วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเกี่ยวกับน้ำ

จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับน้ำ ไม่รู้จะเริ่มยังไง
งง ๆ ตัวเอง

ทุกวันนี้ป๋าบ่นมากเรื่องค่าน้ำแพง
จะไม่แพงได้ไง น้ำคงแพงจากเรา เพราะว่าเราเป็นคนใช้น้ำเปลือง แต่ป๋าบอกว่าคงไม่ใช่
กลัวว่าจะมีท่อน้ำรั่วตรงไหนมากกว่า
แต่ก็นะ เดี๋ยวค่อยคิดอีกที

วันนี้จะมาเล่าว่าอยากให้มีอะไร

อยากให้มี
๑) การเดินท่อน้ำ ออกจากอ่างล้างจาน อ่างล้างหน้า ไปยังสวน เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินรดน้ำต้นไม้เอง แล้วก็น้ำที่ยังไม่โสโครกนัก (น้ำล้างมือ ล้างหน้า ล้างจาน เราว่าไม่โสโครกเท่าไรเลยนะ แต่พอลงไปรวมในท่อน้ำทิ้งที่มีน้ำจะท่อส้วมออกมาด้วย น้ำมันดำปี๋ แล้วก็เหม็นมากอ่ะ คือเรียกว่า น่าเสียดาย ที่ทุกวันนี้ พวกเราปล่อยให้น้ำที่ยังพอจะดี ต้องไหลตกไปรวมกับน้ำเสียอ่ะ) เลยอยากทำท่อน้ำนี้ เพื่อรดสวนอ่ะ คิดว่าถ้าทำได้ คงประหยัดค่าน้ำไปหลายเลย (น่าจะเยอะมาก) ป๋าเราชอบตักน้ำในท่อระบายน้ำ รดต้นไม้ เราก็เคยทำ แต่ไม่ไหว เหม็น เวียนหัวกลัวหน้ามืด หัวปักลงท่อ ตายก่อนแก่ (แบบเราเป็นคนปอดแหกอยู่ด้วย เดี๋ยวไม่ทันโตจะชิงตายไปซะก่อน ก๊าก...) คุณป๋าคงเหม็นน้ำเหมือนกัน แต่ว่ามันประหยัด และป๋าถือเป็นการออกกำลังกายด้วยมั๊ง เราคาดว่า อ่ะนะ เร็ว ๆ นี้เราอาจจะหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อเอาน้ำที่ยังพอจะดีมารดต้นไม้ในสวน

๒) เราเจอนี่
สารส้ม
ป๋าเอามาให้ นานมากแ้ล้ว เอามาทำตกผลึก ตอนม.ต้นหรือไงเนี่ย มันเหลือ จะเอาไปทำอะไรดี

แกว่งให้น้ำใสดีไหม ก๊าก...

เด็ก ๆ อนุบาล-ประถม เราเคยอยู่บ้านอาม่า (ยายเรา เราเรียกงี้) สมัยนั้นใช้น้ำคลอง สูบน้ำ ใส่โอ่ง แล้วแกว่งสารส้ม ให้ตกตะกอน
แล้วค่อยใช้ ทั้งอาบ ทั้งซักล้าง ทำทุกอย่างด้วยน้ำคลองเท่านั้น ยกเว้น กิน กินน้ำฝน (รองเอง) ถ้าเป็นยุคนี้หลอน (ตอนนั้นก็อาจจะหลอนแล้วนะ
แต่มันยังเด็กอ่ะ ไม่รู้หรอกว่า มลภาวะเยอะแยะแค่ไหน)

ทุกวันนี้ ถ้าให้กลับไปใช้น้ำแบบนั้นคง แหยงน่าดู
(ยิ่งกระแดะอยู่ด้วยเรา)

เชื่อไหม เราเคยเครียด ๆ ตั้งแต่ เริ่มเรียนโท (ที่... ไม่อยากจะพูด) เราว่าจะไปนอนบ้านย่า เข้าสวน ปิดตัวหายไปจากโลกไซเบอร์เลย
แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ไป เพราะหลายครั้งไปตอนหน้าแล้ง ไม่มีน้ำจะใช้ เราไปอยู่อีกคน คงเป็นภาระ (เนื่องจากเป็นคนกระแดะ ใช้น้ำสิ้นเปลืองมาก)
และบางทีก็หน้าน้ำ อย่างตอนนี้ แต่ก็ยังไม่ไป บอกตรง ๆ ใช้น้ำดี ๆ จนชินแล้วอ่ะ ให้ไปใช้น้ำหลุมน้ำบ่อ ก็เครียด (กระแดะเข้าเส้นเลือดไปแล้ว ก๊าก...)

ไม่รู้จะเล่าทำไม เพื่ออะไร

เอาว่า จะมาชวนกันประหยัดน้ำอ่ะ น้ำอะไรก็เหอะ (ทั้งน้ำประปา น้ำบ่อ น้ำหลุม น้ำคลอง น้ำทะเล ?!) ประหยัดกัน ก่อนจะไม่มีใช้
เรากะจะปรับนิสัยให้ได้ ถึงคิดเรื่องที่ ๑) อ่ะ จริง ๆ คิดได้นานแล้ว
คือจริง ๆ เราอาจจะใช้น้ำไม่เปลืองเท่าไร (บางคนอาจใช้มากกว่า) แต่ถ้าเทียบกับคนในบ้าน เหมือนเราจะใช้น้ำเปลืองมาก
เพราะว่าเราชอบซักล้าง ขัดถู บ้าบอคอแตก ตลอด ถ้าอยากทำ ก็ทำตลอด มันเลยเปลืองอ่ะ

เอาเหอะ งง ๆ

อย่าลืมประหยัดน้ำแล้วกัน
แต่ไม่ต้องประหยัดน้ำใจนะ

ไปและ ใครวางท่อแบบที่ ๑) ได้ ช่วยส่งไอเดียมาหน่อย อยากทำบ้าง ตอนนี้คิดไม่ออก แค่จะัจัดห้องนอนใหม่ ยังคิดไม่ออกเลย เครียด เอาแต่เล่นกูรู อีบ้าเอ๊ย
เออ ฝากข้อนี้ไว้ด้วย คุณพึ่งพาตนเองกันอย่างไรบ้าง อยากให้ยกตัวอย่างมาหน่อยค่ะ
อยากให้ทุกคนพยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้ และให้โอกาสเขาพึ่งพาตัวเองด้วย อย่าไปประคบประหงมมากนัก เดี๋ยวจะทุเรศแบบเรา ก๊าก...

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Keepmeout กับการประยุกต์ใช้ และการแจกรางวัลใหญ่

วันนี้ มีสองประเด็นนะ ประเด็น http://keepmeout.com/ อยู่บน ประเด็นมอเตอร์ไซค์ลิเวอร์พูลอยู่ล่าง
.............................

เมื่อวานเราอ่านเรื่องนี้ จากบล็อกของคุณเก่งดอทคอม

เลิกยาไปถ้ำกระบอก เลิกเว็บไป KeepMeOut

ก็ โอ้ว ว้าว จอร์จ มาก ???

แต่พอเข้าไป http://keepmeout.com/
เราก็ อืม
งง
เออ
มันทำงานไง???

แต่พอลองดูแล้ว ก็พอจะเข้าใจมากขึ้น

คืองี้
ทั้งเว็บนี้มีต้องกรอกรายละเอียดสามส่วน
๑) กรอก URL เว็บที่เราติด (แล้วอยากจะเลิกติด) ซึ่งตย.คือ เฟสบุ๊ค
๒) กรอกจำนวนเวลา ว่าจะยังไม่เข้าเว็บนี้ จนกว่าจะผ่านไปกี่นาที (หน่วยเป็นนาที) แปลถูกป่าววะ แต่เราว่ามันคืองี้แหละอ่ะ
๓) ติ๊ก เครื่องหมายถูก ในเช็คบอกซ์ ถ้าไม่ต้องการให้มี link ไปเว็บนั้น 
เอาติ๊กถูกออก = ไม่ติ๊กเครื่องหมายถูก ถ้าอยากให้มี link

กรอกแค่นี้แหละ

จากนั้นพอกด submit ไป
ก็จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา หน้านั้นคือเขาบอกว่า ให้เราเอา URL นี้ ๆ (ที่ขึ้นมา ตย. หน้าตา URL คือ http://keepmeout.com/www/29672/ (อันนี้คือแบบไม่ติ๊กถูก) , http://keepmeout.com/aispretty/29671/ (อันนี้คือแบบติ๊กถูก) สังเกต ว่าจะที่ไม่ติ๊กถูกในช่องเช็คบอกซ์ จะมี link ไปหน้านั้น หากอยากเว็บมากถึงขั้นคลั่งตาย!!!)

ซึ่งมันจะนับเวลาถอยหลังไปเรื่อย
จนกว่าจะถึงที่เราได้กำหนดไว้
มันถึงจะเข้าไปสู่เว็บนั้น
ซึ่งการทำงานของมันก็คือ การ... อธิบายไม่ถูก แต่มันคล้ายกับการเขียนโค้ดไอ้นี่ไว้ในหน้าเว็บไซต์อ่ะ (คือแอบดูโค้ดมันแล้ว อ่านไม่ออกว่ะ งง คงซับซ้อนกว่า แต่ว่าทำงานคล้ายกัน คือรีเฟรชหน้าจอ)
โค้ดที่เราว่า คือ <META HTTP-EQUIV="Refresh" CONTENT="10; URL=http://www.pranitee.com/moodle">
ความหมายของโค้ดที่เห็น
<META HTTP-EQUIV="Refresh = คือสั่งให้มันรีเฟรชหน้าจอ" CONTENT="10 = รีเฟรชเมื่อเปิดหน้านี้ไปแล้วสิบวินาที; URL=http://www.pranitee.com/moodle = (รีเฟรชหน้าจอนี้เพื่อ)ไปยังเว็บไซต์นี้แทน">

โค้ดรีเฟรชหน้าจอ โค้ดนี้จะใส่ไว้ในส่วน <head> นะเด้อ ไอ้นี่มาจากเว็บ http://www.pranitee.com/ (ก๊าก... โปรโมตเว็บตัวเอง ไม่มีอะไรหรอก ทำไปส่งเดช แค่จะอธิบายเฉย ๆ)

เราว่ามันก็ดีอ่ะนะ

แต่สำหรับคนที่ติดเว็บจริง ๆ มันช่วยไม่ได้ว่ะ
ก๊าก...
เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะว่าถ้าไม่มีวินัย ง่ายสุด ก็คือ มันก็ปิดไอ้นี่ แล้วก็ไปเข้าเว็บนั้นตรง ๆ เลยไงล่ะ ก๊าก...
กับอันนี้เราเจอเอง (เมื่อวานตอนเทสต์) คือ เราจะต้องกดไปดูมันนับถอยหลังแทบตลอดเวลา เพื่อดูว่า "ถึงยัง" "ถึงยัง" "ถึงยัง" (ชีวิตจริงไม่บ้าเล่นเน็ตขนาดนั้น) คือเรียกว่าเป็นเว็บที่ทำให้สติสะเตอะแตก ไม่เป็นอันทำงานหนักกว่าเก่า เพราะมัวแต่ต้องกดไปดูว่า "เฮ้ย เหลือกี่วิจะถึงวะ" เพราะว่าพอถึงเวลาครบตามนั้น มันไม่มีอะไรเตือนไง (เตือนว่าถึงแล้ว) ซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าจะช่วยเตือนได้ดีกว่าก็คือ "เสียง"

เราเลยเปลี่ยนใหม่
ไปแอดหน้าเว็บ ที่พอมันรีเฟรชไปยังหน้านั้นแล้ว จะเกิดมีเสียงดังขึ้นอ่ะ (ถ้าจะทำตาม กรุณาอย่าปิดลำโพง! เพราะมันจะไม่มีประโยชน์เลย ก๊าก) เปิดลำโพงซะ ๆ
เราจะประยุกต์ใช้มัน เพื่อเป็นนาฬิกาปลุกแทน ก๊าก... (เราไม่มี หรือไม่รู้ ว่ามีโปรแกรมอะไรเป็นนาฬิกาปลุกได้บ้าง จะใช้มือถือตั้งก็กลัวมือถือพัง ทุกวันนี้ตั้งปลุกให้ตื่นก็หลายครั้งแล้ว ตีห้า ตีห้าครึ่ง หกโมง หกครึ่ง ก๊าก...)
ตอนนี้เราเลือกตั้งไว้ที่ สามสิบนาที http://keepmeout.com/pranitee/29667/
กับ หกสิบนาที http://keepmeout.com/aispretty/29671/
ซึ่งเมื่อถึงเวลาตามนั้นแล้ว มันจะส่งเสียงดังขึ้นมา (ซึ่งอาจจะน่ารำคาญมากสำหรับบางคน เพราะมันคือเสียงเราเอง) ก๊าก... เพราะว่าเว็บที่มันรีเฟรชไป เป็นเว็บที่เข้าแล้ว เพลงจะดังขึ้น (ไอมีม จะออโต้เพลย์ไม่ได้ เพราะเท่าที่เราสังเกตคือ ถ้าเราไม่กดไปดูที่หน้านั้นตรง ๆ ตัวเพลย์มันจะไม่โหลดขึ้นมา มันจึงไม่เล่นเพลงแบบออโต้เพลย์ ส่วนไอจิ๊กไม่ได้อยู่แล้วเพราะไม่กดเพลย์ก็ไม่เพลย์ ส่วน http://www.esnips.com/ ได้ ออโต้เพลย์เอง (เท่าที่เจอมานะ - ไม่รู้ว่าทุกกรณีหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้สมัครesnips))

แต่ว่าจะใช้แบบนี้ได้ ก็แค่ครั้งเดียวนะที่จะตรง สมมติถ้าเพิ่งเข้า http://keepmeout.com/pranitee/29667/ แล้วเพิ่งปิดไปสิบนาที แล้วไปเข้า http://keepmeout.com/pranitee/29667/ อีก มันจะไม่นับสามสิบนาทีแล้วอ่ะ มันจะนับ??? เช่น Why not come back in 4 minutes, 1 second? แล้วนับถอยหลัง กลายเป็นนับถอยแค่สี่นาที (จากสามสิบนาที เป็น สี่นาทีซะงั้น!)

คือตอนนี้เราใช้แบบนี้ (ใช้เป็นแค่นาฬิกา เช่น เตือนว่าอีกครึ่ง ชม. ต้องปิดเครื่องคอม พอถึงเวลา เข้าเว็บ เพลงดัง - ถ้ามีวินัยพอ เราก็ปิดเครื่อง แต่ถ้าวินัยไม่พอ เราก็นั่งเล่นต่ออยู่ดีก๊าก...)

แต่ถ้าจะให้ดี เราแนะนำว่า หากใครจะทำให้ดีกว่า คีปมีเอาท์ ก็ช่วยทำให้มันร้องโวยวายได้ -ในตอนจะเปลี่ยนไปหน้านั้น ก็จะดีมาก ดีมาก....ก...ก... เราจะได้ทำงานหน้าอื่นโปรแกรมอื่นได้อย่างสบายใจ และกลับไปบ้าเว็บนั้นได้เมื่อถึงเวลา เพราะว่ามันจะมีเสียงโวยวายเตือน เช่น ว่า "ได้เวลากี๊กกิ้งเอาท์แล้วอีน้อง" ก๊าก... อะไรทำนองนี้

เข้าใจใช่ป่ะที่เราเล่าเนี่ย ถ้าไม่เข้าใจก็ เออ เอาเหอะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน!

เฮ้ย เอาใหม่ ๆ เราจะลบตรงไหนดีวะ

เราเข้าใจผิดอ่ะ

พอดีพอเราเทสต์อีกที จากอันเก่าที่เราทำไว้เมื่อวาน http://keepmeout.com/mysky/29550/ (ห้านาที) กับ http://keepmeout.com/facebook/29551/ (สิบนาที) มันเข้าได้เลยอ่ะ ต้องกดปิด แล้วเรียกใหม่ตั้งหลายรอบกว่าที่มันจะกลายเป็นนับถอยหลัง แถมนับสามนาที กับเจ็ดนาทีแทนด้วย เลยงงว่า ไอ้ตอนแรกที่เข้าได้เลยเนี่ย มันจะเป็นเพราะว่า มันนับตั้งแต่เวลาเปิดเครื่องหรือเปล่า เพราะถ้างั้น มันก็ผ่านไปชาติครึ่งแล้ว (นานมากจนเข้าได้โดยไม่ต้องนับถอยหลังแล้ว)

เอาว่าไว้เทสต์วันหลังแล้วกัน

แต่ที่แน่ ๆ ถ้าใครจะทำแข่งกับ http://keepmeout.com กรุณา มีเสียงเตือนด้วย จะขอบคุณมาก... ก๊าก... งงตัวเอง เฮ้อ อะไรก็ว่าไป
............

อีกเีรื่อง

ลิเวอร์พูลฟีเวอร์ (เออ เราไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูล แมนยู หรืออะไรทั้งสิ้น ไม่ค่อยได้ดูบอลเป็นจริงเป็นจัง แต่รู้จักชื่อทีมฟุตบอลบ้าง เพราะมันดังมาก... ที่รู้จักมีสามทีม คือ สองทีมที่กล่าวไปแล้ว กับ เชลซี เพราะว่าสมัยอยู่ มัธยม เรามักถูกไอ้เพื่อนผู้ชายบ้า ๆ ของป้าเอซัง ตะโกนเรียกว่า สิงโตน้ำเงินครามเชลซี เราจึงต้องรู้จักเชลซีตั้งแต่เป็นต้นนั้นมา!!! - มันหาว่าเราหัวฟูเป็นสิงโต)

เมื่อวานดูเตะบอลด้วย (เพราะเกลียดละครช่องเจ็ดเรื่องวงเวียนหัวใจมาก ๆ ตั้งแต่เห็นโฆษณาตอนยังไม่มาก็เกลียดมาก ๆ ขอให้รู้ว่าอุบาทว์และน่าเกลียดมาก ๆ คือเกลียดโดยรวม ไม่ได้เกลียดใครคนใดคนเดียว เรียกว่าโดยรวมดูแย่มาก ใครชอบเราต้องขออภัยด้วย แต่ตรูไม่ชอบว่ะ เราแย่งรีโมททีวีมาเปลี่ยนช่องแทบไม่ทัน แต่ก็ทัน ก๊าก... ภูมิใจได้ดูบอล 555 ดีกว่าดูละครบ้า ๆ ใครอยากดูก็ดูเหอะ ช่องเจ็ดเราดูแค่ ข่าวบ้าง สลับกันข่าวดูแม่งทุกช่อง และชอบละครรุกฆาต (ชอบท่า) กับรักแท้แก้ได้ โคตรฮา ชอบจักจั่นมาก ๆ ฮาขี้แตกขี้แตน กับละครตอนหัวค่ำ ที่ตอนนี้เรื่องหัวใจไร้มลพิษ อ่ะ เราดีใจมากที่เขาหาเรื่องสร้างสรรค์สังคมมาลงได้ แบบดูแล้วรู้สึกสร้างสรรค์มากอ่ะ ประทับใจ ดีใจ เฮ้ยนอกเรื่องไปมาก ต่อ ๆ เรื่องลิเวอร์พูลต่อ)

แล้วเมื่อเช้าดูคุณสรยุทธ์เรื่องเล่าเช้านี้
เห็นว่าพรุ่งนี้เขาจะแจกรถมอไซค์ ที่นักเตะลิเวอร์พูลเซ็นชื่ออ่ะ
เขาบอกว่า วันนี้เขาจะคิดคำถาม ว่าจะถามอะไรดี????
(เพื่อชิงรถมอไซค์คันนี้)

โดยส่วนตัว เรารู้สึกว่า ถ้าของมีแค่ชิ้นเดียวในโลก อย่าใช้คำถามเดียว เพราะว่า มันเจ็บปวดจริง ๆ ถ้าตอบได้เหมือนกันแต่ดันโทรไม่ติด (เขาคงให้ตอบทางโทรศัพท์นะ คาดว่า)
เราคิดว่า เขาน่าจะจัดเป็นการร่วมชิง แบบ แข่งตอบคำถาม เพื่อหาผู้ที่รู้มากที่สุด (รู้แนว ๆ แฟนพันธุ์แท้) เช่น ตั้งถามคำถามร้อยข้อ (ร้อยข้อก็ตอบกันอานแล้ว) สุ่มมาถามทีละข้อ (ข้อยากอาจถูกมาถามก่อน) ตอบผิดตัดตกไปเลย (คนแข่งขันจะได้น้อยลงเรื่อย ๆ) คนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายคือคนที่รู้มากที่สุด (ตอบไม่ผิดสักข้อ) ได้รางวัลชิ้นเดียวในโลกไปนอนกอดเลย อ่ะ 555
เราคิดว่าของที่มีชิ้นเดียว ผู้ที่สมควรได้รับ น่าจะเป็นคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้จริง ๆ เท่านั้น ซึ่งคนที่กดโทรศัพท์เร็วอ่ะ ไม่น่าวัดความเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้ (ดวงล้วน ๆ และเราว่าสถานที่โทรก็น่าจะเกี่ยว อยู่ใกล้ย่อมติดไวกว่าอยู่ไกล)
อยากให้มอไซค์นี้ไปอยู่ในมือแฟนหงส์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่เราแน่นอน (แล้วจะพูดทำไมฟะ)

คือ อยากมาแนะเฉย ๆ
ใช้ได้ทุกกรณีอ่ะ

ของที่มีชิ้นเดียว มีค่าควรแก่การสะสม ต้องมีการแข่งขันเพื่อหาคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เท่านั้น และแฟนพันธุ์แท้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ของชิ้นนี้ไปครอบครอง


ว่าป่ะ

ไปดีกว่า จะไปต้มจับฉ่ายกินแล้ว

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

น่าจะมีเว็บแบบนี้ หรือมีแล้ว แต่เราไม่รู้จัก

ก่อนอื่น เดี๋ยวลืม เพิ่มเติมจากเอนทรี่ที่แล้ว เราถามป๋าเรามาด้วยว่า ครีมนวดผม นอกจากใช้นวดผมแล้ว ยังใช้ทำอะไรได้อีก ป๋าตอบว่า "ใช้แทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม" อันนี้เออ ใช่เลยอ่ะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่า กรณี วิกผมอ่ะ คนขายเขาให้ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มแช่ไว้ (หลังจากสระแชมพูเสร็จแล้ว) โดยจะแช่แป๊บนึง ก่อนเอาไปตาก เพื่อให้ผมมันแห้งไวขึ้น (ซึ่งถ้าเทียบกับการสระผมของคนแล้ว หลังสระผมก็ต้องนวดผม - อาจไม่ทุกคน) แต่มันคงแทนกันได้ไม่ถึงกับดีมากมายหรอก แต่แค่ถ้าไม่ใช้แล้ว จะได้ไม่ต้องทิ้งไง ยังเอาไปปรับผ้านุ่มให้ผ้าขี้ริ้วหรือผ้าเช็ดมืออะไรทำนองนี้ ก็น่าจะพอได้ เพราะเราเข้าใจว่ามันช่วยลดแรงตึงผิวได้เหมือนกัน ขอ เช็คก่อน ๆ (เออ ไปอ่านเอง จาก http://www.chemtrack.org/Board-Detail.asp?TID=0&ID=323)

แล้วก็เรื่องความแตกต่างของสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน อะไรน่ะ ที่เล่าไปคือต่างแบบพื้นฐานนะ ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ไปอ่านส่วนประกอบเอาเอง ก๊าก... (เอาคำพูดป๋ามา)



..................

มาต่อของวันนี้ดีกว่า



แรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากเขียนเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาจาก

๑. เราเห็นพัดส่งฟอร์เวิร์ดเมลที่ชื่อ Kbank‏ มา

แล้วต่อจากนั้นอีกไม่กี่ชม.

ปลาก็ตอบกลับหาทุกคนที่พัดส่งให้


RE: Kbank‏ ความว่า


ไม่ต้องโทรหาเค้าแล้วนะคะ เสียไป 5 ปีแล้วคะ


ทำให้เรารู้สึกว่า มีฟอร์เวิร์ดเมลเก่า ๆ (รวมไปถึงบางเรื่องที่ข้อมูลผิด เรื่องมั่วซั่ว เรื่องหลอกลวง ฯลฯ) ปนอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเยอะมาก

แต่กรณีนี้คือเราไม่เคยบริจาคไง เราเลยไม่รู้ว่าข้อมูลมันล้าสมัยไปแล้ว

เราจะไม่บริจาคให้คนหรือหน่วยงานที่มาทางฟอร์เวิร์ดเมลว่ะ จริง ๆ นะ เพราะเคยไปบริจาคให้ แต่ธนาคารบอกว่าไม่มีเลขบัญชีนั้น ก็เลยไม่เคยให้อีกเลย

เราจะบริจาคให้กับแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น (ตามบล็อก ตามเว็บ ยังน่าเชื่อถือมากกว่าฟอร์เวิร์ดเมล)

พวกที่มาทางฟอร์เวิร์ดเมลน่ะ อย่างมากเราก็แค่ช่วยส่งต่อ (ยกเว้นบางอันที่เห็นบ่อยมากแล้ว เห็นมาหลายปีแล้ว ก็จะไม่ส่ง รำคาญ และไม่อยากให้คนอื่นต้องรำคาญ)

 

๒. เราได้อ่านรีดเดอร์สไดเจสต์ ก.ค. ๕๒ หน้า ๘๐ - ๘๖ ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ http://www.snopes.com/ ซึ่งเป็นเว็บที่ตรวจสอบและเปิดโปงข่าวลืออ่ะ


(ยกตัวอย่างนะ พอดีเพิ่งได้เข้าไปเหมือนกัน ก็โอเค ชัดดี แต่ขี้เกียจอ่าน อ่านไม่ออก ก๊าก...


เข้าไปหน้าแรก เราสับสนมากว่าจะไปทางไหน เราเลยเลือก http://www.snopes.com/info/top25uls.asp เพื่อดูยี่สิบห้าเรื่องที่ท๊อปที่สุด แล้วค่อยลองเซิร์ชดูเองด้วย

พอกดดู จะเห็นว่าด้านบน ๆ จะมีบอกก่อนเลยว่า ข่าวนั้น ๆ มัน จริง เท็จ ผสม หรืออะไรยังไง เช่น

ข่าวที่เป็นเท็จ จะระบุว่า FALSE, MOSTLY FALSE

ข่าวที่เป็นจริง REAL BUT OUTDATED,TRUE

ข่าวผสม ๆ มีทั้งจริงบ้างเท็จบ้างปนกัน MIXTURE อาจให้รายละเอียดอีกนิด เช่น MIXTURE OF REAL VIRUS WARNING AND HOAX

หรืออาจให้รายละเอียดชัดมาก
แบบนี้

MIXTURE OF TRUE AND FALSE INFORMATION:

   FALSE: Calling #77 on your cell phone in any state will connect you with highway patrol dispatchers.

   TRUE: Rapists and murderers have been known to pass themselves off as police officers.

   UNDETERMINED: A co-ed named Lauren evaded a rapist who had been masquerading as a police officer.


หรือ

Multiple — see below:

Status:



  • The Target Corporation does not contribute to veterans' causes:   False.


  • The Target Corporation is French-owned:   False.


  • The Target Corporation provides corporate grants only for 'gay and lesbian causes':   False.


  • The Target Corporation does not contribute to the U.S. Marines 'Toys for Tots' program:   False.


  • The Target Corporation does not allow reservists called to active duty to continue their health benefits:   False.


  • The Target Corporation does not allow Salvation Army bellringers to solicit contributions in front of its stores:   True.


อะไรทำนองนี้)



ซึ่งเราว่าดีมากเลย เพราะเป็นแหล่งอ้างอิงได้ ว่า เรื่องที่เผยแพร่ ๆ กันอยู่โครม ๆ เนี่ย เรื่องไหนมันเรื่องจริงเรื่ิองเท็จ กันแน่ (ไม่ใช่สักแต่จะส่ง ก็ส่ง)

เช่น กรณีฟอร์เวิร์ดเมลช่วยเหลือเนี่ย พูดตรง ๆ นะคะ หลายครั้งโคตร...รำคาญเลย (โดยเฉพาะเขียนต่อมาว่า "ใครไม่ส่ง ใจร้ายมาก" เนี่ย ถามจริงอิชั้นใจร้ายมากเลยหรือไงวะ กะอีแค่ไม่ส่งต่อให้คนอื่นเขาต้องรำคาญใจเนี่ย)



ดังนั้น ใครว่าง +มีความรู้ +มีใจเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา?! ลองสร้าง เว็บสนอปส์ของคนไทยขึ้นมาบ้างเดะคะ

เอาไว้ตรวจสอบข่าวลือในไทยก็ยังดีอ่ะ เช่น ท่านนี้กล่าวว่าน้ำจะท่วมโลก คนในเมลนี้เล๊วเลว คนนี้หายไปจากบ้าน คนนี้ต้องการการช่วยเหลือ อะไรทำนองนี้

แล้วก็อัพเดทข่าวเก่าด้วย ว่าเขา หายดีแล้ว ตายแล้ว หรือ สาปสูญไปแล้ว ฯลฯ อย่างกรณีที่เราเล่าไปแล้ว เช่น ผู้ป่วยเขาเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังส่งฟอร์เวิร์ดกันอยู่ (เพราะว่าไอ้คนส่งฟอร์เวิร์ด มันไม่ได้ช่วยบริจาคเลย ช่วยส่งกันอย่างเดียว)

ถ้าคนก่อตั้งเว็บ ไม่เช็คเอง ก็เปิดโอกาสให้สมาชิกช่วยกันเช็คก็ได้ แบบคอมเม้นต์ได้อะไรทำนองนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นแหล่งที่ป๊อปปูล่าและน่าจะทำให้สังคมนี้น่าอยู่มากขึ้นอีกเยอะเลย (แบบใครจะทำฟอร์เวิร์ดขอความช่วยเหลือ ก็สามารถไปฝากเรื่องที่นี่เองเลยก็ได้ จะได้ชัวร์ ๆ เลย ทางเว็บจะได้ไม่ต้องเช็คข่าวด้วย แต่คงต้องมีเงื่อนไขที่ละเอียดพอดู ไม่งั้นอาจเกิดกรณีต้มตุ๋นขึ้นได้) ลองไปคิดต่อดูแล้วกัน อยากให้มีจริง ๆ อ่ะ

"เว็บเพื่อ

ตรวจสอบ

ข่าวลือ

ของไทย"




ถ้ามีแล้วบอกด้วยนะ (แบบเราก็ไม่ค่อยรู้หรอก ว่าตอนนี้มีเว็บบริการแบบไหนเกิดขึ้นบ้างแล้ว) รู้แต่ว่า อยากให้มีเว็บแบบนี้จริง ๆ

ไว้คิดอะไรได้อีก จะมาเล่าใหม่ ตอนนี้คงเหลือเขียนบล็อกที่นี่ที่เดียวนะคะ (นอกนั้นไม่เขียนแล้ว ขี้เกียจใส่ใจเรื่องแนวนั้น)



ปล. แต่เราเห็นเว็บโพสต์ฟอเวิร์ดเมลแล้วนะ ขอบอกตรง ๆ ว่าไม่ชอบ เพราะว่ามันไม่ได้ตรวจสอบอะไรให้เลย แค่โพสต์ ๆ กันเข้าไป และพยายามจะดึงดูดคนด้วยภาพหวื๋อ ๆ ในหน้าแรกเท่านั้นเอง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ถามป๋ามา : สบู่ก้อน กับ สบู่เหลว กับสารซักล้างอื่น ๆ

เราสงสัยมานานแล้ว ว่า สบู่ก้อนกับสบู่เหลว

อันไหนดีกว่ากัน?
ดีกว่าในที่นี้คือ ดีต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า

จำได้ว่าเคยถามป๋าไปนานแล้ว (ตั้งแต่ยุคกลาง ประมาณสมัยเอโดะ !??)

จำได้แค่ว่า ป๋าบอกว่า สบู่เหลวทำจากเกลือโปแตสเซี่ยม สบู่ก้อนทำจากเกลือโซเดียม
ที่เหลือเราขอไม่พูด เพราะบางทีเราอาจจะจำที่ป๋าพูดไม่ได้ (ไม่ได้จดไว้)
แล้วเอามาถ่ายทอดผิด ๆ ให้ป๋าเสียหายเล่น ๆ ก๊าก...

เมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว เราเลยจะไปถามที่กูเกิลกูรู แต่เปลี่ยนใจเพราะพอลองเซิร์ชดูแล้ว
มีคนเคยถามแบบนี้แล้ว และยังไม่ปิดคำตอบด้วยซ้ำ
เพราะว่า "ไม่มีใครตอบได้"

เราก็สาระแนไปตอบให้ผิดซะอีกนี่ ??? (เข้าใจผิดมาตลอด)

ที่มาเขียนวันนี้ไม่รู้จะ้เข้าใจผิดอีกหรือเปล่า

แต่เอาว่าอยากเล่า และมีวิธีคิด วิธีทำ ที่น่าจะดีที่สุด (เท่าที่มีปัญญาทำได้) มาแนะนำ

อย่างแรกที่เราควรจะบอกทุกท่าน (บอกมาหลายครั้งแล้วมั๊ง)
ก็คือ ทำไมเราต้องถามป๋า
เราถามป๋าเพราะว่า ป๋าเราจบเคมี และสอนเคมีสิ่งทอมาเป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนจะมาเป็นผู้บริหาร
(แต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเคมีสิ่งทออยู่)
เรารู้สึกได้ว่าความรู้วิชาเคมีของป๋ายังคงอยู่ อย่างน้อยก็น่าจะเก่งเคมีกว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ ก๊าก...
และที่สำคัญคือ เราขี้เกียจเซิร์ชหา และขี้เกียจไปถามจากนักเคมีคนอื่น ๆ
(ถ้าใครรู้ชัวร์ กรุณาเขียนบล็อกเล่า หรือไปตอบที่กูรูให้คนที่ถามได้รู้ด้วยแล้วกัน จะได้รู้กันสักที)

คุณผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามนี้ ก็ตามสะดวกคุณ เอิ๊ก ๆ

และที่สำคัญ ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราขอรับผิดชอบเองทั้งหมด
ในฐานะที่เราเป็นคนที่ความจำไม่ค่อยดีนัก และเป็นผู้มาถ่ายทอด (ไม่ใช่ผู้รู้เองง่ะ)
บางทีผ่านมาเกือบวันแล้ว เราอาจจะจำรายละเอียดไม่ได้ แล้วมาเล่าผิด ๆ อ่ะ

เล่าแล้วนะ


เรา "ป๋าฮับ สบู่เหลวกับสบู่ก้อนต่างกันยังไงฮับ"
ป๋า "ต่างกันตรงส่วนประกอบ"
เรา "เอาละเอียดกว่านี้ฮับ แบบที่ป๋าเคยบอกอ่ะฮับว่า สบู่ก้อน ทำจากเกลือโซเดียม
สบู่เหลว ทำจากเกลือโปแตสเซียม"
ป๋า "มันก็ใช่ตามนั้น แต่เดี๋ยวนี้มันมีสบู่เหลวบางอย่าง ไม่ได้ทำจากเกลือโปแตสเซียม แต่ทำจากสารสังเคราะห์อื่น ๆ มีลักษณะเป็นเหมือนแชมพู
หนูไปอ่านข้างขวดมันดูสิ ว่ามันมีอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง"
เรา "แชมพู????" + "อ่านเอง" (แล้วจะเข้าใจไหมเนี่ย????) "แล้วสบู่เหลวกับสบู่ก้อน แบบไหนเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมกว่ากันฮับ"
ป๋า "สบู่ก้อน"
เราก็งงมาก "แอมเข้าใจว่าสบู่เหลว เพราะว่าเกลือโปรแตสเซียมน่าจะอันตรายกว่า" (อยากจะเถียงว่า เหมือนป๋าเป็นคนบอกด้วยซ้ำ ง่ะ ๆ)
ป๋า "ถ้าเทียบกัน สารสองตัวนี้ มันก็พอ ๆ กันแหละ แต่ถ้าสบู่เหลวเป็นสารตัวอื่นที่ไม่ใช่เกลือโปแตสเซียม แบบที่มีลักษณะเป็นแชมพู อาจจะมีพิษมากกว่า แต่ที่บอกว่าสบู่ก้อนเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ ถ้าเอาสบู่ก้อนไปล้างอะไรที่มีความมันมาก ๆ (ยกตัวอย่าง เช่น เอาสบู่ก้อนไปฟอกหัว ใช้แทนยาสระผม ผลที่ได้คือมันจะหนึบ ๆ เกิดเป็นตะกอน ฟองหายสาบสูญ หัวเน่ากว่าเดิม) หรือใช้สบู่ก้อนกับน้ำกระด้าง มันจะทำให้มีไคลสบู่ ทำให้ท่อน้ำอุดตันได้ ไคลสบู่เป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม (เหมือนประมาณนี้ จำไม่ได้ว่าป๋าพูดยังไง)"
เรา "แล้วสบู่เหลวไม่เกิดตะกอนเหรอฮับ"
ป๋า "ไม่เกิด จะไม่มีทางเกิดตะกอน สบู่เหลวไม่มีการตกตะกอน"
เรา "อ้าว แล้วอย่างงี้สบู่เหลวก็ดีกว่าดิฮับ สบู่เหลวมีข้อเสียไหมฮับ"
ป๋า "สบู่เหลว ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าสบู่ก้อน"
เรา "ซึมแล้วไงอ่ะฮับ"
ป๋า "อาจจะเป็นพิษ แพ้ หรืออะไรทำนองนี้ หนูไปอ่านส่วนประกอบมันดูแล้วกัน" (พอดีป๋าดูทีวีอยู่)
เรา "ฮับ ๆ" (คิดในใจ ป๋านี่ก็ให้ไปอ่านอยู่ได้ อ่านไปก็ไม่เข้าใจอ่ะ แง้..........)
เรายังสงสัย "ป๋าฮับ แล้วถ้าเป็นครีมอาบน้ำแบบที่สารสังเคราะห์ทำให้มีลักษณะเป็นแชมพู แล้วมันจะยังไงอ่ะฮับ"
ป๋า "แชมพูจะมีคุณสมบัติขจัดไขมันได้ดีกว่าสบู่ เหมือนหนูเอาแชมพูมาถูตัว อาบเสร็จ ผิวของหนูก็จะแห้งมาก"
เรา "แล้วครีมอาบน้ำแบบนั้น จะขายได้เหรอฮับ ถ้าใช้แล้วผิวแห้งมาก"
ป๋า "เขาก็จะผสมพวกกลีเซอรีน มอยส์เจอไรเซอร์อะไรลงไปด้วย ให้ผิวคงความชุ่มชื้น" (ช่วงนี้ ป๋าเล่ากระบวนการเกิดสบู่ด้วย พูดเป็นภาษาเคมีด้วย @#$%^&*??! เรางงมาก เพราะเราดันไปถามถึงขั้นตอนการทำน้ำมันไบโอดีเซล (ที่เคยรู้มา) ว่าถ้าหากเกิด "น้ำ" ในกระบวนการผลิต จะทำให้ไม่เกิดเป็นไบโอดีเซล แต่จะกลายเป็นสบู่แทน อันนี้คือเกิดเป็นสบู่ก้อนอ่ะนะ ป๋าบอกว่าถ้าเป็นแบบนั้น แล้วจะเอาสบู่ ก็จะต้องมีการแยกกลีเซอรีนออกด้วย ถึงจะได้เป็นสบู่ก้อน แต่ในขณะที่สบู่เหลวซึ่งมันเป็นเกลือโปแตสเซียม (ไม่ใช่เกลือโซเดียม) อาจไม่ได้แยกกลีเซอรีนออก ปล่อยผสมกันไปเลย (หรือยังไงสักอย่างเนี่ย จำไม่ได้) แต่ที่แน่ ๆ คือ ยังไงสบู่เหลวมันก็ไม่มีทางแข็ง สบู่เหลวยังไงมันก็ยังเหลว | เราต่อเองว่า แต่สบู่ก้อน ก่อนมันจะแข็งเป็นก้อน มันก็เคยเหลวมาก่อน ก๊าก... อืม?! จะพูดทำไมฟะตู)
เรา "ป๋าฮะ ถามต่อฮะ ว่าน้ำยาล้างจานกับแชมพูอ่ะฮะ ต่างกันยังไง"
ป๋า "มันก็เป็นสารเคมีที่ต้องละลายไขมันได้ดี อย่างน้ำยาล้างจาน ต้องละลายไขมันได้ดีมาก ๆ (มีเสียงป้าเอซังตะโกนมาว่า "ผงซักฟอก ดีที่สุด") เออ! "
ป๋าต่อ "น้ำยาล้างจานอาจจะไม่อ่อนโยนต่อร่างกายเท่ากับยาสระผม เพราะมันโดนแค่มือ แต่ยาสระผมต้องอ่อนโยนมาก เพราะมันโดนหัว อาจจะไหลมาโดนหน้าซึ่งผิวตรงนี้บอบบางมาก" "น้ำยาล้างจานบางอย่าง อาจมีสารบางตัวที่ละลายไขมันได้ดีมาก แต่ก็ทำให้ล้างออกยาก ก็ไม่ดี แต่แบบที่ดีคือต้องเป็นแบบที่ละลายไขมันก็ดี และล้างออกง่าย ๆ ไม่ติดภาชนะ"
เรา "เด้อฮับ"

แต่ผงซักฟอกก็ดีที่สุดจริง ๆ ก๊าก... ไม่ได้ไว้อาบนะฮะ อาบล่ะ ตัวแหกแน่ ๆ
ดีที่สุดในที่นี้หมายถึงละลายไขมันได้ดีที่สุดฮับ เดี๊ยนรับรอง (เราชอบใช้แช่หม้อไห ที่ละอองน้ำมันทอดลอยมาเกาะ จนทำให้ล้างขัดด้วยน้ำยาล้างจานธรรมดาไม่ออก เพราะพอแช่ผงซักฟอกแล้ว จะหายมันสนิทเลย แต่ก็จะล้างซ้ำด้วยน้ำยาล้างจานอีกด้วยนะ ไม่งั้นไม่กล้าใช้ / ทางที่ดี ก็ควรจะเอาหม้อไหไปวางในที่ที่ไม่มีน้ำมันลอยมา หรือไม่ ก็เลิกทอด ซึ่งเราอยากเลือกทางที่สองอ่ะ กินของ "ทอด" ไม่ดี ๆ ก๊าก...)


สุดท้ายเราก็ตอบเรื่องคุณสมบัติไม่ได้อยู่ดี เลยไม่ตอบกูรู ขี้เกียจ
ใครรู้มากกว่า ก็ไปตอบเองแล้วกัน

แต่ที่เราจะมาแนะนำ (ตามที่บอกไปว่า  แต่เอาว่าอยากเล่า และมีวิธีคิด วิธีทำ ที่น่าจะดีที่สุด (เท่าที่มีปัญญาทำได้) มาแนะนำ)
ก็คือ
เราคิดว่า ทำแบบนี้ดีกว่า

๑. ควรจะใช้ให้น้อย และใช้จนหมด
(ตราบที่ยังหาข้อยุติเรื่องนี้ไม่ได้ ว่าสบู่อะไรดีกว่า)
อย่างสบู่เหลวนี่ไม่ต้องคิดมาก เพราะใช้จนหมดถึงหยดสุดท้ายแน่นอน มันเป็นน้ำ
แต่สบู่ก้อน อ่ะ ปัญหาเยอะ
ขอเล่าเรื่องฮา ๆ ที่บ้าน
บ้านเรา สี่คน ใช้สบู่คนละยี่ห้อเลย (เอิ๊ก)
- ป๋า ใช้สบู่เหลวตรางู (คงเย็นดี แต่เราไม่ใช้ ใช้แล้วขนลุก... ว้าพูดถึงขนลุกแล้วเดี๋ยวเล่าดีกว่า....)
- แม่ใช้สบู่ก้อน ทุกยี่ห้อ ที่เป็นสีัเขียว (ไม่เข้าใจว่าทำไม ก๊าก.. บางทีก็สีเหลือง นอกนั้นไม่ซื้อ!)
- เอซัง อะไรสักอย่าง เป็นสบู่เหลวแบบเติม ยี่ห้อที่ถูกที่สุดในร้าน (เขาใช้เกณฑ์นี้จริง ๆ แต่หอมดี เปลี่ยนไปเรื่อย บางทีก็ขโมยของป๋า ถ้าของเขาหมดแล้วยังไม่ได้ซื้อ)
- เรา เราใช้อะไรที่อยากใช้ แต่ตอนนี้ใช้โชกุบุซซึกลิ่นส้ม กับเจลอาบน้ำเดทตอล (ไม่ค่อยแน่นอนนะ แบบเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อย ไว้ห้องน้ำละห้อง และบางวันที่จนก็จะใช้กฎเดียวกับเอคือ เอาแบบเติมที่ถูกที่สุดในร้าน - ถูกที่สุดเมือเทียบกับปริมาณแล้ว)
ซึ่งสบู่เหลวน่ะ ไม่มีปัญหาเลย แต่สบู่ก้อนของแม่ (ใช้อยู่คนเดียว)
ใช้เปลืองมาก ๆ
ไม่ได้ตั้งใจมานินทาแม่นะฮับ แค่อยากเล่า เผื่อใครเป็นอย่าทำแบบนี้ค่ะ (แบบเราสอนแม่ บังคับแม่ไม่ได้หรอกค่ะ บาปกรรมตายเลย และเพราะบอกเฉย ๆ แม่ก็ไม่สนใจคำพูดเราหรอกค่ะ เลยอยากเอามาแนะนำว่าใครทำอยู่ อย่าทำ เพราะว่ามันเปลืองค่ะ ก๊าก...)
เปลืองที่ว่าคือ แม่จะใช้แค่ประมาณครึ่งก้อน จากนั้นแล้วก็จะเปิดสบู่กล่องใหม่ (เราเคยเช็คสถิติ แม่จะเปิดสบู่ก้อนใหม่ทุกอาทิตย์ ทั้งที่ใช้คนเดียวอ่ะนะ "อาทิตย์ละก้อนใช้หมดเป็นไปได้เหรอ - เป็นไปไม่ได้ไง ก็บอกแล้วว่าเหลือตั้งครึ่งก้อน" ที่สำคัญ แกะกล่องแล้วทิ้งไว้ในห้องน้ำ เราอ่ะตามเก็บขยะอยู่คนเดียว (บ้านไม่มีถังขยะในห้องน้ำ ไม่นิยม) คือ ไม่ได้อยากบ่น แต่กราบขอความกรุณาคุณผู้อ่านทั้ง คุณพ่อบ้าน ลูกบ้าน หรือแม่บ้านก็ตาม ใครชอบทำนิสัยนี้ ขอให้เลิกซะค่ะ ยกเว้นว่าคุณมีคนรับใช้ เพราะมันทำให้คนที่ต้องเก็บหงุดหงิดมากค่ะ - เราเป็นพวกเจ้าระเบียบกับที่สาธารณะอ่ะค่ะ ของใช้ร่วมกัน ก็ต้องช่วยกันดูแลเดะวะ)
เฮ้ยต่อ เรื่องสบู่ เสียดายเราไม่ได้ถ่ายรูปกองสบู่ท่วมที่วางมาให้ดู (เมื่อสักวันพุธ เราเก็บสบู่ปั้นเป็นก้อน และขัดที่วางสบู่จนสะอาด) ออกมาสภาพนี้ ทั้งที่ก่อนนั้น สบู่มันท่วมเลย

(ต้องแต่งภาพเพราะมือถือถ่ายแล้วมันมืด นี่ใช้ไฟฉายส่องด้วยซ้ำ ก๊าก...)

จินตนาการแล้วกัน สบู่ประมาณยี่สิบกว่าก้อน ท่วมเลย ตกพื้นก็มี

สบู่บางก้อนแบบที่ดูแย่มาก เราก็ทิ้ง และอันไหนยังดี ๆ ก็เอามาปั้น เป็นแบบนี้
อันที่อยู่ในที่ใส่สบู่ เราตั้งใจปั้นให้เป็นรูปฝักข้าวโพด (ท่าจะบ้า) ทุกวันนี้เราใช้ล้างมือ
สองก้อนนี้ ก้อนใหญ่กว่าสบู่ใหม่ ๆ ที่ออกจากกล่องอีกนะ


แล้วตอนนี้เราก็ใช้สบู่นี้ล้างมือตลอด ซึ่งใครจะคิดว่าสบู่ก้อนใช้หลายมือ สกปรก
อันนี้เราว่ามันขึ้นอยู่กับว่า มือคุณเปื้อนอิหยัง มาอ่ะนะคะ
ถ้าเปื้อนแค่จับนู่นนี่ในบ้าน แค่นั้น มันก็ไม่เลวร้ายหรอกค่ะ
แล้วพอฟอกเป็นฟอง เราก็ล้างฟองออกจากสบู่ทุกครั้ง
ที่สำคัญตอนนี้เราพยายามไมให้ใครมายุ่ง เพราะกว่าจะปั้นได้ก็ลำบาก (หลายก้อนอ่ะ)
ไม่รู้ใครในบ้าน ขี้เกียจถาม ชอบทำลายก้อนสบู่ของเราให้มันแหลกเป็นเสี่ยง ๆ
เกลียดจริง ๆ เล๊ย กรี๊ด ๆ
(บางทีอาจจะไม่ตั้งใจอ่ะ เราเลยไม่อยากพูดให้เป็นเรื่อง แต่ถ้าตั้งใจก็...อืม
- นิสัยปุถุชนคนทั่วไปค่ะ เห็นได้ตามท้องถนน เช่น อะไรใหม่ ๆ ดี ๆ จะต้องโดนยีให้ป่นปี้เละเทะ
โดยพวกมืออยู่ไม่สุข เป็นกันเยอะ ตามตู้โทรศัพท์ ป้ายรถเมล ของสาธารณะเงี๊ย ไปดูได้เลยชิบหายหมด
ไม่ช่วยกันดูแล ไม่ช่วยรักษา บางคนก็ขยันทำลาย พวกนี้เป็นโรคขี้อิจฉาอ่ะ มีเยอะ เมื่อไรจะเลิก ๆ)

*แทรกนิด เราอยากจะบอกว่า คนเราส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยแตกหักกันด้วยเรื่องใหญ่ ๆ หรอกค่ะ
แต่เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้แหละ เป็นชนวนแตกหักอย่างดีเลยทีเดียว
เราขอบอกว่า ทุกวันนี้ "ถ้าเรารู้" ว่าเราทำไม่ดีตรงไหน และ "อยู่ในวิสัยที่เราเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเราเองได้"
เราจะเปลี่ยนแปลงเองเลยอย่างทันที เพราะเราไม่ต้องการให้ใครมาบ่นเรา
การบ่น บั่นทอนทั้งคนบ่น และคนโดนบ่น
มันต้องคิดอ่ะค่ะ ว่าถ้าเขาบ่น มันต้องแปลว่าเรากำลังสร้างปัญหา (ทำตัวมีปัญหา อย่างน้อยก็สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในใจเขา)
ถ้าแก้ได้ ก็ต้องรีบแก้ไขด่วน (ทันที)
แก้ไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจกัน เพื่อลดมาตรฐานในใจเขา ให้อยู่ในระดับลดลงจนถึงขั้นที่สามารถยอมรับ สิ่งที่เป็นปัญหา -ที่เราสร้างได้
เขาจะได้เลิกบ่น
ไม่ใช่พอใครบ่น ก็ด่ากลับ เราเห็นมาเยอะ (ชอบแอบสังเกตการณ์ชาวบ้าน)
ว่า ส่วนใหญ่ที่มีปัญหามาก ๆ "เพราะไม่ยอมเปิดใจ และไม่พยายามทำความเข้าใจกัน"
เอาแต่ ด่าด่าด่า บ่นบ่นบ่น โครมคราม ๆ เปรี้ยงปร้าง ๆ (จนใครสักคนต้องหยุดก่อน อีกคนถึงจะหยุด)
แย่ ๆ
เออและเราตั้งใจไว้แล้วนะว่า เราจะไม่เถียงกับเด็ก หรือประชดประชันใส่เด็ก (เช่น น้อง ลูก หลาน เหลน ฯลฯ)
เพราะทำไปก็เปล่าประโยชน์จริง ๆ แถมยังทำให้เด็กมันนึกสมเพชเรากลับอีกต่างหาก (โตเป็นควายแล้วยังนิสัยแบบนี้อีก)
กล้าพูดคำนี้เลย อย่าทำค่ะ หาวิธีอื่นเถอะ (วิธีไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอคิดก่อน)

เอาว่า อย่างน้อย น้อยที่สุดเลยนะ คือ ถ้าถูกบ่น ต้องรีบย้อนกลับมามองตัวเองก่อนค่ะ (ถ้าไม่คิดจะย้อนกลับมามองตัวเอง ก็ไม่ต้องไปมองคนอื่น หมดสิทธิ์เถียงกลับด้วย เถียงยังไงก็แย่ เหมือนพวกที่ดีแต่ใช้อารมณ์อ่ะค่ะ อยากถูกด่าว่าเป็นคน "เจ้าอารมณ์" ก็จงทำต่อไป) "ว่าเราเป็นตามเขาบอกไหม, แล้วมันเป็นโทษเป็นปัญหาหรือว่าทำแล้วไม่ดีจริง ๆ อย่างที่เขาบ่นไหม, แล้วจะทำยังไงให้เขาเลิกบ่น, คุยทำความเข้าใจกันได้ไหม, มีเหตุผลอธิบายไหมว่าทำไม"
โดยส่วนตัว ชีวิตเราไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นหรอกค่ะ แต่อย่างน้อยตอนนี้ ถ้าเราโดนบ่น เราก็จะต้องรีบย้อนกลับมาดูตัวเอง (ทำตามนี้ตัวหน้าใน "") ถ้าไม่ดีจริงก็รีบแก้ไข ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนดีเด่อะไร ก็แค่ไม่ชอบให้ใครมาบ่นด่าว่ากล่าวเท่านั้นเอง เพราะมันน่ารำคาญ บั่นทอน มันงี่เง่า มันไม่ใช่เรื่องที่อยากให้เกิดขึ้น
ถ้าพูดคุยกันแล้ว ต่อให้ยังทำตัวไม่น่าพอใจ แต่ถ้าอยู่ในวิสัยที่อภัยกันได้ก็อภัยกันไป มันก็จะไม่มีปัญหาอะไรเป็นเรื่องใหญ่หรอกค่ะ เอิ๊ก ๆ



เฮ้ยนอกเรื่องอีกแล้ว

ต่อ ๆ คือ เราก็เลยไม่ค่อยได้ใช้ สบู่เหลว ตอนนี้เราใช้สบู่ก้อนอยู่ ก็ฮาดี
ใช้ให้หมดค่ะ จะได้ประหยัด ของยังดี ๆ อยู่เลย ทิ้งไปก็สิ้นเปลือง ฟุ้มเฟือย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราใช้สบู่ก้อนเหมือนกัน (ของเราซื้อเอง) เป็นสบู่ขิง ใช้แล้วแพ้มากเลยนะ แสบผิวมาก ๆ แต่เราก็ยังใช้มันต่อจนหมดไม่เหลือเศษเลย ใช้ล้างมือ (มือเราหนา ด้านไปแล้ว ก๊าก...) ล้างแล้วกลิ่นสะอาดดี - รับผิดชอบสังคมอ่ะ | ที่เล่าเนี่ย ไม่ได้อยากสอนให้ฝืนทนใช้ให้เป็นภัยต่อตัวคุณเองหรอกนะ แต่อยากสอนว่า ต่อให้มันไม่ดีในสายตาของคุณแล้ว เช่น ทำให้คุณแพ้ มีของใหม่ที่ดีกว่ามาใช้ ก็ควรจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ไปเรื่อย ๆ จนหมดอ่ะ อย่าทิ้ง อย่างเดิมเราไม่ชอบแชมพูอันนึ่ง เราก็เอาไปล้างหวี ล้างได้เป็นเดือน จนหมดขวดอ่ะ ไม่ต้องทิ้งไปเฉย ๆ ด้วย / เราแพ้สบู่ หลายยี่ห้อเลย จดไว้ด้วย ใช้แล้วจะเป็นผื่นแดง พอรู้ว่าแพ้ก็เอาไปใช้ล้างมือจนหมด / ล่าสุดเราแพ้โฟมล้างหน้ายี่ห้อนึง ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ล้างเครื่องสำอางอ่ะ แพ้มาก แพ้ถึงขั้นรู้สึกว่าใช้แล้วหน้าอักเสบถึงขั้นไข้ขึ้นเลยอ่ะ แสบหน้ามาก เราคงผิวอ่อนเอง (ซื้อมาใช้ เพราะเคยใช้เดือนละสองครั้งที่โรงพยาบาล คิดว่าจะดี พอมาใช้ทุกวัน มันกลายเป็นแพ้) แต่ถามเพื่อนซี้ที่เป็นประมาณกูรูเรื่องเครื่องสำอางมาแล้วนะ เพื่อนบอกว่าเคยมีคนบอกหมือนกันว่าใช้แล้วแพ้ ตอนนี้เราเลยเอาไว้ล้างหวีอีกแล้วครับท่าน แล้วก็เอาไว้ขัดอ่างล้างหน้าด้วย ดีบดีนัก ก๊่าก... ดีกว่าเหวี่ยงทิ้งไปเฉย ๆ เหวี่ยงได้ไง-โคตรจะแพงเลย!!!)

เอาว่ามีอะไรก็ใช้ ๆ ให้หมดไปก่อนค่ะ
หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ หรือ ค่อยเปิดใช้ของใหม่


เออ เราถามแม่ว่า ทำไมแม่ต้องเปิดสบู่ก้อนใหม่ทั้งที่ก้อนเก่ายังไม่หมด
แม่บอกว่า มันไม่มีฟองแล้ว
(ครึ่งก้อนเนี่ยนะ)
เราเลยไม่ถามต่อ
แล้วก็เก็บมาใช้เอง (โห ฟองมหาศาล) ซึ่ง แบบนี้คงทำให้เราไม่ต้องซื้อสบู่เหลวไปอีกหลายเดือน ก๊าก...

แต่ถ้าเลือกได้ อยากให้ทำเป็นนิสัยประจำตัวดีกว่าค่ะ เรื่องของการประหยัดเนี่ย
ประหยัดโดยการใช้จนหมด

อย่าใช้ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุค่ะ
อย่างน้อยถ้าใช้จนหมด ก็จะได้ไม่ทำให้ตัวมันเอง (เช่น ก้อนสบู่) กลายไปเป็นขยะ
ส่วนผลที่ได้จากการใช้มัน (ขี้ไคล อะไรที่เหลือทิ้งปนในน้ำ) ก็คงยังมีอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังใช้สบู่กัน ตอนนี้เรายังคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง (เปิดโรงงานบำบัด ก็คงบ้า ตังค์ไม่มี ความรู้ไม่มี ใครคิดออกก็ช่วย ๆ กันคิดแล้วกันนะคะ เราไม่คิดหรอก เกินตัว ก๊าก...)


เออ ทรงผมลดโลกร้อนของเรา จริง ๆ เล่าไปบ้างแล้ว สักสองสามเอนทรี่ที่ผ่านมา
สั้นมากค่ะ ป๋าตัดให้ ป๋าบอกว่ามันเรียกว่าซอยอ่ะค่ะ ไม่ใช่รองทรงสูงแบบที่เราต้องการ (eบ้า)
ก็ดีค่ะ ประหยัดน้ำ ประหยัดยาสระผม ประหยัดไฟได้มาก ๆ กะว่าคงไว้ทรงนี้แล้วแน่นอน สบายหัวมาก ๆ ก๊าก...

๒. ไม่มีดีกว่า มีข้อเดียว คือ ควรจะใช้ให้น้อย และใช้จนหมด

แถมให้
ครีมนวดผม [Conditioner] ทำอะไรได้บ้าง นอกจากนวดผม
เราควรจะหมั่นคิดกันนะคะ ว่าของใช้สิ้นเปลืองแบบนี้ (สิ้นเปลืองแปลว่าใช้แล้วต้องหมดไป)
ถ้าไม่อยากใช้ตามคุณสมบัติเดิมของมันแล้ว เราจะใช้มันทำอะไรได้อีก
ว่าแต่เอาครีนนวดไปโกนหนวดได้ด้วยเหรอ แปลกดีจัง???

อย่าลืมนะคะ ประหยัดอะไรได้ก็ควรประหยัดจะดีกว่าค่ะ เนี่ยวิธีลดโลกร้อนที่ง่ายที่สุด


เออ เกือบลืมเล่าเรื่องขนลุก
ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ
เมื่อคืนวันที่สิบสี่กรกฎาคมที่ผ่านมา สักประมาณห้าทุ่มมั๊ง เรายืนล้างจานอยู่
แล้วจู่ ๆ เราก็ขนลุกขึ้นมา (โดยที่ยังไม่ได้ใช้สบู่ตรางู!!!)
แต่เราก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ
เราแค่นึกไปถึงความตาย...
พอดีเืมื่อเย็นวันนั้นเราได้ยินข่าวคนที่รู้จักเสียชีวิต
(เขาอยู่หน้าหมู่บ้าน เคยซื้อของกันบ้าง และเขาจะทักทายแม่เราเป็นประจำ)
นึกเรื่องเดียวไม่พอ
อยู่ดี ๆ เราก็นึกถึงเพื่อนเราที่เสียชีวิตในเดือนกรกฎาคมขึ้นมาอ่ะค่ะ
นีกไปนึกมา
ก็เพราะว่าวันนั้นเลยพอดีค่ะ เป็นวันครบรอบสองปีที่เพื่อนเสียชีวิตไป

เวลาได้ยินข่าวใครตาย ก็ยังทำให้เราหดหู่+หลอนได้เสมออ่ะ ทั้งที่ความตายก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
มีใครไม่กลัวผีบ้างไหมคะ? อยากรู้ ไปและ จะมาชวนประหยัด กลายเป็นชวนให้ขนลุกอีกเวรจริง ๆ ฉัน
ไม่อยากขนลุก ก็ประหยัด ๆ กันหน่อยแล้วกันค่ะ เอิ๊ก ๆ (เกี่ยวตรงไหน???)

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชินโดกุ

ดูรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง แล้วเลยรู้ว่ามันเรียกว่าอะไร


มันเรียกว่า ชินโดกุ
ฮาดี ดูตามที่เหล่านี้
เซิร์ชกูเกิลมา
http://en.wikipedia.org/wiki/Chind%C5%8Dgu

ขอก๊อปปี้กฎของชินโดกุ มาโพสต์ให้ด้วยนะคะ (จาก http://ladyring.spaces.live.com/blog/cns!144E7DA38EAE8AC1!239.entry)

กฎ 10 มีดังนี้ค่ะ


1. A Chindogu cannot be for real use
ชินโดกุต้อง
ไม่สามารถใช้งานได้จริง ก็คือว่ามัน (เกือบ)ไร้ซึ่งประโยชน์อ่ะค่ะ
ถ้าเราคิดอะไรที่มันมีประโยชน์ทุกที่ทุกเวลา...มันก็จะไม่ใช่ชินโดกุ
เพราะชินโดกุมันไม่มีประโยชน์ ถึงไม่มีชินโดกุ เราก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้


2. A Chindogu must exist
แม้เราจะไม่ได้รับอณุญาต
ให้ใช้ชินโดกุ (เพราะมันเกือบจะไม่มีประโยชน์)
แต่ชินโดกุต้องถูกสร้างเป็นชิ้นเป็นอัน จับต้องได้ เพื่ออะไรนะเหรอคะ
เพื่อคอนเฟิร์มว่าพอเราสร้างมันขึ้นมาแล้ว มันจะไร้ประโยชน์จริงๆ ไง
อ่ะ...งงม๊า.. แล้วถ้าไม่มีจริงๆ
แล้วจะรู้ได้ไงว่ามันไร้ประโยชน์ล่ะค๊า...

3. Inherent in every Chindogu is the spirit of anarchy
ชินโดกุของแท้ต้องไม่มีกฎเกณฑ์ เต็มเปี่ยมด้วยอิสระเสรีที่จะคิดและทำ และความแนว....

4. Chindogu are tools for everyday life
ใช้ง่ายใช้คล่องต้องชินโดกุ

5. Chindogu are not for sale
ห้ามขาย ขำๆ ก็ห้ามขาย ถ้าขายก็หายขำ

6. Humour must not be the sole reason for creating a Chindogu
ห้ามขำอย่างเดียว ชินโดกุต้องมีเหตุผล

7. Chindogu is not propaganda
ชินโดกุไม่ใช่การโฆษณา...

8. Chindogu are never taboo
ชินโดกุ...เพื่อทุกคน

9. Chindogu cannot be patented
ชินโดกุ...เพื่อทุกคน


10. Chindogu are without prejudice
และสุดท้าย ชินโดกุ...เพื่อทุกคน


เขาแปลแปลก ๆ เนอะ


..........
(http://www.chindogu.com/chindogu/tenents.html)


The Ten Tenents of Chindogu



Every Chindogu is an almost useless object, but not every almost
useless object is a Chindogu. In order to transcend the realms of the
merely almost useless, and join the ranks of the really almost useless,
certain vital criteria must be met. It is these criteria, a set of ten
vital tenets, that define the gentle art and philosophy of Chindogu. Here
they are:


1. A Chindogu cannot be for real use



It is fundamental to the spirit of Chindogu that inventions
claiming Chindogu status must be, from a practical point of view, (almost)
completely useless. If you invent something which turns out to be so handy
that you use it all the time, then you have failed to make a Chindogu. Try
the Patent Office.


2. A Chindogu must exist



You're not allowed to use a Chindogu, but it must be made. You
have to be able to hold it in your hand and think 'I can actually imagine
someone using this. Almost.' In order to be useless, it must first be.


3. Inherent in every Chindogu is the spirit of anarchy



Chindogu are man-made objects that have broken free from the
chains of usefulness. They represent freedom of thought and action: the
freedom to challenge the suffocating historical dominance of conservative
utility; the freedom to be (almost) useless.


4. Chindogu are tools for everyday life



Chindogu are a form of nonverbal communication understandable to
everyone, everywhere. Specialised or technical inventions, like a
threehandled sprocket loosener for drainpipes centred between two
under-the-sink cabinet doors (the uselessness of which will only be
appreciated by plumbers), do not count.


5. Chindogu are not for sale



Chindogu are not tradable commodities. If you accept money for one
you surrender your purity. They must not even be sold as a joke.


6. Humour must not be the sole reason for creating a Chindogu



The creation of Chindogu is fundamentally a problem-solving
activity. Humour is simply the by-product of finding an elaborate or
unconventional solution to a problem that may not have been that pressing
to begin with.


7. Chindogu is not propaganda



Chindogu are innocent. They are made to be used, even though they
cannot be used. They should not be created as a perverse or ironic comment
on the sorry state of mankind.


8. Chindogu are never taboo



The International Chindogu Society has established certain
standards of social decency. Cheap sexual innuendo, humour of a vulgar
nature, and sick or cruel jokes that debase the sanctity of living things
are not allowed.


9. Chindogu cannot be patented



Chindogu are offerings to the rest of the world - they are not
therefore ideas to be copyrighted, patented, collected and owned. As they
say in Spain, mi Chindogu es tu Chindogu.


10. Chindogu are without prejudice



Chindogu must never favour one race or religion over another.
Young and old, male and female, rich and poor - all should have a free and equal chance to enjoy each and every Chindogu.




..............
สั้น ๆ http://www.wwnorton.com/catalog/fall95/tenets.htm แค่หัวข้อ

The Ten Tenets of Chindogu



From 101 UNUSELESS JAPANESE INVENTIONS

by Kenji Kawakami (เขาเป็นใครเหรอ???? ขี้เกียจหา เห็นมีชื่อด้วยเลยเอามาโพสต์)




  1. A Chindogu cannot be for real use.


  2. A Chindogu must exist.


  3. Inherent in every Chindogu is the spirit of anarchy.


  4. Chindogu are tools for everyday life.


  5. Chindogu are not for sale.


  6. Humor must not be the sole reason for creaitng a Chindogu.


  7. Chindogu is not propaganda.


  8. Chindogu are never taboo.


  9. Chindogu cannot be patented.


  10. Chindogu are without prejudice.


...............

ยังไง ก็ตาม สิ่งที่เราคิดและชอบคิด ไม่ใช่ชินโดกุแน่นอน ก๊าก... แต่เราชอบกฎข้อห้านะ เราคิดว่าความคิดบางทีก็ไม่ได้มีไว้แค่ขายอ่ะ อย่าขายเลย ถ้าให้กันได้ ก็น่าจะยินดีให้ (แต่ถ้าหากคนคิดเขาไม่ให้ แล้วใครไปขโมยความคิดของเขามาอ่ะ ใครในที่นี้ต้องถูกเรียกว่า "คนชั่ว") ไปบ่นที่อื่นต่อดีกว่า ก๊าก... ฮาดี

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อยากให้มี ไม่แถมช้อน หลอด, เอาภาชนะไปใส่เอง

แบบคิดบ้าบ้าได้

เราอยากให้โยเกิร์ตถ้วย ๆ ไม่ต้องแถมช้อนพลาสติกอ่ะ จะยังมีแบบแถมด้วยก็ได้ แต่เราจะไม่ซื้อ เพราะเราใช้ช้อนกินข้าวตักตลอด จนตอนนี้มีแต่ช้อนพลาสติกเหลือเต็มตู้เย็นเลย เลยคิดว่า จะดีกว่าไหม ถ้าทำแบบไม่แถมช้อนพลาสติกด้วย แล้วจะลดราคา หรือไม่ลดราคาก็ได้ เพราะถ้ามีให้เลือก เราจะเลือกแบบไม่แถมช้อนแน่นอน ช้อนรกบ้านมาก... ไม่เคยใช้

หลอดเหมือนกัน เฉพาะนมขวด แบบไม่อยากออกยี่ห้ออ่ะ นึกออกป่ะ แบบขวดแล้วเป็นฝาฟรอยอ่ะ ส่วนใหญ่เราเปิดฝาฟรอยยกซดเลยไม่เคยใช้หลอด ก็เลยอยากให้มีแบบไม่แถมหลอด เพราะแถมมาก็ไม่ใช้

...
อีกอันคือ

ขวดบรรจุยาทาสิว (ที่เคยไปรักษา) มันมีเกลื่อนเลย เราจะทำไงดี เอาไปคืนโรงพยาบาลได้ไหม เราไม่อยากทิ้ง เสียดายของยังดี ๆ อยู่
จะให้ใคร ใครจะเอา

แต่เรานึกถึงว่า สมมติเราต้องไปหาหมอ รับยา (โรคอื่น ๆ แต่ขอไม่เป็นจะดีกว่า) เราน่าจะเอาภาชนะของเราไปเองได้ เขาจะได้ไม่เปลืองด้วย
นี่เราคิดมากไปป่าววะ แต่ไม่นะ แค่ให้ไอเดีย

...
สุดท้ายของวันนี้ คือ เราจัดซีดีในบ้าน แทบอ้วก หมดวัน
เราอยากเตือนทุกท่านว่ะ ไม่ต้องแบคอัพซีดีมากมาย เพราะมันรกมาก ๆ และพอผ่านไปสี่ห้าปี มันก็เจ๊งหมดแล้ว ก๊าก... ตอนนี้ทยอยเช็คอยู่ เจ๊งไปหลายแผ่นแล้ว

เดี๋ยวจะไปหาซื้อพอรตเทเบิลฮาร์ดดิสสักอัน
(คงอีกนาน ตอนนี้เก็บเงินก่อน)

ปล. เราทำผมทรงลดโลกร้อนแล้ว ให้ป๋าตัดให้เมื่อวาน สั้นมาก ญาติ ๆ กับรองทรงสูง ก๊าก... แบบกรี๊ดกร๊าดกันทั้งบ้าน แต่เราเฉย ๆ ว่ะ ไม่อยากเสียเวลาเป่าผม ผมสั้นแล้วดี แห้งไวดี ที่สำคัญจะสั้นจะยาวหน้าเราก็เหมือนเดิม ก๊าก...

โชคดี คิดไรได้จะมาเล่าใหม่

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตัดความกังวล

ตอนแรกพิมพ์กะจะเก็บไว้เป็นไฟล์ในกูเกิลดอกคิวเมนต์เฉย ๆ คิดอีกที ขอโพสต์เป็นบล็อกเลยดีกว่า

คนอื่นจะได้อ่านแนวคิดนี้ด้วย

เผื่อจะเป็นประโยชน์

แต่เราเชื่อว่าถ้าได้อ่านทั้งเล่ม น่าจะปิ๊งกว่า และจะรู้สึกดีมาก ๆ เหมือนที่เรารู้สึกมาแล้ว (จากที่มึนตึบมาก ๆ กลายเป็นรู้สึกโอเคอ่ะ)

ลองอ่านดู นี่คือ ส่วนสรุป ของแต่ละภาค

ถ้าจะมีปัญหา รบกวนแจ้งนะคะ กลัวโดนฟ้องอ่ะค่ะ แต่ที่เอามาลงเนี่ย เพราะมันเป็นหนังสือที่เราคิดว่า ดีมาก ดีสุด ๆ ถ้าทุกคนบนโลกได้อ่านหนังสือนี้ สังคมคงจะน่าอยู่มากกว่านี้ (เราเชื่อว่าจะน่าอยู่กว่านี้มาก ๆ)

(ขอบอกเพื่อนสนิท ๆ ของเราว่า ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน เราจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะไปซื้อมาเป็นของขวัญวันเกิดเรา(ซื้อให้ตัวเอง)เองด้วย พฤหน้าจะแวะไปซื้อที่ซีเอ็ดดู หรือใครจะชิงซื้อให้เราก่อนก็จะขอบใจ กร๊าก... คนอ่านนึก -"ใคร๊ ใครจะซื้อให้แก")

...
ตัดความกังวลแล้วเริ่มต้นชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา = How to stop worrying and start living
by คาร์เนกี, เดล.
กรุงเทพฯ : เดลฟี,[2549]
158.1 ค336ต

http://www.se-ed.com/eShop/Book/BookDetail.aspx?CategoryId=0&No=9789745290549

.................................................























ตัดความกังวล แล้วเริ่มต้นชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา : How to stop warrying and start living
(How to stop warrying and start living)

หนังสือ
จิตวิทยาประยุกต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดเวลาที่ผ่านมา "ลดความกังวล
และสร้างความสุขสงบที่แท้จริงให้กับชีวิต" หนทางสู่ความสำเร็จในชีวิต
โดยห่างไกลจ



ผู้เขียนเดล คาร์เนกี

ผู้แปลธรรมคุปต์ พานวศิน, บก.


ราคาปกติ 200.00 บาท

ส่วนลด 10.00 บาท

ราคาพิเศษ 190.00 บาท













 














:: รายละเอียดหนังสือ


รหัสสินค้า: 9789745290549
จำนวน: 304 หน้า
ขนาดรูปเล่ม: 150 x 215 x 15 มม.
น้ำหนัก: 350 กรัม
เนื้อในพิมพ์: ขาวดำ 
ชนิดปก: ปกอ่อน 
ชนิดกระดาษ: กระดาษปอนด์ 
หน่วย: เล่ม 
สำนักพิมพ์: เดลฟี, สนพ. 






:: สารบัญ


ภาค 1 ความจริงพื้นฐานที่คุณควรรู้เกี่ยวกับความกังวล

ภาค 2 วิธีพื้นฐานในการวิเคราะห์ความกังวล

ภาค 3 หยุดความกังวลก่อนที่มันจะหยุดคุณ

ภาค 4 แนวทางเพื่อสร้างทัศนคติที่จะนำคุณไปสู่ความสงบสุข

ภาค 5 แนวทางที่สมบูรณ์แบบเพื่อต่อสู้กับความกังวล

ภาค 6 รักษาความกังวลจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร

ภาค 7 6 แนวทางในการป้องกันความเหนื่อยอ่อนและความกังวล

ภาค 8 ค้นหางานที่คุณจะมีความสุขและประสบความสำเร็จ

ภาค 9 วิธีการบรรเทาความกังวลเรื่องการเงิน






:: เนื้อหาโดยสังเขป


หนังสือ
ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่มือการดำเนินชีวิตที่มีมาตรฐานมานานนับกึ่ง
ศตวรรษเล่มนี้ จะให้ความรู้ในการมองปัญหาที่ถูกต้อง
และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออกที่ดีงามและเหมาะสมให้กับชีวิต


(จากปกหลัง)
http://www.se-ed.com/eShop/Book/BookDetail.aspx?CategoryId=0&No=9789745290549
.................................................



หน้าที่ทัดไว้  ๑๐๑, ๑๐๕, ๑๐๗, ๑๒๙, ๑๔๓, ๑๔๕, ๑๔๙, ๑๕๗, ๑๕๙, ๑๖๔, ๑๗๐, ๑๗๓, ๑๗๕, ๒๐๑, ๒๓๙, ๒๔๓, ๒๕๑, ๒๗๐, ๒๙๘, (ดูทั้งสองหน้าเลย หน้าคู่ เพราะไม่รู้หน้าไหนแน่ และอาจยาวไปอีกหลายหน้า)

เฉพาะที่ไว้เตือนสติตัวเอง

///สรุปภาค ๑
ความจริงพื้นฐานที่คุณควรรู้เกี่ยวกับความกังวล

กฎข้อที่ ๑
ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงความกังวล ทำในสิ่งที่เซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ ทำ "อยู่กับปัจจุบัน อย่ากังวลถึงอนาคต มีชีวิิตอยู่กับวันนี้ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน"

กฎข้อที่ ๒
ความยุ่งยากที่จะมีในเวลาถัดมา มันจะต้อนให้คุณจนมุม พยายามนึกถึงสูตรมหัศจรรย์ของ วิลลิส เอช. แคร์เรียร์
ก. ถามตัวเองว่า "จะเกิดสิ่งเลวร้ายอะไรขึ้น ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้?"
ข. เตรียมจิตใจเพื่อยอมรับความเลวร้าย ถ้าจำเป็น
ค. แล้วพยายามแก้ไขสิ่งเลวร้ายอย่างมีสติ ซึ่งคุณมีจิตใจที่เตรียมพร้อมจะยอมรับอยู่แล้ว

กฎข้อที่ ๓
เตือนตัวเองไว้ว่า ราคาแพงลิ่วที่คุณต้องจ่ายสำหรับความกังวลในเรื่องของสุขภาพ "นักธุรกิจผู้ไม่รู้วิธีจัดการกับความกังวล มักจะเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร"

...

///สรุปภาค ๒
วิธีพื้นฐานในการวิเคราะห์ความกังวล

กฎข้อที่ ๑
ยอมรับความจริง จำไว้ว่าคณบดีฮอกส์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า "ครึ่งหนึ่งของความกังวลในโลกนี้ มีสาเหตุจากผู้คนพยายามตัดสินใจก่อนที่จะมีความรู้อย่างเพียงพอเป็นฐานในการตัดสินใจ"

กฎข้อที่ ๒
หลังจากที่ชั่งน้ำหนักความจริงทั้งหมดอย่างระมัดระวังแล้ว ก็ตัิดสินใจ

กฎข้อที่ ๓
ทันทีที่การตัดสินใจมาถึง จงทำด้วยความระมัดระวัง นำเรื่องยุ่งออกจกการตัดสินใจ และเอาความกังวลทั้งหมดออกไปจากผลลัพธ์

กฎข้อที่ ๔
เมื่อคุณหรือเพื่อนถูกหลอกล่อด้วยความกังวลเกี่ยวกับปัญหา เขียนคำถามออกมา และตอบคำถามดังนี้

ก. ปัญหาคืออะไร?

ข. สาเหตุของปัญหาคืออะไร?

ค. การแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดคืออะไร?
ง. การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคืออะไร?

...


///สรุปภาค ๓
หยุดความกังวลก่อนที่มันจะหยุดคุณ

กฎข้อที่ ๑
กำจัดความกังวลออกไปจากจิตใจ โดยการทำตัวให้ยุ่งวุ่นวาย การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เป็นการบำบัดที่ดีที่สุด

กฎข้อที่ ๒
อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย อย่าปล่อยให้สิ่งเล็กน้อย ซึ่งเป็นเสมือนมดปลวกแห่งชีวิตเข้ามาทำลายความสุขของคุณ

กฎข้อที่ ๓
ใช้กฎของค่าเฉลี่ยแห่งความน่าจะเป็นเพื่อกำจัดความกังวล ถามตัวเองว่า "สิ่งที่คุณกำลังวิตกกังวลอยู่นั้น มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงมากแค่ไหน?"

กฎข้อที่ ๔
ยอมรับกับสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือหลีกเลี่ยงได้ ถ้าคุณรู้จักสภาพการณ์ ซึ่งเกินกำลังที่คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ จงบอกกับตัวเองว่า "มันจะต้องเป็นเช่นนั้น มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้"

กฎข้อที่ ๕
วางคำสั่ง "หยุดการสูญเสีย" ลงในความกังวล จงตระหนักว่าความกังวลนั้นด้อยค่าเพียงใด และกำจัดมันออกไปตลอดกาล

กฎข้อที่ ๖
ปล่อยให้อดีตผ่านไป อย่ารอคอยสายน้ำที่ไหนผ่านไปแล้ว

...



///สรุปภาค ๔
๗ แนวทางเพื่อสร้างทัศนคติ ที่จะนำคุณไปสู่ความสงบสุข

กฎข้อที่ ๑
เติมจิตใจของเราให้เต็มด้วยความคิดเกี่ยวกับความสงบ ความกล้าหาญ สุขภาพและความหวัง เพราะ "ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับความคิดที่เราคิดให้มันเป็น"

กฎข้อที่ ๒
อย่าพยายามล้างแค้นศัตรูของเรา เพราะว่าถ้าเราทำเช่นนั้น เราจะได้รับความเจ็บปวดมากกว่าคนที่พวกเราหยิบยื่นให้ "อย่าเสียเวลาแม้แต่นาทีคิดถึงคนที่เราไม่ชอบ"

กฎข้อที่ ๓
ก. แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับความอกตัญญู จงคาดหวังเกี่ยวกับมัน จำไว้ว่า พระเยซู รักษาคนเป็นโรคเรื้อน ๑๐ คน ภายใน ๑ วัน และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ขอบคุณท่าน แล้วทำไมเราจะคาดหวังความกตัญญูรู้คุณ มากไปกว่าที่พระเยซูได้รับเล่า?
ข. จงจำไว้ว่าหนทางเดียวเท่านั้นที่จะค้นพบความสุขคือ ไม่คาดหวังความรู้คุณ แต่จงมีความสุขจากการให้
ค. จงจำไว้ว่าความกตัญญูคือ "การบ่มเพาะ" ให้เป็นนิสัย ดังนั้นถ้าพวกเราต้องการให้ลูก ๆ เป็นคนรู้จักบุญคุณ พวกเราต้องฝึกสอนให้พวกเขาเป็นคนรู้จักบุญคุณ

กฎข้อที่ ๔
น้อมรับคำอำนวยพร อย่ายึดติดกับปัญหา

กฎข้อที่ ๕
อย่าพยายามเป็นคนอื่น จงหาตัวเองให้พบและจงเป็นตัวของตัวเอง เมื่อ "ความริษยา คือ การไม่ใส่ใจ" และ "การเลียนแบบ คือ การฆ่าตัวตาย"

กฎข้อที่ ๖
เมื่อโชคชะตายื่นมะนาวให้พวกเรา พยายามทำน้ำมะนาวกันเถอะ

กฎข้อที่ ๗
ลืมความทุกข์ของพวกเราเสีย โดยการพยายามสร้างความสุขเล็กน้อยให้แก่ผู้อื่น "เมื่อคุณทำดีต่อผู้อื่น คุณกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง"


...



///ภาค ๕ ไม่มีสรุป มีบทเดียว
แนวทางที่สมบูรณ์แบบเพื่อต่อสู้กับความกังวล
เมื่อใดที่ไร้ซึ่งคนรับฟัง จงนั่งลง คุกเข่า เงยหน้า แล้วเล่าสู่พระเจ้า ท่านอยู่เคียงข้างเราเสมอ

...

///สรุปภาค ๖
รักษาความกังวลจากการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร?



กฎข้อที่ ๑
การวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ยุติธรรม คือ คำประจบประแจงที่เสแสร้งอยู่เสมอ มันเป็นแนวทางที่ปลุกให้เกิดความอิจฉาและริษยา จำไว้ว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว



กฎข้อที่ ๒
ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ หยิบร่มคันเก่าขึ้นมาเพื่อกันฝนแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ จากการด่าว่าลับหลังออกไปเสียให้พ้น



กฎข้อที่ ๓
ทำการจดบันทึกเรื่องโง่เขลาที่เราทำและการวิพากษ์ตัวเองเอาไว้ เนื่องจากพวกเราไม่สามารถคาดหวังความสมบูรณ์แบบ จงทำสิ่งที่ อี. เอช. ลิตเติล ทำ ถามหาคำวิจารณ์ที่ไม่ลำเอียง เต็มไปด้วยความช่วยเหลือในแนวสร้างสรรค์


...



///สรุปภาค ๗
๖ แนวทางในการป้องกันความเหนื่อยอ่อนและความกังวล





กฎข้อที่ ๑
พักก่อนที่จะเหนื่อย





กฎข้อที่ ๒
เรียนรู้การผ่อนคลายในการทำงานของคุณ





กฎข้อที่ ๓
ถ้าคุณเป็นแม่บ้าน ปกป้องสุขภาพด้วยการผ่อนคลายที่บ้าน



กฎข้อที่ ๔
ประยุกต์ใช้นิสัยการทำงานที่ดี ๔ อย่าง



ก. จัดการกระดาษทุกอย่างบนโต๊ะทำงาน ยกเว้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่กำลังจัดการอยู่ในปัจจุบัน
ข. ทำทุกสิ่งตามลำดับความสำคัญ
ค. เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา ให้แก้ปัญหาในเวลานั้น ถ้าคุณมีข้อเท็จจริงที่จำเป็นในการตัดสินใจ
ง. เรียนรู้เพื่อการจัดระบบ ทำการแทน และอำนวยการ




กฎข้อที่ ๕

เพื่อป้องกันความกังวลและความเหนื่อยอ่อน สร้างความกระตือรือร้นให้เกิดกับการทำงานของคุณ







กฎข้อที่ ๖

จำไว้ ไม่มีใครตายจากการอดนอน แต่ความกังวลเกี่ยวกับการนอนไม่หลับต่างหากที่ทำอันตรายต่อเรา ไม่ใช่อาการนอนไม่หลับ


...





///ภาค ๘ ไม่มีสรุป มีบทเดียว
ค้นหางานที่คุณจะมีความสุข และประสบความสำเร็จ

ความวิตกกังวล ความเศร้าเสียใจ และอารมณ์ขุ่นมัว ความคับข้องใจ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากหน้าที่การงานที่เราอุทิศตนให้

อย่าเลือกงาน ตามความต้องการของครอบครัว (พ่อแม่)
อย่าเลือกงาน ตามความนิยม ในกลุ่มเพื่อนหรือสังคม
อย่าเลือกงาน เพราะเห็นแก่ความเจริญก้าวหน้าในวงสังคมและรายได้
อย่าเลือกงาน เพราะความเท่ ความโก้หรู ดูเหนือกว่าบุคคลอื่น
ขอให้เลือกตามความชอบ ความสามารถ และใจรัก อยู่กับมันได้ตลอดเวลา และข้อจำกัดส่วนตัว เช่น โรคประจำตัว กลับบ้านดึกไม่ได้ เิดินทางไม่ได้


...







///ภาค ๙ ไม่มีสรุป มีบทเดียว
วิธีการบรรเทาความกังวลเรื่องการเงิน

หลักการในการจัดการเงินของเราคืออะไร? พวกเราจะเริ่มทำงบประมาณและวางแผนได้อย่างไร? นี่เป็นกฎ ๑๑ ข้อ

กฎข้อที่ ๑ เขียนความจริงลงบนกระดาษ
ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณแนะนำว่า พวกเราควรทำบัญชีที่ชัดเจน ของการใช้เงินที่ใช้ไปจริงทั้งหมด สำหรับระยะเวลาอย่างน้อย ๑ เดือน ถ้าเป็นไปได้สัก ๓ เดือน มันจะเป็นบันทึกที่ชัดเจนว่าเงินของเราเดินทางไปที่ไหนบ้าง เราสามารถตั้งงบประมาณได้

กฎข้อที่ ๒ ปรับปรุงงบประมาณที่เหมาะสมกับความจำเป็นของคุณจริง ๆ
ซื้อหาสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ใช่ซื้อเพื่อความพอใจ

กฎข้อที่ ๓ เรียนรู้เพื่อใช้จ่ายอย่างฉลาด มีเหตุมีผลที่สมควร

กฎข้อที่ ๔ อย่าเพิ่มอาการปวดหัวด้วยรายได้ของคุณ
อย่าครุ่นคิดหมกมุ่นอยู่กับการสรรหาวิธีที่จะเพิ่มรายได้ แต่จงหาวิธีที่จะใช้เงินที่มีอยู่ให้พอ

กฎข้อที่ ๕ พยายามสร้างความน่าเชื่อถือในกรณีที่คุณจำเป็นต้องกู้เงิน
ความน่าเชื่อถือทางการเงินและหนี้สิน เป็นเรื่องสำคัญในการพิจารณาเรื่องนี้

กฎข้อที่ ๖ ปกป้องตัวเองจากความเจ็บป่วย และการใช้จ่ายฉุกเฉิน
อย่าได้ชื่อว่า ทำงานหาเงินไว้ให้แพทย์ หรือจ่ายค่าซ่อมแซมสารพัดเรื่อง

กฎข้อที่ ๗ สอนลูก ๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อการใช้เงิน
สอนลูกให้รู้จักค่าของเงิน รู้จักการใช้เงินให้เป็น เราสอนกันได้ตั้งแต่เตรียมอนุบาล

กฎข้อที่ ๘ ถ้าคุณเป็นแม่บ้าน คุณสามารถหารายได้พิเศษจากการทำครัวของคุณ
การเป็นแม่บ้านนอกจากการใช้จ่ายอย่างประหยัดแล้ว คุณอาจหารายได้พิเศษจากการทำขนม อาหารว่าง ขายให้กับคนในละแวกบ้านหรือเพื่อนร่วมงาน (ถ้าคุณไปทำงานนอกบ้าน) หรือทำอาหารส่งตามบ้านก็ได้

กฎข้อที่ ๙ เชื่อไหม มันไม่มีกฎข้อที่เก้าว่ะ (ใครไม่เชื่อ ไปซื้อหนังสือเขาดูเลย เรายังงง????!)

กฎข้อที่ ๑๐ อย่าเล่นการพนัน อย่าข้องเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย
จำไว้ ท่องให้ขึ้นใจ ไม่เคยมีใครได้ดีและมั่งคั่งขึ้นมาอย่างแท้จริง จากการพนันหรืออบายมุข การดำเนินชีวิตอย่างสุจริตเท่านั้น ที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่มั่นคงและมีความสุขอย่างแท้จริง

กฎข้อที่ ๑๑ ถ้าเราไม่สามารถจะแก้ไขสถานการณ์ด้านการเงินของเราได้ จงสร้างความรู้สึกที่ดีด้วยตัวของเราเอง หยุดความไม่พอใจกับสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

......................................
เฮ้อ...
เสร็จสักที

เดี๋ยวจะไปซื้อเล่มจริงมาเก็บไว้ด้วย (ต้นฉบับที่ดูอยู่ เป็นหนังสือของหอสมุด มศว ยืมมา
ตัด
ความกังวลแล้วเริ่มต้นชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา = How to stop worrying and
start living / เดล คาร์เนกี้, เขียน ; ธรรมคุปต์ พานวศิน :
บก.แปลเรียบเรียง.
by คาร์เนกี, เดล.
กรุงเทพฯ : เดลฟี, [2549]
ISBN: 
9745290548
Description: 
304 หน้า : ภาพประกอบ.
Contents: 
ภาค 1 ความจริงพื้นฐานที่คุณควรรู้เกี่ยวกับความกังวล หน้า 19
ภาค 2 วิธีพื้นฐานในการวิเคราะห์ความกังวล หน้า 63
ภาค 3 หยุดความกังวลก่อนที่มันจะหยุดลง หน้า 81
ภาค 4 7 แนวทางเพื่อสร้างทัศนคติที่จะนำคุณไปสู่ความสงบสุข หน้า 139
ภาค 5 แนวทางที่สมบูรณ์แบบเพื่อต่อสู้กับความกังวล หน้า 221
ภาค 6 รักษาความกังวลจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร หน้า 235
ภาค 7 6 แนวทางในการป้องกันความเหนื่อยอ่อนและความกังวล หน้า 255
ภาค 8 ค้นหางานที่คุณจะมีความสุขและประสบความสำเร็จ หน้า 293
ภาค 9 วิธีการบรรเทาความกังวลเรื่องการเงิน หน้า 299
Add Author: 
ธรรมคุปต์ พานวศิน.
Subject: 
การดำเนินชีวิต.
ความสุข.
ความวิตกกังวล.
Add to my list 
Copy/Holding information
LocationCollectionCall No.BarcodeStatusDue Date 
Central Libraryชั้น 4158.1 ค336ต31011104226741Checked out16/07/2552Request Copy
Ongkharak Libraryชั้น5BF575.W8 ค336 254931011002270981On shelf Request Copy

)



รักหนังสือเล่มนี้มาก ๆ อ่ะ

ขอบอกว่า นี่คงเป็นขั้นพื้นฐานที่เราควรทำก่อน นั่นคือ ดัดความกังวลซะ
 



















Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม