ้นทุกที่ ขอบอกว่านอกจากหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นตำราทำอาหารของเราแล้ว ยังจะเป็นแนวทางสร้างอาชีพให้เราได้ (หากชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก) ดีใจที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อ่ะ ดีใจมาก ๆ อ่านแล้วมีความสุขมาก ๆ



เล่มที่สาม เพิ่งอ่านได้นิดเดียว เรื่องเดียว เรื่องแรก สนุกดี เราคงยังไม่แต่งนิทานอ่ะ ตอนนี้เราขอตั้งใจทำงานที่เราเลือกก่อนแล้วกัน
(ขอบอกว่า นิทานที่ดี ต้องไปบ้า และทำให้เด็กเข้าใจผิดได้ เช่น ผ่าท้องแล้วเอาเข็มเย็บ เป็นนิทานที่อันตราย ส่วนใหญ่เห็นจากนิทานของเมืองนอก เราขอเตือนพ่อแม่ว่าอย่าอ่านนิทานทำนองนั้นให้ลูกฟัง เพราะเขาจะเข้าใจผิดได้จริง ๆ แต่ขอบอก ขอบอก ว่าหนังสือนิทานของ ดร.อาจอง นั้นดีมาก ๆ ไปหาซื้อมาอ่านเถอะค่ะ แค่เรื่องแรกก็เริดแล้ว ประทับใจ ขอคอนเฟิร์ม เราเคารพ ดร.อาจอง มาก ๆ อ่ะค่ะ ขอยกท่านเป็นบรมครูเลย)



แต่มีสิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการสั่งซื้อหนังสือครั้งนี้ คือ (จริง ๆ เราก็เรียนรู้มานานแล้วนะ แต่จะย้ำอีกที)

- หากคุณอยากให้คนรักการอ่าน คนอ่านหนังสือเยอะ ๆ ซื้อหนังสือเยอะ ๆ คุณต้องทำให้ราคามันถูกลง

เราบอกตรง ๆ ว่าเราไม่แน่ใจว่าเซเว่นเป็นของใคร เป็นลิขสิทธิ์เมืองนอกหรือไม่อย่างไร (โดยส่วนตัวเรามันเวอร์ เราไม่ค่อยชอบร้านค้าข้ามชาติ แต่ก็ซื้อบ้าง เพื่อไม่ให้ชีิวิตมันต้องยุ่งวุ่นวายจนเกินไป) แต่เซเว่น บุ๊กสมาย และอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาทำให้เราพบว่า ถ้าหนังสือราคาถูกลง คนก็จะซื้อหนังสือได้มากขึ้น อย่างเช่นเราเป็นต้น ขอบอกเลยว่า ไม่เสียดายเงินเลย หนังสือดีจริง ๆ (คุณภาพดี เนื้อหาดี) โดยเฉพาะเล่มขบวนการแก้จน บอกตรง ๆ ว่าเราขอบคุณที่แสดงให้เห็นว่าลดราคา ไม่งั้นป่านนี้เราก็คงยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้



จำไว้ อย่าดีแต่บอกปาว ๆ ให้ซื้อหนังสือ มาซื้อหนังสือ มาอ่านหนังสือ อ่านแค่แปดบรรทัด อ่านแค่ห้านาที ฯลฯ ตราบใดที่หนังสือราคายังแพง ก็อย่าหวังเลยว่าคนจะซื้อหนังสืออ่าน (เขาไปอ่านที่ร้านเอา ก๊าก...)



.............

แถมอีก ยังเหลืออีกแปดนาที (จะตรงเปรี๊ยะอะไรนักหนาอีนี่)

เราอยากบอกว่า



เท่าที่เราเจอมา เท่าที่เราฟังมา เท่าที่เราเห็นมา

บริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน ไม่ประสบความสำเร็จในการจ้างคนมาทำงาน

เพราะว่า

๑. ไม่บอกว่า เขาต้องทำอะไร ชอบให้เรียนรู้จากการดูเอง ซึ่งมันทำให้ผิดพลาด

อยากให้คนทำถูกต้องสอน

๒. (ในกรณีที่มีลักษณะแบบนี้) พนักงานบางคนไม่ชอบของาน เพราะ พอไปขอ หัวหน้าก็รำคาญ (เขาทำงานอยู่) เลยเหมือนไม่ทำงาน ที่จริงทางบริษัทควรมีการเช็คเลยว่า พนักงานของคุณเป็นคนแบบไหน เป็นแบบแพสซีฟ หรือแอคทีฟ คนที่เฉื่อย ๆ บางทีทำงานดีมากนะ แต่เขาแค่ไม่รู้จะแอคทีฟ (บางทีแค่กับเรื่องมนุษยสัมพันธ์) ยังไง ถ้ามี list งานให้ยาวเป็นหางว่าวต่อเนื่อง บางทีอาจทำให้เขาำงานได้มากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปเจอหัวหน้า (ที่บางทีก็เฮงซวย)

โดยส่วนตัวเราคิดว่า การบอกว่าข่ายงานของเขามีอะไรบาง ถ้างานหมดหยิบจับส่วนไหนได้ จะทำให้คนเราสนุกกับการทำงานมากขึ้น

อันนี้ได้มาจากหลายฝ่ายเลย ตั้งแต่ตอนฝึกงานปีสี่ น้องที่รู้จักมาเล่าให้ฟังเรื่องปัญหาที่ทำงาน อ่านกระทู้



และที่สำคัญ ไม่ต้องห่วงหรอกว่าเขาจะได้เคล็ดลับอะไรดี ๆ ไป ทุกที่ก็มีเคล็ดลับหมดแหละ ถ้าคนเรามีความสุขในการทำงาน ใครจะอยากลาออก จริงไหม

อยากจะบอกว่า สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้คนอยากลาออกจากงาน คือ ปัญหากับเจ้านาย (อันนี้เราฟันธงไม่ได้ แต่เราได้ยินมาหลายคนแล้ว ดังนั้น ถ้าเอื้อให้ปะทะกันน้อยหน่อย มีอะไรสอน มีอะไรบอก ด่ากันน้อยลง ความสุขในที่ทำงาน จะมีมากกว่านี้ "อยากให้ใครทำอะไรได้ อยากให้ทำถูกทำดี บางทีต้องมีตัวอย่างที่ดีให้เห็น การด่า การต่อว่า การตัดเงินเดือน การทำโทษ ไม่เคยมีผลดี ไม่เคยสร้างความจงรักภักดี ขอบอกจากใจจริง")



ไปแล้ว ตรงเวลาเป๊ะ ก๊าก...

ไม่รู้จะให้ชื่อเรื่องว่าอะไร แต่มีหนังสือแนะนำสองเล่มนะคะ

โดย Pranitee Ratanawijitr - พฤหัสบดี, 24 กันยายน 2009, 07:29PM

วันนี้ อุตส่าห์คุยดีไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกันเล๊ย
(กับแม่ ปกติต้องเถียงกันทุกวัน เถียงในแบบ เราอ่ะนะ
ไม่ได้รุนแรงมากมาย แต่ออกแนว น่ารำคาญ เราเองแหละที่น่ารำคาญที่สุด)
จริง ๆ ไม่มีใครอยากทะเลาะกับพ่อแม่ตัวเองหรอกนะ บาปกรรมตายชัก

แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่เล่นเน็ต แต่ยาก สรุปเราทำไม่ได้นะ
เพราะถ้าตราบใดยังต้องเปิดคอม เราก็ต้องเปิดเน็ต (งก หรืออะไรบอกไม่ถูก หรือจริง ๆ
คือ เราเลวเองที่ไม่มีความอดทน)

แต่ที่มาเล่า เพราะว่าเราเปลี่ยนใครไม่ได้!!! (รู้มานานแล้ว)
เราเลยมาแนะ เผื่อมีใครเป็นแบบเรา ก็จะได้ปลงให้ได้ (กะจะเลิกบ่นแล้ว พูดแบบนี้
มาหลายปีแล้ว)
หรือใครเป็นแบบแม่เรา ก็จะได้ลองคิิดดูว่า จริง ๆ เราแค่หวังดี ไม่ได้อยากอะไรเล๊ย
(ไม่อยากให้เครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้นเอง)

ก่อนอื่น ความปั่นป่วนมันปะทุมาจาก
- แม่เขาบ่น (บ่น ไม่ใช่การบอกเล่า นี่คือการบ่นจริง ๆ) ให้ฟังว่า วันก่อน ฝนตก
เลยให้เด็กนักเรียนที่มาช่วยงาน ยืมร่มกางกลับบ้านไป แล้วมันยังไม่เอาร่มมาคืน
ร่มสีส้ม อ.โสภณให้มา คันใหญ่ กางดีมาก มันยังไม่เอามาคืนเลย เดี๋ยวต้องโทรไปทวง
วันนั้นขอเบอร์มันไว้ กับอีกคนที่มาช่วยด้วย แต่เป็นเบอร์ของแม่เด็ก ทั้งสองคนเลย
(เราก็คิดว่า เป็นเราเหรอ หลายวันไม่เอามาคืน ก็ทำใจแล้วแหละว่าคงไม่ได้คืน
คนสมัยนี้ ไม่ค่อยมีสำนึก เวลาใครยืมของเรา เราจะบอกเลยว่า "ถ้าสะดวกคืน ก็ต้องรีบ
มาคืน แต่ถ้าหากไม่คืน ก็ไม่เป็นไร แค่วันหลังไม่มีให้ยืมอีกแล้วก็เท่านั้นเอง")
แต่แม่เขาดูซีเรียสมาก เขาโทรไปเบอร์แรก เบอร์มือถือเนี่ยแหละ กลายเป็น อบต.
เราก็สังเกตว่าแม่เขาเป็นอะไรที่เราก็ไม่เข้าใจ จริง ๆ สรุปคือ "โทรผิด"
อาจจะเพราะเด็กให้มาผิด หรือแม่กดผิด หรือสายพันกัน ก็เป็นได้
ก็น่าจะรีบวาง ๆ ไป ก็สิ้นเรื่อง มันก็แค่การโทรผิด จะอะไรนักหนา
แม่เขาไม่ยอมวางสาย แถมยังไปต่อล้อต่อเถียงกับคนรับว่า ก็เด็กให้เบอร์นี้มา
"เด็กชื่อนี้ เรียนห้องนี้ ... ยาวเฟื้อย"
การพูดแบบนี้มันมีแต่ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ เราบอกตรง ๆ นะ
ว่าถึงเราขี้หงุดหงิดขั้นควายขนาดนี้ เราก็ไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับการโทรผิด
เพื่อยืนยันว่าโทรถูกหรอกนะ มันไม่เข้าท่าเลยจริง ๆ

เราบอกแม่ว่า วาง ๆ ไปเหอะ (จริง ๆ เราอาจจะไม่ควรพูดอะไรเลยก็ได้)

- แม่เขาโทรหาแม่เด็กอีกคน (คนนี้คืนร่มแล้ว) เพื่อถามเบอร์ลูกชายเขา (จะฝากมัน
ไปบอกเพื่อนคนที่ยังไม่คืนร่ม) โทรไป แม่เด็กก็ให้เบอร์มา

- แม่โทรเข้าเบอร์เด็ก เป็นปิดเครื่อง

- แม่จะโทรหาอาจารย์ที่คุมรถคันที่เด็กนั่ง (วันนี้ เด็กชั้น ม.นั้น [๒ หรือ ๓ ไม่แน่ใจ]
เขาไปทัศนศึกษากัน)

- แม่หาเบอร์อาจารย์คนนั้นไม่เจอ จะโทรถามอาจารย์อีกคนหนึ่ง

เราบอกแม่ว่า "แม่ เดี๋ยวตอนเย็นโทรหาเด็กคนที่โทรหาแม่เขาติด แล้วให้เด็กบอกเพื่อน
ก็ได้"
แม่เขาบอกว่า "ไม่ได้ เดี๋ยวเผื่อมันติดต่อกันไม่ได้ จะไม่ได้ร่มคืนพรุ่งนี้"

- ???


แทรกนิด พอดีได้ยินข่าวช่องไหน บอกว่า
ให้ข้าราชการประจำเคารพ ส.ส. ใครคิดอ่ะ ใช้ส้นเท้าคิด
หรือเปล่า
ส.ส.เป็นใคร มีคุณค่ามากมายขนาดนั้นเลยเหรอ
(พูดถึง ส.ส. เรานึกถึงแต่ ชอบใช้อิทธิพล กับโกงกิน เฮ้อ...)

ขอพูดตรง ๆ แบบคนที่มีสามัญสำนึก ฝากไปถึงคนคิดเรื่องนี้ ว่า
ถ้าคนเขาจะเคารพใคร เขาก็เคารพเอง
ไม่ต้องมาสั่งหรอก เพราะมันทุเรศ
โลกมันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ววะเนี่ย


ต่อ ๆ

- แม่เขาเปลี่ยนใจ โทรหาเด็กผู้หญิงที่อยู่ห้องเดียวกับสองคนนั้น (หรือไงสักอย่าง)
ตอนโทรไป ก็เล่างงมาก แม่เขาจำชื่อเด็กที่ไม่คืนร่มไม่ได้ เขาก็ไปเรียกชื่อเด็กคน
ที่คืนร่มแล้ว แล้วก็บอกให้ไปบอกเพื่อนให้เอาร่มมาคืน คือให้รายละเอียดยาวมาก
เราที่รู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น ยังงงแทนน้องผู้หญิงคนนั้นเลย
แล้วแม่เราเขาใช้เสียงดุด้วย สั่งแบบสุด ๆ เหมือนกึ่ง ๆ ด่าฝากด้วย
บอกตรง ๆ เราเห็นใจน้องผู้หญิงมาก ๆ เพราะเราเจอแม่เราทำแบบนี้ใส่บ่อยมาก
หลายครั้งเราอดสงสัยไม่ได้ว่าตกลง แม่เล่าเนี่ย แม่จะด่าคนอื่น หรือจะด่าหนู
หรือจะด่าหนูเพื่อฝากให้หนูไปด่าคนอื่น

ก็น่ะ ผ่านไปแล้วแหละ แต่ก็คือพอแม่เขาวางโทรศัพท์
เราก็บอกแม่ว่า
"หนูว่า แม่น่าจะพูดถึงเด็กที่เอาร่มไปไม่คืน แค่คนเดียว ไม่น่าพูดถึงชื่อน้องที่คืนร่มแล้ว
เพราะมันทำให้น้องผู้หญิงงงว่า ตกลงแม่จะให้เขาไปบอกใครกันแน่ หนูอยากบอก
แม่เฉย ๆ เพราะว่าหนูเห็นหลายครั้งแล้ว เวลาที่แม่กลับมาบอกว่า คนนั้นไม่ได้ดั่งใจ
คนนี้ไม่ได้ดั่งใจ สั่งอะไรไปก็ไม่ได้ตามนั้น อาจเป็นเพราะว่าแม่สั่งจนเขางง เขาเลย
ไม่ทำให้มากกว่า"

เท่านั้นแหละ

ไม่ต้องเดา ของมันชัวร์ ๆ แม่เขาโกรธมาก แล้วก็พูดแบบนี้
"ใช่สิ ชั้นมันพูดไม่รู้เรื่อง ป้า...(ชื่อเพื่อนเขา)ก็หาว่าชั้นพูดไม่รู้เรื่อง ...เยอะมาก"

เราบอกต่อ
"ไม่ได้อยากให้แม่โกรธ ก็แค่บอกเฉย ๆ ไม่อยากให้แม่หงุดหงิดคนอื่นก็เท่านั้น
บางทีแม่อาจจะสั่งเกินจุดประสงค์ไป เขาก็ไม่เข้าใจ ก็เท่านั้นเอง"

เอาว่าเนี่ยแหละ ทำเราหงุดหงิดมาเปิดเน็ตบ่นเลย

เรารู้ตัว
- เราไม่มีสิทธิ์สอนแม่เรา แต่เราคิดว่าเราไม่ได้สอน เราแค่อยากบอกว่าจริง ๆ แล้ว
คนอื่น ๆ เขาไม่ได้สร้างปัญหานะ แต่มันเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดมากกว่า
ไม่ได้ว่า ๆ แม่สื่อสารไม่ดีด้วย คือ เข้าใจไหม ว่าบางทีพอโกรธ หงุดหงิด รีบ ๆ คนเรา
จะสติแตก พูดจาวกวน สับสน เข้าใจยาก ตรงนี้เป็นกันเกือบทุกคนนะ แต่อยู่ที่ว่าคนนั้น
จะหาทางดึงสติ หรือหาสิ่งช่วยจัดระเบียบความคิด+คำพูดได้อย่างไรมากกว่า
หลายคนที่เก่ง ๆ สื่อสารดี เขาก็ไม่ได้เก่งแต่กำเนิด แต่เขามีเทคนิค มีวิธีการที่ช่วย
อำนวยความสะดวกมากกว่า เช่นอะไรบ้าง เดี๋ยวเราจะเล่าตอนท้ายเรื่องนี้
จะใส่ดอกจันให้***** ห้าดวงเลย สังเกตดูเอาเอง
- เราไม่ได้อยากหาเรื่องแม่ แต่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแนะนำแม่เราได้
เราไม่อยากให้แม่เราหงุดหงิดจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง (พูดตรง ๆ คือ เรารู้ว่าเวลาแม่เรา
รีบ ๆ หรือเครียด จะสั่งอะไรไม่เข้าใจเลย เวลาเขารีบทำแผน เขาจะมายืนพูด ในขณะ
ที่เราอ่านต้นฉบับแล้วพิมพ์ [แล้วเราจะพิมพ์ได้ยังไง] ทุกครั้งจะต้องมาแก้นู้นนี่ในจอ
แบบชี้ ตรงนี้ต้องอย่างนี้เท่านั้น [เอาแต่ใจมาก] จะให้ได้แบบนี้ จะต้องได้เดี๋ยวนี้
เราร้องไห้แทบทุกครั้ง เราไม่ชอบคนสั่งงานแบบนี้ เพราะเราเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร
ขอบอก ถ้าเป็นเครื่องจักร สั่งการแบบนี้ เราว่าเครื่องจักรก็เจ๊งละว้า... หลัง ๆ เราไม่
ทำงานด่วนใดใดทั้งสิ้นให้แม่ บอกว่าขอล่วงหน้าวันหนึ่ง แม่ต้องเห็นใจเราเหมือนกัน
บางทีเราก็ทำอย่างอื่นอยู่ จะมาแบบสั่งปุ๊บได้ปั๊บ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณผู้อ่าน
เป็นนายคน อย่าสั่งงานใครแบบนี้ เพราะมันบั่นทอนความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันมาก ๆ)
- แทรกด่วน ตอนนี้เลย มีเด็กโทรเข้ามา บอกว่า เด็กคนนั้นเขาบอกว่าเขาคืนร่มแล้ว
แม่เราก็บอกว่าไม่มี แล้วก็ถามกลับไปอีกว่า หนูรู้ไหมว่าแม่เขาทำงานอะไร
(ยังมีปัญหากับอีเบอร์ อบต. อยู่ แม่เราเขาบอกว่าแม่เด็กต้องทำงานอยู่ อบต.แน่ ๆ)
- ขอบอกว่าร่มคันนี้ แม่เขาได้มาฟรีจาก อ.โสภณ แล้วที่บ้านเราก็มีร่มอยู่มากมาย
มหาศาลนะ
(เหนื่อยไหมกับที่ตามทวงร่มคืนเนี่ย นานาจิตตังนะ แต่ถ้าเป็นเรา อย่างน้อย ที่โทรผิด
เราจะไม่ใส่ใจเลยจริง ๆ คนโทรผิดมาเข้ามือถือ บ้านเรา ออกบ่อย มันน่าใส่ใจตรงไหน
ไม่เข้าใจจริง ๆ)

นี่คือตัวอย่างที่ดีของการไม่ปล่อยวาง
- ถ้าแม่เขาปล่อยวาง ก็ไม่ต้องอย่างข้างบน
- เรา ถ้าเราปล่อยวาง เราก็ไม่ต้องผิดความตั้งใจ (ตั้งใจจะไม่เล่นเน็ต ๗ วัน)

คุณลองไปคิดดูแล้วกัน ว่าคุณปล่อยวางได้ไหม
แล้วเห็นหรือยังว่าผลของการไม่ปล่อยวาง มันเป็นยังไง

..................
*****ที่บอกว่าจะแนะนำ
เชื่อเราเถอะค่ะ
ต่อให้คุณบอกตัวเอง และเชื่อมั่นว่าคุณสื่อสารดี ไม่มีที่ติ
ก็เป็นไปได้ว่าการสื่อสารก็อาจจะยังมีความผิดพลาดได้อยู่
ขี้เกียจเล่า แต่จะบอกว่าเราจบด้านนี้มาโดยตรง
แต่เราขอแนะนำ ดังนี้ (ไม่อิงทฤษฎีใด เอาตามที่เจอจริง)

เวลาฟัง

- อย่ารีบร้อน "ฟังให้จบก่อน" ค่อยแย้ง หรือตอบ หรือทำ ฯลฯ
- ถ้าเข้ารีบพูด บอกเขาว่า "พูดช้า ๆ"
- ตอนเขาพูด ถ้าว่างพอจดหัวข้อ (ประเด็น) ไว้ได้ ก็ต้องจด
มันช่วยได้มากเลยนะ (ช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเวลาให้เล่าใหม่ไง)

แต่เวลาจะพูด
- ถ้ามีอารมณ์ ควรรับรู้ว่าตัวเองมีอารมณ์
(ถ้ารู้ตัวว่าเวลาโมโห พูดแล้วหงุดหงิดกว่าเดิม ก็อย่าเพิ่งพูด ไปสงบสติอารมณ์ก่อนไป)
- ต่อให้คิดว่า "แม่น" ก็ควรเขียนโน้ตสั้น ๆ ไว้ (อาจดูเหมือนพวกความจำสั้น
แต่ขอให้คุณรู้ไว้เหอะ ว่าคนทุกคนมันก็ความจำสั้นทั้งนั้นแหละ ชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า)
ว่าจะพูดถึงอะไรบ้าง เรามีต้นฉบับอย่างนึงมาให้ดู ว่าคนที่ดูเหมือนน่าจะปากเก่ง
(เราเอง) ก็กลัวเรื่องการสื่อสารผิดพลาดเหมือนกัน หรือถ้าจะไม่ใช้คำว่ากลัว ก็คงต้อง
ใช้ว่า แค่อยากสื่อสารให้ดีไปเลย จะได้ไม่ทำให้ผู้ที่ต้องมาสื่อสารกับเรา
รู้สึกเสียเวลาเพราะต้องมาทนฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง อ่ะค่ะ (บอกตรง ๆ เรา่ค่อนข้างมั่นใจ
ว่าคนที่ตามอ่านบล็อกเรา ต้องรู้ว่า เราพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ใช่ไหมคะ บอกมาเถอะ
เราก็รู้ตัวว่ะ หลายครั้งนอกเรื่อง หลายครั้ง งง ๆ เพราะอีนังนี่(เรา)ก็งง เลยถ่ายทอดไป
แบบงง ๆ)

นี่คือที่เราร่างไว้คุยโทรศัพท์กับรุ่นพี่
เท้าความว่า ปกติเราเจอพี่ท่านนี้ ก็ทักทายเล็กน้อย ไม่เคยคุยกันเท่าไร ไม่สนิทเลย
เขาไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับพี่สาวเราด้วย อาศัยว่าเห็นหน้ากันบ่อย ๆ ตอนเดินเรียน
เคยไปรับทุนเหมือนเขา บางทีเขาเจอเรารดน้ำต้นไม้ในสวนวิทย์ ก็ทักทายบ้าง
(จริง ๆ คือ เขางงว่าเราทำอะไรอยู่) ก็เท่านั้น ไม่เคยถามเป็นวิชาการ ไม่เค๊ย ไม่เคย
พอเราตั้งใจจะสัมภาษณ์เขา (เพราะเขาได้เรียนหมอ เพื่อนเราก็อยากเรียนหมอหลายคน)
สัมภาษณ์แล้วจะได้เอามาแปะบอร์ดหน้าห้องให้เพื่อน ๆ ได้อ่านว่าคนเรียนหมอ เขาเป็น
อะไร ยังไงบ้าง เราก็เลยต้องร่างไอ้นี่ เป็นบทพูดเลย (บอกแล้ว ว่ากลัวเขาเสียเวลา
ที่ต้องมาคุยกับคนเพี้ยน ๆ แบบเรา)

p-tidapan

คลิกภาพไปอ่านจากไฟล์ภาพใหญ่เอง

อ่ะ ก็วันเดียว เรียบร้อยเลยอะนะ ที่สัมภาษณ์ไว้ อยู่นี่ เผื่อใครอยากอ่าน

แปะหน้าห้อง เพื่อน ๆ ฮือฮา ก็ดีใจอ่ะ ที่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้
(และสื่อสารได้ไม่เลวเลยทีเดียว ถ้าคุณรู้จักเรา จะรู้ว่าเรากลัวการโทรศัพท์หาผู้ใหญ่
มาก ๆ จริง ๆ กลัวไปหมดทุกคนแหละ ถ้าต้องโทรไปจะกลัวมาก ๆ แต่ถ้ารับสายจะเฉย ๆ
ว่ะ เราจึงไม่เคยคิดจะโทรไปหาใคร มันหลอน - หลอนบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทุกครั้งที่ต้องโทร
ไปไหน เราจะต้องร่างแบบนี้ไว้อ่ะ ชัดเจน ไม่ออกนอกเรื่อง ครบทุกประเด็นแน่นอน)

ถ้าจริง ๆ แม่เราเขายอมเสียเวลาสิบนาที
เพื่อร่างว่า ฝากหนูบอก ด.ช. ก ว่า "เอาร่มมาคืนครู ที่ห้องพักครู วันพรุ่งนี้
ตอนเก้าโมง ด้วยนะ"
คือร่างว่า
(จุดประสงค์) ฝากหนูช่วยบอก
(ใคร) ด.ช. ก
(อะไร ให้ทำอะไร) ให้เอาร่มมาคืน ครู...
(ที่ไหน) ที่ห้องพักครู
(เมื่อไร) พรุ่งนี้ ตอนเก้าโมง
(อย่างไร) หรือจะขอพูดสายกับ ด.ช. ก ก็ว่าไป
(((อะไรอีกก็ว่าไป))) ไม่ต้องพาดพิงไปสะเปะสะปะไปถึง ด.ช. ข และก็ไม่ต้องไป
บอกรายละเอียดมากมาย คุยโทรศัพท์ ถ้าไม่ใช่คุยแบบคิดถึงกัน ไม่ควรคุยยาว
มันน่ารำคาญ มันทำให้การสื่อสารผิดพลาด จากความอ่อนล้าได้

ตรงส่วนนี้ ขอแนะแค่นี้
จริง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจ
แบบจำลอง SMCR ของเบอร์โล (ที่เรียนจบมา
สุดท้ายจำได้แค่อันนี้ ก๊าก...) หรือไม่รู้ไม่เข้าใจทฤษฎีต่าง ๆ ด้านการสื่อสาร
แต่คุณก็สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ เพียงแค่ คุยเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น อ่ะค่ะ
แล้วอะไรปล่อยวางได้ ก็ปล่อยวางกันเถอะค่ะ เราก็อยากจะวางแล้ว พูดมาก น่ารำคาญ
(กลายเป็นการสื่อสารผิดพลาด เพราะโคตรไร้สาระ)

..........................

อ่ะ แถมหนังสือสองเล่มที่อยากแนะนำค่ะ

อยากให้อ่านจริง ๆ ค่ะ
ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิต ขอให้ได้อ่านและคิดตาม และถ้าทำตามได้ ก็จะยินดีด้วยค่ะ
(เราพยายามอยู่)

100100100

700

๗ร้อยกว่าหน้าค่ะ
อ่านยังไม่จบ แต่เท่าที่อ่านไป ประทับใจมาก
ที่ชีวิตนี้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

คุณเชื่อไหมคะ คนจะไม่มีดวงตาเห็นธรรม
อยู่กับหนังสือดี ๆ ก็ไม่มีทางเห็น
ป๋าเราได้หรือซื้อหนังสือเล่มนี้มา เราไม่แน่ใจ
แต่หนังสือเล่มนี้อยู่หน้ากระจกมาตั้งแต่ปี ๔๙ หรือ ๕๐ นู่นแหนะ
ไม่วาย ตอนป๋าจัดของ เมื่อต้นปีนี้เอง
อีนี่ (เราเอง) ก็ขอมาครอบครอง ตั้งใจจะมาอ่าน
(ทั้งบ้านไม่มีใครเคยอ่านหนังสือเล่มนี้)
แต่สุดท้ายดันเอาไปหนุนนอน
แถมบางช่วงก็ดันเอาไปรองวางหนังสือคอม
คน (เราเอง) มันมีตาหามีแววไม่ อ่ะค่ะ
พอได้อ่าน โห อึ้ง รู้สึกผิดจริง ๆ เลย ที่เคยเอาไปวางแบบนั้น
เราอ่านมาสักประมาณเดือนนึงมาแล้ว
พยายามอ่านทุกวัน วันละสองสามท่าน
อ่านแล้วได้แง่คิดมาก ๆ
ขอบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยรู้จักท่านพุทธทาสหรอกค่ะ
อ่านงานท่านที่ชื่อคู่มือมนุษย์
(ก็อ่านก่อนหน้านี้ไม่นานหรอก พี่นพ ที่รู้จัก แนะนำให้ไปอ่าน)
อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจค่ะ สับสนสิ้นดี และเครียดกว่าเก่า
เลยไม่ตามงานอื่นมาอ่านอีกเลย
แต่เดิมเคยรู้จักท่านพุทธทาสจากคุณแม่เพื่อน (แม่จุ๊บ) แม่เพื่อน
และคุณป๋าก็บอกว่า ท่านพุทธทาสเป็นปราชญ์ คำที่ใช้จึงอาจจะอ่านเข้าใจยาก
(โดยเฉพาะกับคนที่ห่างไกลศาสนาอย่างเรา ยิ่งเข้าใจยาก)

แต่พอได้มาอ่านเรื่องราวในหนังสือนี้ ทำให้เข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในแบบ
ของท่านมากขึ้น (ไม่รู้ใช้คำผิดหรือเปล่า เราไม่รู้จะพูดยังไง แต่เราขอบอกว่า
จากที่อ่านลูกศิษย์หรือผู้ที่พูดถึงท่านบอกเล่าในหนังสือ เราเข้าใจเลยอ่ะ ว่าจริง ๆ แล้ว
ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดจากอะไร เหมือนกับที่ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าปัญหาของเราคืออะไร)

อันนี้แล้วแต่คุณนะคะ แต่ถ้ามีโอกาส อยากให้ลองอ่านดู
แต่หากคุณมีเวลา อยากลองอ่านแค่ท่านเดียว แนะนำที่ท่าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขียนค่ะ
(แต่ถ้ามีเวลา อยากให้อ่านทุกท่าน ที่เห็นกระดาษอะไรรกเต็ม นั่นคือที่เราคั่นไว้ เพราะ
อ่านแล้วเข้าใจโลกเลยอ่ะค่ะ - จะเห็นว่า คั่นไว้เยอะมาก...)
........................

อีกเล่มคือ
wattanatam

ขอสั้น ๆ นะคะ พอดีหมดเวลาแล้ว (ต้องไปทำอย่างอื่น)
เราว่า คนไทยทุกคน ควรอ่านและปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้
เป็นหนังสือเล่มเล็กนิดเดียว
แต่ว่าแบบนี้แหละที่เราตามหามานานแล้ว


มีส่วนหนึ่งอยากยกตัวอย่าง
example

ที่ยกอันนี้ เพราะเดี๋ยวนี้คนบางคน ไม่รู้กาละเทศะแล้ว
ตอนแม่เราผ่าตัดเนื้องอกในสมองใหม่ ๆ
พักที่ห้อง... จำไม่ได้อ่ะ (ห้องคู่)
มีลูกศิษย์และญาติลูกศิษย์ ของแม่
เขาแห่กันไปเยี่ยม ประมาณ ๗ คน
เราซึ้งใจมาก...
ซึ่งแค่แห่กันมา (คนเพิ่งผ่าตัดใหม่ ๆ จะแห่กันมาทำไม)
เราก็โมโหจะแย่แล้ว (แต่ทำอะไรไม่ได้ แม่ด่า หาว่าไม่มีมารยาท - เหรอ!)
ไม่วาย อีน้องคนนึง เล่าให้ฟังว่า
"อาจารย์ ห้องนี้แหละ จำได้ ...ชื่อ... เขาตายอ่ะอาจารย์ นอนเตียงนี้เลย"
(หน้าตาแบบไม่ได้แกล้ง พาซื่อมาก ญาติ ๆ เขาก็แตกตื่น จะเล่าทำไมก็ไม่เข้าใจ)
แล้วไงคะ พวกนี้มากลางวัน แล้วก็ไป
เรากับแม่นอนไม่หลับเลย กลัว (คือไม่ได้กรี๊ดกร๊าด แต่พอรู้มันก็อดกลัวไม่ได้)
เราจึงอยากให้ช่วยคิดว่า ตกลง มันมาเยี่ยมแล้วเล่าแบบนี้ให้หายไวไว หรือ
มาฆ่าทางอ้อมกันแน่วะเนี่ย

ใครมีนิสัยแบบนี้ ขอให้เลิกนะคะ บาปกรรมมันจะตามทัน
ถ้าผีเจาะปากมาพูด วันหลังอย่าไปเยี่ยมใครค่ะ
หรืออ่านไฟล์ภาพที่เราเอามาฝากอีกครั้ง แล้วจำไว้ ว่าเวลาไปเยี่ยมคนป่วย ต้องทำยังไง

วันนี้ไปแล้วค่ะ
ขอให้โชคดีค่ะ ถ้ามีโอกาส ขอชวนให้ลองศึกษาธรรมะ
(ศึกษาธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปเข้าวัด หรือซื้อหนังสือมาอ่าน เท่านั้นนะคะ)
แล้วแต่ทุกท่านนะคะ ทุกท่านต้องกำหนดทางเดินของตัวเองอยู่แล้ว

[เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ๖:๕๔ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒]-ต้องเขียนเพราะพอมาแก้ไขที
วันที่ จะถูกเปลี่ยน สวัสดีค่ะ
.........................
กรณีภาพด้านบนหาย
นี่คือภาพเหล่านั้น

อยากให้เป็น : เป็นมารยาทที่คุณควรจะมี เวลา add MSN (หรืออื่น ๆ แนวนี้) ไปหาคนอื่นที่ไม่รู้จักคุณ

โดย Pranitee Ratanawijitr - พุธ, 23 กันยายน 2009, 12:26PM

เรื่องที่เราสัญญาไว้ว่าจะมาเล่า สัญญาไว้เมื่อ สามเอนทรี่ที่แล้ว!

มันมาจากที่เราเจอคน add MSN หรืออื่น ๆ มาในลักษณะที่เราคิดว่า
คนแบบนี้ เราสมควรคุยดี ๆ กับเขาไหม?
และเราอยากบอกให้ทุกท่านรู้ว่า
ถ้าเป็นท่าน ท่านจะทำยัง จะทำแบบที่เราทำไหม?

................
พูดแล้วจะหาว่าเวอร์
มีคน add MSN มาหาเราบ่อย (บ่อยเกินกว่าที่เราจะรู้สึกว่ามันปกติ)
ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (ผู้หญิงเขารังเกียจเราหรือไงวะ ก๊าก...)
ส่วนใหญ่ตามมาจากบล็อกสอนแต่งเพลง

เกือบทั้งหมด เราจำไม่ได้หรอก ไม่ได้จำ ไม่เคยคิดจะไปใส่ใจ
มีที่จำได้ ก็ไม่กี่ท่าน (ที่มีการแสดงตัวชัดเจน เช่น ที่มี hi5 เฉพาะที่เราจำได้
อาจมีพวกแฝงตัว เราไม่รู้ ไม่เคยคิดจำ) และท่านที่มีสาระมาฝากเรา และอนุญาต
ให้เราเอาคำสนทนาไปฝากผู้อ่านท่านอื่น ๆ ต่อได้

แต่จะประมวลพฤติกรรมที่เราไม่ชอบ มาให้ดู

พฤติกรรมที่ชวนบล็อกและดีลีท
๑. add มา แต่มาถามว่า "นั่นใคร"
- ถ้าแอดมาเพื่อมาถามแบบนี้ อย่าแอดดีกว่า
- แกแอดคนที่แกไม่รู้จักเนี่ยนะ โห เป็นคนที่น่าคบมาก (กัดฟันพูด)
- ตอนนี้ถ้าใครถามเราแบบนี้ เราจะบล็อกดีลีททันที โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย
เพราะเราโชว์ชื่อMSNเป็นโดเมนเว็บเรา อยากรู้ แค่กดไปดู ก็รู้แล้ว
จะมาถาม ให้เรานึกด่าทำไม
๒. ใช้ภาษาวิบัติ (ภาษาสะแลง ภาษาวัยรุ่น ภาษาเฉพาะของพวกมัน) คุยกับเรา
- ให้เกียรติคนอื่นบ้าง (...เพื่อนเล่นของ...เหรอ) คนไม่รู้จักกันเขาต้องใช้ภาษาราชการ
คุยกัน ถึงจะเห็นเราใช้คำในบล็อกเป็นคำทั่วไป หยาบคาย พาโวย แต่นั่นคือบล็อก
เราไม่ใช่เพื่อนเล่นของคุณ
- เราไม่ปรารถนาจะคุยกับคนที่ตั้งใจใช้ภาษาวิบัติ เพราะเราไม่ปรารถนาจะเห็นภาษาของ
ชาติวิบัติ จากการสื่อสารทางตรง เพราะมันทำให้ติดเป็นสันดานได้ง่ายที่สุด
๓. แอดมาเป็นชาติ แต่ไม่ทัก
- ไม่รู้มาสืบอะไร สักพักเราก็ดีลีททิ้ง เพราะเราไม่รู้จัก ไม่รู้จะเก็บไว้รกทำไม
๔. พูดนอกเรื่อง นอกประเด็น เยิ่นเย้อ น่ารำคาญ พูดเหมือนคุยกันต่อหน้า
- นี่มัน MSN นะ สั้นง่ายได้ใจความ ตรงประเด็น อย่าอ้อมค้อม ขี้เกียจอ่าน

อาจมีอีก
จริง ๆ เรื่องทำนองนี้เคยเขียนแล้วที่นี่
อาจมีอีก แต่ขี้เกียจหา

ขอเล่ารายละเอียดเลยนะ

ข้อ ๑
คุณควรแนะนำตัวก่อนว่าคุณชื่อแซ่อะไร
ถ้าบอกประวัติส่วนตัวว่าเป็นมายังไงได้ก็จะดีมาก (ทำให้ดูเป็นคนจริง ๆ มากขึ้น 10%
ในความคิดเรา)
ถ้านอกจากไม่แนะนำตัวแล้วยัง ทะลึ่งทะเล้นหรือทุเรศมาถามว่า "นั่นใคร" แกคิดว่า
ใครเขาจะอยากคุยกับแก สำหรับเราที่ต่อไปจะบล็อกดีลีทคนที่ถามแบบนี้เลย นั้น
ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าตัวเราเองสำคัญมากมายหรอกนะคะ แต่อย่างที่บอกว่า
ที่ชื่อ MSN เราบอกอยู่แล้วว่าเป็นใคร (มันมีบอก แหกตาอ่านเองสิวะ)
ถ้ามันยัง หน้า... มาถามอีก ก็อย่าเสียเวลาคุยกันเลย

๑๐๐% ของคนที่แอดเรามา จะคุยเกี่ยวกับเรื่องแต่งเพลง ซึ่งเราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
ไม่รู้อะไรเลยนอกจากอีเมล (ที่โชว์) กับชื่อ (ที่บางทีเราก็ต้องเป็นคนถาม)
กับอะไรที่คุยกันอยู่
ส่วนชื่อนามสกุลหน้าตาเราไม่เคยไปรู้ ไม่สนใจจะถามด้วย คนมันไม่บอก
ก็ไม่อยากรู้ คงไม่ไว้ใจ เพราะเราอยู่ในที่สว่าง (จริง ๆ อยู่ตรงไหนก็ต้องระวังหมด
คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ไม่รู้หน้านี่ยิ่งโคตรไม่รู้ใจ)
ที่คุย ๆ ส่วนใหญ่ เราตอบตามประเด็นที่ถาม แต่ไม่เคยปักใจเชื่อข้อมูล ว่าเขาเป็น
งั้นเป็นงี้จริง เพราะในโลกไซเบอร์ จะพูดอะไรยังไงก็ได้ (เดี๋ยวนี้ โลกไหน ๆ ก็เป็นงี้
ไปหมด จะพูดอะไรก็ได้ เฮ้อ...)

ข้อ ๒
ใช้ภาษาราชการ
พูดปกติ สะกดให้มันถูกต้อง
หลายคนมาถึง "ดีดี ครายนะ" "โทดทีคร๊า" "เสียจาย" ฯลฯ อะไรไม่รู้
เรารู้ว่ามันหมายถึงอะไร หรือถึงไม่รู้ เราก็เซิร์ชกูเกิลดูได้ว่ามันหมายถึงอะไร
แต่ทำไมเราจะต้องมาทนอ่านข้อความเฮงซวยแบบนี้ด้วย
ถ้าเรายอมคุย แสดงว่าเรายอมรับได้ เราจึงไม่คุย เพราะเราไม่นิยม ไม่ยอมรับ
อย่างมีเมตตา เราจะบอกไปว่า
"ไปสะกดให้ถูกก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน"
งานเขียนเราพอรับได้ (บางทีมันก็มีจุดประสงค์ในการเขียน) แต่ถ้าเป็นการพูด การพิมพ์
สนทนา เราไม่ขอรับ หากอยากคุยแบบนี้ ก็ไปคุยกับคนอื่นแล้วกัน เพราะเราไม่คุยแน่นอน

ข้อ ๓
ใครแอดมา เราถือโดยอัตโนมัติว่าคุณรู้จักคนที่คุณแอด
(มีหน้าต่างเด้ง ว่า ก แอด ข
พอ ข เห็น ก แอดมา
ข ก็กดยอมรับ
แม้ว่า ข จะไม่รู้จัก ก ก็ตาม
แต่ ข ถือโดยอัตโนมัติว่า ก ต้องรู้จักเขา
เพราะถ้าไม่รู้จัก
ก จะแอดมาได้อย่างไร และแอดมาทำไม?
นี่คือการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล แบบปกติ)
ดังนั้นใครแอดเรามา เราถือว่าคุณรู้จักเรา (ถ้าไม่รู้จักก็ดีลีทไปเลย ไม่ต้องทัก
ไม่ต้องมารู้จัก คนอื่นเขาไม่ได้ว่างมากเหมือนแก ไปแอดคนที่รู้จักแกเถอะเว้ย)
เราจะไม่ทักคุณก่อน เพราะเราไม่รู้จักคุณ
และเมื่อคุณรู้จักเรา คุณก็ต้องทักเราเพื่อมาแนะนำตัว เราถึงจะรู้จักคุณ
ถ้าใครไม่อยากทัก อยากแอดมาแรด ๆ เฉย ๆ ป้องกันการโดนดีลีทได้อีกขั้นโดย
หากมีเว็บ พวกเฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ ทวิตเตอร์บ้าบอคอแตก ก็ใส่ไว้ที่ชื่อเอ็ม
อย่างน้อยก็ทำให้คนรู้ได้อีกนิดว่า คุณคือใคร
เพราะถ้าไม่รู้ ...ก็ดีลีทล่ะวะ ไม่เก็บไว้บูชาหรอก
(เดี๋ยวเขียนบล็อกเซตนี้เสร็จ จะไปลบอีกหลายอีเมลเลย ใครไม่รู้ อยู่มานานแล้ว)

ข้อ ๔
พูดตรงประเด็น
ไม่ต้องไปลามาไหว้ก็ได้ (หากรู้จักแล้ว ไม่ต้องทักตามมารยาท)
จะพูดอะไรก็พูด
ไม่ต้องมัวชักแม่น้ำทั้งห้า

บางคน เรารู้ว่าอยากจะถามคำถามนึงกับเรามาก ๆ แต่ยกนู่นนี่นั่นมาเยิ้นยาว พอคุยสักพัก
ถึงได้กล้าถาม พอเราตอบว่า "ไม่" หรือ "ไม่ขอรบกวน" เท่านั้นแหละ อันตรทานไปเลย
ก็เท่านั้นแหละ ทีหลังถามที่อยากถามเลยจบ ไม่ต้องอ้อมค้อม เสียเวลา
ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมายหรอก ตามอ่านเลย กำลังจะเขียนต่อไปนี้

มีหลายคนมีจุดประสงค์ในการแอดมาหาเราเพื่อ
๑. ให้เราเขียนเนื้อเพลงให้
ขอให้ทราบว่า
- เราไม่แต่งเพลงเศร้าค่ะ ไม่เขียนเนื้อเพลงเศร้า ขี้เกียจ
เหตุผลไปหาที่ mysky.exteen.com เอง
- เราไม่รับปากว่าจะแต่งให้อย่างแน่นอน เพราะ
(๑) ถ้าไม่ได้จ้างเราแต่ง แต่งไปก็ไม่ได้ตังค์ เราก็คงไม่มีทางรับงานนี้ เนื่องจากเรา
ไม่ได้อิ่มทิพย์ได้ เรายังต้องทำมาหากิน ถึงแม้จะยังไม่ได้เรื่อง แต่ก็ไม่ควรเสียเวลา
กับเรื่องที่ไม่เป็นผลดีต่อเรา (แต่เป็นผลดีต่อเขาฝ่ายเดียว) อ่านต่อก่อนที่จะด่าเรา
(๒) ไม่มีอารมณ์แต่ง หลายคนอยากจะแต่งเพลงให้แฟน แต่มาให้เราเขียนเนื้อให้
ถามจริง อีชั้นจะไปรู้ได้ยังไง ว่าพวกคุณรักกันยังไง เรื่องนี้มันเรื่องของคุณสองคน
จะให้อีชั้นไปเป็นมือที่สามหรือไง อีชั้นไม่ขอมีส่วนร่วมค่ะ คู่ใครคู่มัน
(๓) คิดไม่ออก เลยไม่รับ (ต่อให้ได้เงินก็ไม่รับ ก็มันคิดไม่ออก) ไม่มีเหตุผล
ใคร ๆ ก็เป็นแบบนี้ได้

เสริมนิดของ (๒) นั่นคือกรณีที่ว่า ถ้าเราอยากทำเพลงให้ใคร (เช่นคู่เพื่อนเรา ที่แต่งงาน
แล้วเราแต่งเพลงแต่งงานให้) เราอยากทำให้มัน เราก็ทำ (เราถาม มันก็บอกรายละเอียด
หาใช่เราเดาเองที่ไหน) เราทำให้โดยไม่ได้คิดอะไร (อยากให้) ก็แค่อยากทำให้ด้วยใจ
ที่จริง ใคร ๆ ก็ตาม หากทำเพลงไปแล้ว ไม่มีเรื่องการค้า การอวดอ้าง การแอบอ้างสิทธิ์
ถึงจะเป็นการทำให้ใครก็ตาม แม้แต่ทำเพลงของเรา ส่งมาให้เราฟังเวอร์ชั่นที่คุณเอาไว้
ร้องเล่นกันในครอบครัว ในวง ร้องเอาฮา เอาความสุขสนุกสนาน เราก็ยินดี และดีใจที่
คุณทำมาให้ฟัง ไม่มีใครจะบ้าหรือใจดำใจแคบไม่ชอบหรอก
"ใคร ๆ ก็ชอบเรื่องดี ๆ สิ่งดี ๆ อยากทำก็ทำไปเถอะ
ถ้าไม่เดือดร้อนใคร ทำได้ ทำเลย"

สำหรับคนอื่น เราไม่รู้นะ แต่ส่วนตัวเราไม่ได้ทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว เราไม่เคยคิดมาก
ถ้าทำให้จากเจตนาบริสุทธิ์ ทำจากใจ ไม่มีแอบแฝงอะไร เราก็ยินดีด้วยหมดแหละ

๒. จะทำดนตรีให้เพลงเรา (มันเจ๋งขึ้น ดีขึ้น เริดขึ้น เข้ากับเนื้อมากขึ้น)
เราอยากบอกตรง ๆ (ส่วนใหญ่เราจะพูดสั้น ๆ แต่นี่คือฉบับยาว)
- ไม่เป็นไรค่ะ เราเกรงใจ หากคุณจะทำให้เราฟรี ๆ
ก็เมื่อคุณถามเราแบบนี้ แล้วหากเราตอบว่า เออดี ทำให้หน่อยนะ
มันก็เท่ากับว่าเราวานคุณทำ
(ถึงคุณจะยื่นข้อเสนอให้เราก่อนก็ตาม)
แต่เพราะว่าคุณจะยึดตามคำตอบของเรา
ดังนั้นเราคงไม่รบกวน เพราะลึก ๆ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว
เรายังคงทำเพลงเพื่อจะหาอะไรไปเล่าเป็นวิทยาทานในบล็อกเท่านั้นเอง
ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ
(ชีวิตอยากทำอย่างอื่นมากกว่า แต่ไหน ๆ เกิดมาทำแบบนี้ได้
ก็อยากให้คนอื่นทำได้บ้างเหมือนกัน ถึงเราจะทำได้แค่แนะนำอ่ะนะ ก็ยังดีกว่า
ปล่อยให้มันตายไปกับเรา และบางทีคนอื่น ๆ เขาก็คิดแบบเราได้เหมือนกัน
แต่เขาไม่มีโอกาสมาบอก ไม่อยากบอก ขี้เกียจบอก ไม่รู้จะบอกทำไม
ไม่รู้จะบอกอย่างไร เรื่องที่เราบอก มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ
เพียงแต่ใครจะหยิบเอามาพูด ก็เท่านั้นเอง เราเชื่อว่าทุกคนแต่งเพลงได้
แต่จะแต่งได้ดี/ไม่ดี เพราะ/ไม่เพราะ ขายได้/ขายไม่ได้ นั่นอีกประเด็น)
อยากให้รู้ว่า
หากอยากทำให้เรา ก็ไม่ต้องถาม ก๊าก... ทำส่ง ๆ มาเลย อยากฟังเหมือนกัน
และหวังว่าการทำครั้งนี้ จะเพิ่มพูนความสามารถของคุณให้มีมากขึ้น ๆ
เก่งขึ้น ดีขึ้น เจ๋งขึ้น เพราะทุก ๆ อย่าง มันขึ้นอยู่กับเจตนาอ่ะนะ
ถ้าคุณอยากทำเพื่อฝึกฝนตนเอง คุณก็จะได้ฝึกฝนตนเองอย่างที่อยาก
และเราก็จะได้ฟังเพลงที่ดนตรีเพราะ ๆ
(ที่เราก็ไม่ได้ทำเอง แต่มันเป็นเพลงของเรา ก๊าก...)

- ถ้าจะรับจ้างทำให้เรา
เราก็ไม่มีตังค์จ่ายค่าจ้างหรอก เพราะเราไม่มีเงินจะเสียให้เรื่องทำนองนี้
เราไม่เคยเดือดร้อน อย่ามาเสนอให้เราปวดกบาล+ลำบากใจเลย
อยากบอกให้รู้ไว้ จะได้ไม่ต้องมาเสนอกันอีก (เราไม่มีเงินเพื่อเรื่องนี้ เข้าใจป่ะ)
- โดยส่วนตัว เราไม่คิดว่าเพลงของเรา จะต้องมีดนตรีสวยงามอะไร
แค่มันพอฟังออกว่ามันเป็นยังไง ก็โอเคแล้ว
ลึก ๆ แอบหวังว่า สักวันจะมีสุดหล่อ (แน่นอน ตาอ้วนคุณหมูของเรา)
มาดีดกีตาร์ (จะเล่นห่วย ๆ ยังก็ได้ อยากเล่นยังไง เราก็ไม่ว่า นะนะ)
แล้วเราก็เป็นคนร้อง + เล่นคีย์บอร์ดห่วย ๆ แบบที่ทุกท่านได้ฟังมาตลอด
แค่นี้ก็โอเคแล้ว
ไม่คิด ไม่ขอรบกวนท่านอื่น ๆ เลย (เกรงใจ) อย่ามาหาว่าเราใช้นะ เราไม่เคยขอร้อง
ดนตรีดีหรือไม่ดี ไม่ใช่ประเด็นอ่ะ
ในเมื่อเราไม่สามารถทำเองได้
เราก็ขอทำเท่าที่เราทำได้แล้วกัน
นี่คือความตั้งใจของเรา ก็เท่านั้นเอง

*****เพลงเรา มีทำนองแล้วทุกเพลงนะคะ ขอบอกให้ทราบไว้
จะได้ไม่ต้องถามกันอีก
........................................
โอเค จบแล้ว พอก่อน
อีกเรื่องที่มายสกาย มาวันหลังแล้วกัน ปวดหลัง

เรื่องนามสกุล จำไม่ได้ ว่าจะเขียนว่าอะไร

ขอบคุณที่อ่านนะคะ ถ้าอ่านจบก็ขอบคุณจริง ๆ เราเขียนเองยังเบื่อเลย
จะคิดอะไรได้นักหนา ท่าจะบ้า

อยากให้ลองคิดแปลก ๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน : ใช้เท้าขัดพื้น

โดย Pranitee Ratanawijitr - พุธ, 23 กันยายน 2009, 12:25PM

อยากให้มี
"แปรงขัดพื้นที่เป็นรองเท้า จะได้สะดวกสบายกว่านี้ ก๊าก..."

เคยเห็นรองเท้าพลาสติกที่ไดโซะไหมคะ
เขาไว้ใส่ขัดพื้นห้องน้ำ
เท้าจะได้ไม่ต้องไปสัมผัสโดนน้ำยาขัดพื้นห้องที่เทราดพื้นไว้ไงล่ะ

ไหน ๆ เขามีรองเท้าแบบนั้นแล้ว ใครจะลองเอาไปทำต่อ (หรือมีคนทำแล้วฟะ)
ร้องเท้าหน้าตาแบบนั้นก็ได้ แต่พื้นเป็นแปรงขัดพื้น แทนนะ

ข้อควรระวัง
- ควรใส่รองเท้าที่เป็นแปรงแค่ข้างเดียว อีกข้างเป็นรองเท้าแบบขัดพื้นธรรมดา
(หรือจะยืนเท้าเปล่าก็ได้ ถ้าไม่ได้ขัดน้ำยา)
- เวลาใส่รองเท้าข้างที่เป็นหัวแปรง อย่าทิ้งน้ำหนักเต็มที่ เพื่อรักษาขนแปรง
ไม่ให้พังก่อนวัยอันควร

ก๊าก..........................

เราเคยเล่าเรื่องที่พอจะเกี่ยวข้องกับพื้นห้องน้ำลื่นไว้ ซึ่งขอบอกว่าเราขัดพื้นห้องน้ำทุกวัน
แต่เป็นการขัดแบบนี้
(จริง ๆ ไม่กล้าเล่า กลัวคนด่า)
เราขัดด้วยเท้าค่ะ ก๊าก...
เพราะว่าเรารู้ว่าห้องน้ำลื่นทุกครั้งที่มีการใช้สบู่ (จริง ๆ นะเฟ้ย จะพื้นลักษณะไหนก็ลื่นหมด)
เวลาคนอื่นใช้ เราไปกะเกณฑ์ให้เขามาล้างมาขัดไม่ได้หรอก
แต่เวลาเราใช้ เรากะเกณฑ์ตัวเองได้
เพื่อความปลอดภัย เราจึงขัดห้องน้ำทุกครั้งที่เราคิดว่ามันลื่น

แต่เนื่องจากการใช้มือขัดพื้น มันทำให้
๑. อีแหยะ มือเดี๊ยนสวย ๆ เอาไปจับแปรง อี๊ รับไม่ได้ ไม่เอ๊า ไม่เอา ใครลื่นช่างมัน
เดี๊ยนยังไม่ลื่นก็แล้วกัน โน่ ๆ
(ไม่อยากใช้มือขัด เพราะรังเกียจแปรง - นานมาแล้วเราเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้ไม่)
๒. ปวดหลังว่ะ ใช้มือขัดมันต้องนั่งยอง ๆ (หรือใครนั่งท่าเทพธิดาขัดพื้นไม่ทราบ
นั่งท่าไหนก็ตาม มันก็ต้องก้มหลัง เพราะพื้น มันอยู่ต่ำกว่าตัวคุณ จริงไหม)

ก็เหตุผลพวกนี้แหละ เราเลยใช้เท้าขัดพื้น (แหม ตอนขัด ใครจะมานั่งจ้องเราอยู่
ขัด ๆ ไป ให้มันหายลื่นก็พอแล้ว จะตีลังกาขัด หรือจะท่าไหนขัด ก็ขอให้พื้นมันหายลื่น
ก็เป็นดีหมด ไม่ได้ขัดจนมันสะอาดขึ้นเงาหรอก หลัก ๆ คือ เราขัดเพื่อไม่ให้พื้นมันลื่น)

ดูหน้าตาแปรงขัดพื้นของเราก่อนค่ะ เห็นกันมาตั้งแต่อนุบาล
(ไม่อยากแทรกรูป กดไปดูเองแล้วกัน)
มันยังอยู่มาจนทุกวันนี้ (ขัดก็ยังสะอาด)
เราใช้มือหยิบแปรงลงมาวางที่พื้น
แล้วก็ใช้เท้าเราเนี่ยแหละค่ะ (เท้าเบอร์ ๔ ว่ะ) เกี่ยวกับหูจับของแปรง
แล้วเตะไปมาบริเวณพื้นที่ลื่น ๆ จากคราบสบู่
แต่ตอนแตะไปมา เท้าข้างที่ไม่ได้ใช้ขัด จงยืนนิ่ง ๆ เป็นหลัก
(เสี่ยงตายเหมือนกันนะ ถ้าหลักไม่ดี ล้มตึง เราเอามือจับอ่างล้างหน้าหรือฝาบ้านตลอด
เรียกว่า ไม่มีเวลาประมาท กลัวตายเหมือนกัน กรณีหน้ามืด ก๊าก...)
อาศัยว่าแบบนี้มันไม่ปวดหลังอ่ะ
เราคิดว่าเราไม่ได้ต่ำนะ ที่ใช้เท้าทำงาน
เหมือนเด็ก ๆ เราจะเคยถูกผู้ใหญ่ว่านะ เรื่องเอาเท้าเตะของ ต่ำจัง อะไรแบบนี้
แต่นั่นก็เด็ก ๆ ที่เรารู้คือ เราคิดว่าอวัยวะทุกส่วน มีประโยชน์และเป็นสิ่งที่มีค่ากับชีวิต
เท่ากันหมดทุกส่วน

ในคนที่มือพิการ เขาก็ต้องใช้เท้าตักข้าวกิน
ใช้เท้าลูบหัวลูก (เคยอ่านเจอจากในหนังสืออ่ะ เป็นเรื่องของแม่ที่พิการ)
สุดท้ายทุกอย่างมันก็อยู่ที่เจตนาอ่ะค่ะ

และที่สำคัญคือ เราคงไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้ให้ใครดู และไม่ใช้เท้าเตะข้าวของ
(ข้าวของที่ไม่ใช่ลูกฟุตบอล)
แม้จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา เพราะเราถือว่า เราควรให้เกียรติคนอื่น
ควรนึกถึงคนอื่น ๆ เพราะคนอื่น ๆ เขาไม่ได้คิดแบบเราเสมอไป

แต่ที่เราใช้เท้าขัดพื้นนั้น เราบอกเหตุผลไปแล้ว ใครจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ทำตาม
ไม่ทำตาม ก็แล้วแต่ความสะดวกสบาย
บางคนไม่เป็นไรอยู่แล้ว (เพราะมีคนรับใช้ขัดให้) ก็ไม่เดือดร้อน ก๊าก...
แต่แค่อยากมาแนะนำเฉย ๆ ว่า ถ้าสะดวกจะทำยังไง แล้วไม่เดือดร้อนใคร
ก็ลองคิด ลองทำดู

นอกจากใช้เท้าขัดพื้นแล้ว เรายังใช้เท้าหยิบที่ตักผง ตักผงที่กวาดได้อ่ะ
อันนี้เห็นเอทำ (ก๊าก...) เพราะว่าที่ตักผงมันไม่มีด้ามอ่ะ เป็นแบบเตี้ย ๆ
เหตุผลของเอคือ ถ้าก้มไปตักผงแล้ว เดี๋ยวละอองฝุ่นเข้าจมูกเขา (เขากลัวละออง
ขี้ฝุ่นมาก ๆ เขาไม่ชอบลมพัดลม เดี๋ยวฝุ่นปลิวมาโดนเขา ฯลฯ)
แต่เหตุผลของเราคือ เราขี้เกียจก้ม ๆ เงย ๆ ก็เท่านั้นเอง
(ก้มทีเดียวตอนวางที่ตักผงที่พื้น เงยทีเดียวตอนเทผง+เอาที่ตักเก็บที่เดิม)

ไม่ได้รังเกียจหรืออีแหยะความสกปรกหรอก
รังเกียจทำไม ในเมื่อมันก็มาจากตัวเราเอง
หรือไม่จริง???
สกปรกภายนอก ล้างออก
แต่สกปรกจากภายใน (ใจ) ล้างยังไงก็ไม่ออก

ปล.
- เท้าเราสวยกว่าหน้ามาก ๆ ขอบอก ก๊าก...
- ถ้าจะให้ปลอดภัย ใช้แปรงหรือที่ตักผง ที่มีด้ามยาว ๆ ก็ดีนะ
(ต่อด้ามเองก็ได้ ถ้าสามารถ ก๊าก...) จะได้ไม่ต้องลำบากโงนเงน ๆ
(และที่สำคัญคือไม่ต้องปวดหลังจากการก้ม ๆ เงย ๆ)
- วิธีที่แนะนำไปนี้ (ที่ให้ใช้เท้าทำงานแทนมือ)
ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาที่
เซมิเซอคิวล่า คาแนล (semicircular canal)
เพราะคุณจะยิ่งลำบากกว่าเดิม เนื่องจากวิธีนี้ต้องอาศัยการทรงตัว

- ลืมบอก ว่าที่มาเขียนเรื่องนี้ เพราะว่า เมื่อวานนี้ ตอนแม่อาบน้ำ
สักเที่ยงคืนแล้ว
มีเสียงเหมือนถาดกระเบื้องเซรามิกที่ใส่สบู่ ที่อยู่เหนือที่แขวนกระดาษทิชชู
มันหล่น "เพร้ง"
ป๋าบอกว่า เสียงอะไร ใครเข้าห้องน้ำ เราก็บอกว่าแม่อาบน้ำ
ป๋าบอกว่าให้ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเสียงของหล่น
(เราเชื่อว่า ป๋ากังวล เสียงเพร้ง เพราะเสียงเพร้ง อาจหมายถึงการลื่นล้ม
: คุณเคยคิดแบบนี้ไหมคะ เราก็เป็นนะ เวลาได้ยินจะนึกถึงก่อนว่าเสียงมันเกิดจากอะไร)
พอเอเดินไปเคาะถาม
แม่บอกว่า เทน้ำที่ขัง แล้วก็เอาวางที่เก่า วางแรงไปหน่อยเลยดังเพร้ง (แต่ไม่ได้แตก)
เลยเอามาเล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่า อยากให้ทุกท่าน ช่วยทำให้ห้องน้ำ (หรือที่ไหนก็ตาม)
ที่มันลื่น ๆ (ซึ่งจริง ๆ มันไม่ควรจะลื่น) ให้มันหายลื่น เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุจ้า...

ขอเล่าเรื่องนี้คั่นก่อน มันแค่แป๊บเดียว "ที่มาของชื่อเล่น"

โดย Pranitee Ratanawijitr - จันทร์, 21 กันยายน 2009, 10:53AM

มีเรื่องจะเล่าตอนนี้
๔ เรื่องว่ะ
- เรื่องใช้เท้าขัดพื้น
- เรื่องแอดMSN
- เรื่องนามสกุล (จดไว้แต่จำไม่ได้ว่าจะเล่าอะไร)
- เรื่องเทคนิคแต่งเพลง จะไปที่มายสกาย

แล้วก็คิดว่า เล่าเรื่องนี้ก่อนดีกว่า รู้มาแล้ว


เราเอาไปเล่าให้ป๋าฟังมา ว่า
เราเขียนเรื่อง ชื่อเล่นภาษาไทยหายไปไหน กับ แก้คำผิด และอื่น ๆ
ป๋าบอกว่า "รู้ป่าว จริง ๆ ชื่อเล่นแอม ป๋าเป็นคนตั้งนะ ไม่ใช่แม่"

มาจากว่า อาเจี๊ยบ (เราคงต้องเรียกว่าอาอ่ะ เขาเป็นลูกศิษย์ป๋า เราไม่เคยเห็นอ่ะ)
เป็นคนแนะนำ
"คนโตชื่อเอ ก็น่าจะให้คนเล็กชื่อแอม จะได้คล้องจองกัน
แต่เป็นแอมที่สะกดว่า AMM นะครับอาจารย์
AMM แปลว่า น่ารัก"
อาเจี๊ยบบอกมางี้ ป๋าเล่า

ซึ่งเราก็เอิ๊ก ๆ "ไม่ใช่แม่ตั้งหรอกเหรอฮับ"

แต่ AMM แบบนี้ เราเคยใช้นะ ใช้ตอนประถม
(บอกแล้ว ว่าตอนเด็ก อิจฉาคนชื่อเล่นยาว ๆ เลยต้องเติมนู่นนี่ให้มันยาว)
แต่ว่าเลิกใช้ AMM เพราะว่า เพื่อนที่ชื่อแอ้ม แอ๋ม เขาจะใช้แบบนี้กัน
เราเลยใช้ว่า AMPERE มาตลอด ไม่ย่อว่า AMP ด้วย และก็ไม่เขียนว่า
แอมป์ด้วย ถ้าจะแอมก็แอม แอมแปร์ก็แอมแปร์ จริง ๆ เรียกแอมแหละโอเคสุดแล้ว
เออจะเรียก กระแอมก็ไม่ว่า แอ๊ก ๆ ก๊าก...

มันก็แค่นี้แหละ ใช้เวลาเขียนชาติครึ่ง
เพราะจะค้นหาว่า AMM มันแปลว่าน่ารักได้ยังไง
ใครรู้บ้าง หรือไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
เราหาจากนี่ ก็ไม่เจอ http://www.special-dictionary.com/names/amm/

เดี๋ยวไปเขียนเรื่องอื่นต่อ (ท่าจะบ้ามาก)


ต่อมาจาก http://pranitee.blogspot.com/2009/09/blog-post_14.html

อยากให้มีเยอะ ๆ : บริจาคผ่านมือถือ และบทบาทของเพลงในอีกมุมหนึ่ง

โดย Pranitee Ratanawijitr - เสาร์, 19 กันยายน 2009, 07:39PM

(กว่าจะได้เขียน มันเนิ่นนานมาก ...เขียน ๆ อยู่ ต้องทำนั่นก่อน ...เขียน ๆ อยู่ไอ้นี่ทัก เลยไม่ออน
ยังคิดเลยว่าวันนี้จะได้เขียนจนจบไหม - ถ้าไม่ได้เขียนก็คือไม่ได้เขียน ไม่ต้องเป็นอะไร > ด่าตัวเอง)

...

เมื่อวานนั่งดูรายการวันวานยังหวานอยู่ ช่วงสุดท้ายก่อนจบรายการ
เห็นคุณกอล์ฟ - ณัฐวุฒิ ศรีหมอก (สิงห์เหนือ/ฟักกลิ้ง ฮีโร่) ไปร้องเพลง ราตรีสวัสดิ์
แล้วพูดถึง โครงการ "Good Night คนไทยฝันดี"
เขาบอกรายละเอียดอ่ะนะ แต่ เราก็จำได้แค่
ดาวน์โหลดเพลงราตรีสวัสดิ์ ได้ทาง *492282
40 บาท ไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปช่วยเหลือทางภาคใต้
มีรายละเอียดแต่จำไม่ได้
เมื่อเช้าเลยลองโหลด (เมื่อคืนดึกแล้วปิดมือถือแล้ว เลยมาโหลดตอนเช้า ขอบอก
จริง ๆ เราโหลดไม่เป็นหรอก เกิดมา ไม่เคยโหลดเพลงทางมือถือ)
แต่ก็โอเค ไม่ยากอะไร
เพลงไพเราะเหมือนเดิม (ฟังเพลงนี้ตั้งแต่ ๑ ส.ค. แล้ว เพื่อนส่ง link youtube มาให้)
แล้วก็ยินดีมาก ที่ได้ร่วมบริจาคอ่ะ

หาข้อมูลตามเว็บ พบว่าโครงการนี้ วันนี้ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ นะคะ
รายละเอียดอ่านได้ที่นี่นะคะ
แหล่งที่ ๑
แหล่งที่ ๒
แหล่งที่ ๓
แหล่งที่ ๔
ก็อาจจะมีอีกนะ แต่ว่าขี้เกียจกด คร่าว ๆ เท่านี้แล้วกัน
แหล่งที่ ๑ ละเอียดมาก แต่เอนทรี่จริงไปแล้ว เหลือแต่แคช

โหลดกันเถอะนะคะ ร่วมกิจกรรมการกุศล
............................................

และอีกเรื่องที่จะเขียน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันคือ เรื่องบทบาทของเพลงในอีกมุมหนึ่ง
มุมนั้นคือมุมนี้

เราประทับใจมาก ครั้งแรกที่เราได้ยินเพลงนี้
เป็นการถ่ายทอดที่สุด ๆ ไปเลย
ตรง rap ก็ชัดเจน (ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง
คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา
คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง ของทหาร
ต่อต้าน ข.จ.ก. ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช. และยังไม่มีตอนจบ
ของนิทาน มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา
มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา เขาตายเพื่อคนในชาติได้หลับสบาย
)
ชัดมากอ่ะ พวกเราทำบ้าบอคอแตกกัน โดยไม่เคยเดือดร้อน นอนตีพุงสบาย
แต่
คุณทหารกับคุณตำรวจตระเวนชายแดนที่อยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องรบตลอด
คือ ฟังแล้วสะอึก+สำนึกเลยอ่ะ ว่าที่สบาย ๆ ทุกวันนี้
ก็เพราะมีคุณทหารกับคุณตำรวจตระเวนชายแดนปกป้องดูแลพวกเรา
พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณของคุณ
ทหารกับคุณตำรวจตระเวนชายแดนนะ

ท่อน หลับตาเถอะนะ... ก็ไพเราะ ไพเราะมาก ชอบเสียงคุณธีร์ ไชยเดช มาก ๆ
ฟังแล้วขนลุก (ประทับใจ)

นี่เราแว๊บไปโหลดสำหรับจอสี ครบทุกอัน (มีสามอัน มิดี้, ทรูโทน๓๐วิ, เต็มเพลง)
รวมสามรอบ ถ้าเป็นเพลงอื่นคงกรี๊ดตาย (โหลดอย่างบ้าคลั่ง)
แต่เป็นการร่วมบริจาคก็ไม่เสียดายเลยอ่ะ ยินดีมาก

ที่โหลดมา เราคงผลัดเซตเป็นริงโทนของเรา
.........

จริง ๆ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอยากเขียนถึงเยอะเลยนะ
ถ้าใครจะเปิดประเด็นก็จะร่วมเสนอความคิดเห็น แต่ตอนนี้ขี้เกียจพิมพ์
ขอมุ่งตรงไปที่ประเด็นที่เราอยากมาพูดวันนี้ดีกว่า

เราโพสต์แนะนำการแต่งเพลง (ที่บางคนเขาเรียกว่าการเขียนเพลง หรือจะเรียกอะไรก็
เรียกไป) แต่สุดท้ายคือเราอยากให้ทุกคน รู้แนวทางในการสร้างเพลงของตัวเอง
ไม่ใช่อยากให้มาวานเราแต่งเพลง (ถ้ามาให้เราแต่งเนื้อให้ แล้วมันจะเป็นเพลงของคุณ
ได้ยังไง) บางทีก็พูดยาก

เรารู้ว่าคนที่ไม่เคยแต่งเพลง จะไม่กล้าแต่งเนื้อ (ทั้งที่จริง ๆ ก็มีความสามารถทางภาษา
บางคนหลายภาษาเลยด้วยซ้ำ แต่กลัว แต่อาย เก้อเขิน ฯลฯ จริง ๆ ถ้าแค่พูดกับคนอื่น
รู้เรื่อง ก็แต่งเพลงได้แล้ว จะไพเราะหรือไม่ไพเราะนั่นเป็นอีกเรื่อง)

ปัจจุบัน เราไม่คิดจะแต่งเพลงให้ใคร แม้แต่แต่งเพลงเอง เพราะขี้เกียจ
บางทีนอกจากอยากแต่งเพลงแล้ว มันต้องมีแรงบันดาลใจ แรงขับ แรงดัน ที่มากพอ
จะให้แต่งด้วย แต่พอเราได้ยินเพลงราตรีสวัสดิ์ เราบอกตรง ๆ ว่าประทับใจมาก
และเห็นคุณค่าของเพลง เห็นว่าเพลง (จริง ๆ ก็เห็นมาตลอด แต่ชัด ๆ ก็คราวนี้)
สามารถเป็นสื่อที่ใช้แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างได้มากกว่าเงิน (ความเข้าใจของ
คนบางกลุ่ม ไม่ใช่ทุกคน) เกริ่นมายืดยาว ไม่ค่อยเกี่ยวด้วย แต่สรุปคือ
เราอยาก "สามารถทำได้แบบนี้บ้าง" "ทำเพลงเพื่อช่วย
เหลือคนอื่นแบบนี้อ่ะ"
(แต่แรงขับยังไม่พอ เราไม่ลึกซึ้งพอ ไม่สามารถพอ เดี๋ยวไปฝึกก่อน คงต้องฝึกอีกนาน
ตอนนี้จึงขอเป็นแค่ร่วมส่งแรงใจและแรงบริจาคก่อนแล้วกัน เอิงเงย)

ขณะที่เรากดดาวน์โหลดเพลงนี้มา
ถามว่าเรากรี๊ดกร๊าดในนักร้องหรือเปล่า - เปล่าเลย ไม่ได้ฟังเพลงแนวนี้
ถามว่าเราอยากได้เพลงนี้หรือเปล่า - เปล่าเลย เราฟังจากยูทูบแล้ว
และก็ไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น ตังค์ไม่ค่อยจะมี ของจริงของปลอมไม่ซื้อไม่ฟัง
ฟังวิทยุ กับหายูทูบ ก็แค่ฟัง ฟังแล้วก็วาง แล้วก็ลืม ไม่ได้ยึดติดอะไร
ถามว่าเราอยากได้เพลงนี้เป็นริงโทนหรือเปล่า - เปล่าเลย เราแทบจะตั้งสั่นตลอดเวลา
(เกิดมาไม่เคยโหลดเพลงทางมือถือ)

เดาว่าคนอ่านคงอยากถามด้วยความโมโหว่า แล้วแกจะโหลดไปทำไมยะ พูดมาก ๆ
- เราโหลดเพราะเราอยากมีส่วนร่วม เราอยากร่วมบริจาค การที่เพลงนี้เป็นเสมือนสิ่งแทน
คำขอบคุณจากเจ้าของโครงการนี้ จึงทำให้เพลงนี้ดูมีความหมายมากขึ้นมาก ๆ
อันที่จริง เพลงไพเราะ ๆ ในโลกนี้ มีเป็นล้าน ๆ เพลง นับไม่ถ้วน แต่คุณก็อาจไม่ซื้อมัน
จนครบทุกเพลง (ไม่มีปัญญาซื้อ) เราต้องเลือกเพลงที่ นอกจากไพเราะแล้ว ยังต้องมี
ความหมายกับชีวิต ซึ่งเพลงนี้คือเพลงนั้น เพลงที่มีความหมายกับชีวิต เพลงนี้กลาย
เป็นเพลงที่มีมากกว่าความไพเราะ เพราะว่าเพลงนี้ทำให้เราอิ่มใจที่ได้เป็นผู้ให้ เป็น
เหมือนสัญลักษณ์ของการให้ การรำลึกถึง การขอบคุณ อื่น ๆ อีกมากมาย เหนือคำ
บรรยาย เมื่อได้ยินเพลงนี้เมื่อไรก็จะนึกถึงตำรวจทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรารู้สึกประทับใจในตัว นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี ทุกท่านที่ร่วมทำเพลงนี้+
ร่วมทำโครงการนี้มาก ๆ (แม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว หรือไม่ค่อยรู้จักผลงาน
- ปกติเราเป็นคนไม่ค่อยรู้จักใครอะไรยังไงเท่าไรอยู่แล้ว เราเป็นคนค่อนข้างตกยุค ก๊าก...)

เนี่ยแหละ บทบาทของเพลงอีกบทบาทหนึ่งที่เราอยากบอกให้ทุกท่านได้ทราบ
..............................

ต่อให้คุณไม่เคยแต่งเพลงมาก่อน แต่ถ้ามีโอกาสที่จะได้ลองทำ ในลักษณะนี้
(ทำกิจกรรมเพื่อการกุศลจริง ๆ ทำให้ด้วยใจ เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง อย่างอันนี้
ไม่หักค่าใช้จ่าย
ด้วยอ่ะ) อยากให้ทำไปเลย เพราะต่อให้เพลงของคุณ มันจะ
ไม่ไพเราะ
ในหูคนมากมาย
(บางคนก็ว่าไพเราะ บางคนว่าไม่ไพเราะ แล้วแต่ นานาจิตตัง ไม่มีทางเป็นเอกฉันท์ค่ะ
หากเถียงว่าเพลงเพราะไม่เพราะ เถียงกันไปจนตายก็ไม่จบหรอก ก๊าก...)

แต่... มันก็จะยังเป็นเพลงที่มีความหมาย ไปอีกนานแสนนาน

ถ้ามีโครงการลักษณะนี้อีก บอกด้วย ทางไหนก็ได้ ยินดีร่วมบริจาค

ปล.คราวหน้า ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะมาเล่าเรื่อง มารยาท
ที่พึงมีใน MSN +
เกี่ยวข้องกับการแต่งเพลงด้วย ไม่เขียนที่มายสกาย เพราะมันออกแนวด่า!!! อ่ะเอิงเงย

เลิกใช้บล็อกที่เหล่านี้อย่างแน่นอน

โดย Pranitee Ratanawijitr - เสาร์, 19 กันยายน 2009, 07:19PM

เลิกใช้บล็อกเหล่านี้อย่างแน่นอน
๑. บล็อกของ hi5 เพราะว่า hi5 มันมีปัญหาหลายจุด ทั้งสแปม ทั้งล่าสุดคือ ตั้ง Top
Friends ก็ไม่ขึ้น เลยกะว่าเลิกใช้แน่นอน แต่ตัวบล็อกเองมีปัญหาตรงที่ ไม่มีออโต้เซฟ
(หลายที่ก็ไม่มี), โพสต์ครั้งแรกไม่ติด ต้องโพสต์ชื่อเรื่อง และ ในช่องข้อความใส่แค่สั้น ๆ
ถึงจะโพสต์ติด แล้วก็ค่อยมา edit ภายหลัง (วุ่นวาย), ปล่อยฟีดเร็วเกินไป บางทีที่แก้ไข
ภายหลังแค่ไม่กี่นาที ก็ไม่ขึ้น (ขึ้นของเก่า) ในบรรดาบล็อก คิดว่าที่ hi5 ปล่อยฟีด
(ที่ไม่ใช่จาก feedburner) ไวมาก ๆ มันมีข้อดีและเสีย ข้อดีคือ ฉับไวดี อาจได้ฟีดหลัง
เผยแพร่บล็อกไม่เกินหนึ่งชม. ถือว่าเร็ว แต่ข้อเสียคือหากมีการอัพเดท มันจะไม่ขึ้นแบบที่
อัพเดท มันจะขึ้นของที่เผยแพร่อันแรก (ไม่แน่ใจว่าทุกกรณีหรือไม่) แต่กะว่า "บล็อก hi5"
เราคงเลิกใช้แล้วแน่นอน เลิกให้ติดต่อทาง hi5 ด้วย แต่เรายังคงเข้า hi5 ของเพื่อนเรา
(ตามแต่โอกาส)

๒. wordpress ได้ยินข่าว admin ของ wordpress ไทย ไปทำการหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัว
เราไม่มีคอมเม้นต์เรื่องนี้ แต่มีกระแสให้แบน ก็เลยขอแบนตาม เพราะจริง ๆ คือขี้เกียจเขียน
ที่นั้นแล้วเหมือนกัน เราว่าเราแต่งมันไม่ค่อยสวยด้วย เอาว่ามีหลายปัจจัยให้ขี้เกียจใช้

ยังไงก็ไม่ลบของเก่านะคะ เพราะขี้เกียจเขียนใหม่ ก๊าก...

เขียนเรื่องอะไรดี มีหลายเรื่องจัด นิตยสารกับรายการสองรายการ

โดย Pranitee Ratanawijitr - ศุกร์, 18 กันยายน 2009, 02:04PM

เอาเรื่องละสั้น ๆ แล้วกัน หิวข้าวแล้ว

๑. มีเรื่องสำคัญ ๆ ใน Reader's Digest เดือน ก.ย. ๕๒ ที่เรายังไม่ได้กล่าวถึง
เคยกล่าวไปแล้วในนี้ อยากบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ อ่านแล้วรู้สึกประทับใจ นั่นคือ
สามหนุ่มสามฮา
หน้า ๔๖-๕๖ ขอบอกว่าอ่านแล้วได้แง่คิด แต่ที่ก๊ากสุดคือของ
คริสโตเฟอร์ ไรท์ เรื่องตลกมาก ๆ ถึงขั้นที่เราชักดิ้นชักงอ แล้วก็เล่าไป เสียงขาดไป
เพราะหัวเราะ ฮาขึ้นสมองเลย ชอบมาก ๆ ได้แง่คิดมาก ๆ แต่อีกเรื่องนึงที่จะพลาดไม่ได้
คือ (จริง ๆ เรื่องนี้อยากเขียนยาว เพราะโดนใจ อ่านแล้วน้ำตาจะไหล ไม่รู้จะไหลทำไม
เหมือนกัน แต่ปลาบปลื้มที่ค้นพบความจริงอีกขั้น และเข้าใจตัวเองอีกขั้น) คือ เรื่อง
บันทึกคนสู้ชีิวิต หน้า ๑๑๐ - ๑๒๐ (ในส่วนที่พื้นสีเหลือง ส่วนที่สอง หน้า ๑๑๔ -
๑๑๕ น่ะ อันนี้ชัด สังคมยุคนี้เลย) ขอบอก ไปอ่านดู ที่แน่ ๆ คือ อ่านแล้วทำให้อยากมา
ชวนทุกท่านคิดใหม่กันดีกว่า เปลี่ยมาคิดว่า "หากล้มแล้วทำอย่างไร ถึง
ลุกขึ้นมาเองได้"


๒. นกแสก พอดีดูตาสว่างเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขอบอกว่า นกแสกน่ารักมาก ๆ ใครจะเชื่อ
ยังไงก็ตาม เราขอบอกว่าน่ารักมาก ๆ เพราะว่ามันเคยมาบ้านเราแล้ว น่ารักเหมือนตัวที่
คุณผู้เชี่ยวชาญอุ้มเลย (น้องแสก) ตอนนั้นเรายังอยู่มัธยมปลาย บ้านเรายังมีต้นฝรั่ง อยู่
หน้าบ้านพอดี เปิดประตูไม้ออกมาจะเจอเลย ก็เจอเลย นกแสกยืนจังก้าอยู่หน้าบ้านเลย
ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณโพล้เพล้ เราก็กลัว เอก็กลัว แม่ก็กลัว แต่เข้าใจไปว่าเป็น
นกเค้าแมว ก็ไม่ได้ทำอะไร ไม่รู้มันร้องป่าว แต่ก็ไม่มีอะไร ตอนป๋ากลับมา ดึกแล้วมันก็
ยังอยู่ จนเช้าก็อยู่ อยู่เฉย ๆ ไม่รู้ไปตอนไหน กลับมาอีกทีก็หายไปแล้ว ก็หลายปีแล้ว
ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลย ความเชื่อที่ว่านกแสกมาแล้วใครจะตาย อะไรยังไงไม่เกี่ยวนะคะ
เพราะคุณผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเขาอยู่กับมันมาสิบห้าปีแล้ว (ประมาณว่า ถ้าจะตายก็คงตาย
นานแล้ว) ดังนั้นอย่าไปกลัวค่ะ "ถ้าบ้านคุณมีนกแสก แปลว่า บ้านของคุณสกปรก อาจมี
หนูอยู่" อันนี้เห็นด้วย ก๊าก... อย่าไปทำร้ายนกแสกค่ะ (อย่าทำร้ายอะไรเลยจะดีที่สุด)
คลิปรายการ ดู นี่ หรือ นี่

๓. เฮ้ย จะเขียนเรื่องอะไรวะ งง อ๋อ นึกออกแล้ว เรื่องสุดท้ายของฉบับนี้ (หิวมาก ๆ
แล้ว) คือ เรื่องจริงผ่านจอ เมื่อคืนนี้ ถ้าใครดู ก็คง... คง... ยังไงก็แล้วแต่ใจ
เราบอกตรง ๆ ว่า รายการนี้ดีมาก ตรงที่พอดูเสร็จ (ไม่จบด้วย ดูแค่ตอนช่วยจากบ่อ)
พอดีเอต้องไป ม เลยปิดก่อนจบ (ไม่กล้าดูต่อด้วย) คือ เรากลัวผี กลัวเรื่องหวาดเสียว
แค่รถเมลซิ่งเรายังปิดหูเลย (มีคนถามเหมือนกันว่าจะปิดหูทำไม - ซึ่งเราไม่รู้ มันเป็น
รีเฟลกซ์ส่วนตัวมั๊ง) เอาว่าปิดหู หลับตาตลอด กลัวอ่ะ แต่ก็อยากดู เมื่อคืนไม่ปิดหู
ไม่หลับตา เอาว่ากลัวทุกเรื่อง แต่พอดูอ่ะ มันชา ๆ รู้สึกถึงคำว่า กรรม อ่ะ ทุกเรื่องเลย
อ่ะนะ
ไม่รู้สิ สรุปไม่รู้อยู่ดี แต่ช่างเหอะ (ท่าจะสับสนมาก)
ขอยกกรณีนึงอ่ะนะ เรื่องที่มีศพผู้หญิงน่ะ เป็นเหมือนเรื่องที่ทำให้คนเมืองต้องกลับมา
สนใจเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่วนเรื่องผู้ชายลงไปช่วยเพื่อนที่ตกไปในบ่อ ประทับใจมาก
ตอนแรกกลัว ดูจบเห็นน้ำใจเลยเป็นเพื่อนแท้กันจริง ๆ บ่อน้ำแบบนั้น (บ่อขุด ลึก ๆ ๆ ๆ)
น่ากลัวนะคะ โดยส่วนตัวเรากลัวบ่อแบบนี้มาก ๆ เพราะว่าเคยดูมงกุฎดอกส้ม (ช่อง ๗)
แล้วพอดีบ้านย่าเรามีบ่อแบบนี้ ป๋ากับปู่ขุด (ลึกสามเมตรเอง) ปกติจะปิดฝาไว้ กันอะไร
ตกลงไป แต่มีอยู่วันหนึ่งย่าตักน้ำ แล้วบ่อเลยเปิดฝา เราได้เห็นภายในบ่อ (ก็มีแต่น้ำ)
นั่นคือครั้งแรกที่เรามองลงไป หลอนมากอ่ะ น่ากลัวมาก ไม่ชอบไปเดินใกล้ ๆ เลยด้วย
ทุกวันนี้ปิดฝาจนกลายเป็นเหมือนโต๊ะวางของไปแล้ว ไม่ค่อยเปิดใช้ แต่เราก็ยังกลัวอ่ะ
เฮ้อ...
ขอชมในความกล้าของคุณบ่าวที่ลงไปช่วยคุณประพันธ์อ่ะ บ่อนั้น ยี่สิบเมตรหรือไงเนี่ย
น่ากลัวมาก.....ก....ก....ก.....ก.....
เว็บรายการ http://www.thairealtv.com/2009/


เอาว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า จะไปกินข้าวแล้ว ๑:๕๒ แล้ว
วันหลังจะมาโพสต์ใหม่

ลากมากจาก http://www.pranitee.com/moodle/mod/forum/discuss.php?d=8

วิธีทำให้แมวไปไกล ๆ (อาจใช้ไม่ได้ผลในบางกรณี)

๑. สมุนไพรฉีดไล่แมลงกลิ่นตะไคร้หอม ที่ฉีดแล้วมันจะเหนียว ๆ หน่อย ไม่แน่ใจว่า
ยี่ห้ออะไร แมวไม่ชอบ แต่อันตรายตรงที่มันเป็นน้ำมันเหนียว ๆ ถ้าฉีดที่พื้นโดยตรง
อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะมันจะทำให้พื้นลื่น หากฉีดตามเครื่องใช้ก็จะเหนียว ๆ
แมลงมาเกาะติดตาย โสโครกมาก ๆ แ
ต่แมวจะไม่มากวนหน้าบ้านเลย
เพราะมันก็ไม่ชอบเหมือนกัน
ภายหลังแก้ไขโดยการฉีดใส่ภาชนะไว้ แล้วไปตั้งให้กลิ่นมันระเหยแทน
ก็พอจะใช้ได้ (พื้นไม่ลื่น แมลงก็ตายตกอยู่ในภาชนะ)
แต่แมวก็ยังเดินไปทางอื่นที่ไม่มีภาชนะวางอยู่ดี

๒. เลี้ยงขนมหมา (อาหารเม็ด) ทั้งวัน หาภาชนะไปวางนอกบ้านเลย ใส่รอไว้เลย
กวนมาก ๆ ก็เทให้มันกิน แต่อย่าเลี้ยงมาก มันจะอ้วก บางคนบอกว่า อาหารเม็ดทำให้
แมวเป็นโรคไตด้วย ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ก็แก้รำคาญได้ (เอาอุดปากมันตอนโวยวาย)
บ้านเราใส่เป็นแบบนี้เลย



ได้ประโยชน์อีกอย่างเหมือนตอนการทดลองของธอนไดค์ ที่สั่นกระดิ่ง หมาน้ำลายไหล
อันนี้สั่นกระบอกอาหาร ไม่ว่าแมวเราจะอยู่แห่งหนตำบลไหน (ถ้ามันได้ยิน) มันจะมา
ทันที ก๊าก...

๓. ฉีดน้ำไล่

๔. ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ปิดบ้านหนีแมว

................
ต่อไปอาจเขียนบล็อกหรือประกาศทุกอย่างที่นี่ เพราะว่าเสียดายเงินค่าเช่าโฮสต์ โดเมน
คงจะเอามาใช้ประโยชน์บ้าง

ลากมาจาก http://www.pranitee.com/moodle/mod/forum/discuss.php?d=7
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม