วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฆ่าตัวตาย

ไอเดียเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเราได้จากที่คุยกับคุณป๋าเมื่อสองวันก่อน (เราคุยกับคุณป๋าทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องชีวิต หรือเรื่องผู้ชาย สารพัดเรื่องคุยได้หมด ซึ่งป๋าก็ไม่เคยว่าเรา ยกเว้นเรื่องเรียน ก๊าก... บอกแค่ว่าให้ไปสู้เท่านั้นแหละ)



...........................



เวลาที่คุณพูดกับคนอื่น ว่า "อยากตาย"



แน่นอน ทุกคนต้องระแวงแล้วว่าคุณอาจจะฆ่าตัวตาย



และเชื่อว่าทุกคนจะบอกคุณว่า

"อย่าเลย การฆ่าตัวตายเป็นบาปหนักมาก"



แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

เพราะอะไรน่ะเหรอ



ก็เพราะว่ามันไม่มีทางออก หรือไม่มีแม้แต่ทางเลือกให้เขาเลือกไป



เพราะถ้ามี เขาคงเลือกที่จะไปทางเหล่านั้นมากกว่าที่จะตาย



เราขอสรุปก่อนแล้วกันว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก

ยังไงซะ อย่าทำเลย ขอร้องว่าอย่าทำ


(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ถ้าไม่เชื่อ หรือไม่แน่ใจ ช่วยเอาข้อมูลไปตรวจสอบให้ด้วย เพราะเราฟังมางี้ และบางส่วนเราอ่านมา)

แบบที่ ๑ รู้มาจากการอ่านเรื่องสแกนกรรม ฆ่าตัวตาย คือ การทำให้ตายก่อนถึงเวลาตายจริง เนื่องจากยังมีอายุเหลือ ก็เลยทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ ต้องอยู่ตรงที่ที่ตายไปจนกว่าอายุจริงจะหมด หรือจนกว่าจะมีญาติทำพิธีเชิญวิญญาณไป ซึ่งไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเชิญวิญญาณไปได้ ถ้าไม่มีใครทำให้ก็คือต้องอยู่ตรงนั้นไป (ยิ่งกว่าติดคุกอีก)

แบบที่ ๒ อันนี้ป๋าเล่า ว่าฟังมาอีกต่อ ขอไม่ใส่แหล่งอ้างอิง เพราะเราไม่ได้ฟังมาตรง ๆ ป๋าบอกว่า คนที่ฆ่าตัวตาย จะไม่มีทางได้รับส่วนกุศลจากการตักบาตรทำบุญตามปกติ ถึงญาติจะทำบุญไปให้มากมายมหาศาลแค่ไหน ผลบุญเหล่านั้นก็ไม่มีทางมาถึงผู้ที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งจะต้องอดอยากลำบากมาก (แย่กว่ายากจนอีก) ทำอะไรก็ไม่ได้ จะได้รับบุญได้ก็แค่จากการที่คนอื่น (ผู้ที่สามารถ) ทำการภาวนาบุญให้ (ประมาณต้องนั่งวิปัสนา ทำนองนี้หรือเปล่า หรือเราจำคำผิด แต่ประมาณนี้แหละ) ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ ไม่ได้ทำได้ทุกคน ถ้าไม่มีใครที่สามารถมาทำให้ ก็ทรมานไปจนหมดอายุขัยจริงนั่นแหละ



รู้แค่นี้ก็หลอนแล้ว แย่กว่าจนกว่าติดคุกอีก



แต่คนหลายคนก็ยังเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

วันก่อนฟังข่าวเด็ก ที่กระโดดตึกที่ ร.ร. อันนี้สะเทือนใจมาก แล้วพอวันรุ่งขึ้นเจอเพื่อนที่เป็นพยาบาล เพื่อนเล่าให้ฟัง ว่ามีคนไข้ที่ป่วยด้วยอาการทางจิต จะมากระโดดตึกที่โรงพยาบาล (เลียนแบบ) หมอต้องมาเกลี้ยกล่อมตั้งนาน แล้วก็ยังมีอดีตผู้นำเกาหลีใต้ ที่โดดหน้าผาตาย (เรื่องจริงเป็นไงไม่มีใครรู้นอกจากเขาเท่านั้น) ทำให้เห็นว่า ยังไงซะก็ยังมีคนฆ่าตัวตายอยู่



เหตุผลก็คงล้านแปด แต่อย่างน้อยคือ เขาอาจจะไม่รู้ เหตุผลสองแบบที่เราเล่า ซึ่งเรารู้แล้วเรากลัวมาก เพราะเราต้องการอิสรภาพ หากหลุดจากโลกนี้ แต่โลกหน้าต้องถูกจองจำ ขอทนในโลกนี้ดีกว่า เพราะเป็นคน ยังทำอะไรได้มากมาย แต่เราเข้าใจนะ ว่าการที่ทำให้คนเลือกที่จะตายมากกว่าที่จะอยู่ ส่วนใหญ่ ไม่น่ามีข้ออ้างเดียว (คือน่าจะมีหลายปัจจัยที่ประดังเข้ามา จนเขาไม่มีสติยั้งคิดมากกว่า - ยกเว้นกรณีป่วยทางจิต ที่บางทีอาจไม่มีปัจจัยอะไรให้ฆ่าตัวตายเลย แต่ก็ฆ่าตัวตาย เพียงเพราะเข้าใจว่าตัวเองบินได้ อะไรทำนองนี้) เราเดาว่าอาจจะมีลูกหนี้บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากถูกเจ้าหนี้ฆ่า (เราว่าถูกเจ้าหนี้ฆ่า ก็น่าจะดีกว่านะคะ อย่างน้อยก็ตามกรรมแหละค่ะ ยิ่งฆ่าตัวตายหนี้ก็ต้องไปชดใช้ แถมก่อนจะได้ไปชดใช้ยังต้องถูกจองจำ ณ ตรงนั้น ไปจนกว่าจะหมดอายุขัยอีก เอาว่าอย่าคิดเลยค่ะ เราก็แค่จูงใจว่าอย่าฆ่าตัวตายเลย จริง ๆ คุณอย่าสร้างหนี้เลย จะดีที่สุด)



เลิกคุยดีกว่า สรุปว่า ที่เราต้องการจะบอกคุณผู้อ่านก็คือ อย่าฆ่าตัวตายเลยค่ะ (หนีไม่พ้นค่ะ)

และไม่ต้องไปฆ่าใครตาย เราคิดว่ามนุษย์ทุกคนน่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ลำบากนัก หากมีความเกรงอกเกรงใจซึ่งกันมากกว่านี้

.......................................



หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกคน มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เป็นผลมาจากกรรมเก่า และการตัดสินใจที่จะทำอะไรลงไป (ซึ่งน่าจะเป็นกรรมใหม่ ตามความรู้สึกของเรา)

ทุกคนโดนหมด (เราเชื่อว่าทุกคน อยู่ที่ว่าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่เชื่อเท่านั้นเอง)



อย่างที่เรียนโทไม่จบสักที (ณ ตอนนี้ยังไม่จบ และไม่มีใครรู้ เราก็ไม่รู้) ก็น่าจะเป็นผลกรรมมาแต่ชาติปางไหน เราไม่ขอรู้ แต่ก็สู้อยู่ (สู้กับตัวเอง) เพราะบอกตรง ๆ ไม่อยากเรียนแล้วจริง ๆ และรู้สึกตัดสินใจผิดมาก ๆ แต่ก็ไม่คิดจะไปหาแพะ หรือโยนบาปให้ใคร เพราะมันคงเป็นวิบากกรรม มีดีมีชั่วปนกันมา (ไม่ได้ชั่วอย่างเดียว)



ขอยกเรื่องคนอื่น เพราะเรื่องของเราจริง ๆ เล่าไปบ่อยแล้ว ไม่อยากเล่า เบื่อ!



คนคนนึง ที่เรียนต่อ เพราะยังไม่อยากทำงานเต็มตัว (มีงานทำอยู่แล้ว) ซึ่งเหมือนมาเรียนชิว ๆ เพื่อจะเอาคำว่า จบปริญญาโท แต่ทำไปทำมา ทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ และคำว่าเรียน ปโท คอยตอกย้ำ ถูกคนใกล้ตัวดูถูก (ง่าย ๆ ทำไมไม่รีบ ๆ ไปทำให้จบ) ซ้ำเติม (เรียนไปทำไม เรียนแล้วก็ไม่ได้ช่วยปรับเรื่องงาน) ตลอดมา ซึ่งตัวมันกดดันมาก พอเราได้รู้ เราก็เศร้าไปกับมัน (แต่ช่วยไรไม่ได้ เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน) บางครั้งการที่ไม่รู้อะไรให้ถ่องแท้ ไม่รู้ผลดีผลเสีย ไม่รู้จักอะไรทุกด้าน ก็ทำให้ผิดหวังแบบนี้ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม พยายามศึกษาผลกระทบก่อน (ขอให้ทำความรู้จักกับข้อดี ข้อเสียของมันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกทำ จะได้ไม่ต้องมานั่งหดหู่แบบเรา) 





เราคงไม่คิดย้อนเวลา เพราะมันเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเราแนะนำใครได้ เราขอแนะนำคนที่มีอำนาจ (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ว่า

คุณควรสนับสนุนให้ลูกทำงาน (ไม่ใช่ทำเอาหน้า หรือทำเพื่อสร้างภาพ)

ให้ทำตั้งแต่เด็ก ๆ เลยจะยิ่งดี อย่างน้อยคือมัธยมควรได้ทำ

และพออยู่มหาวิทยาลัยให้ทำระดับบริษัทหรือหน่วยงานที่มีใบรับรอง




จะได้ไม่ต้องมาเป็นแบบนี้ หรือแย่กว่านี้ ตรงที่ อุตส่าห์จบตั้ง ปโท แต่ดันไม่มีประสบการณ์ เพราะสุดท้าย มันก็ตกงานเหมือนกัน



เอาว่ารู้มาว่า เรียนเก่ง จบโท*แล้ว แต่ไม่มีประสบการณ์ ตอนนี้กำลังตกงาน บ้างก็ทำได้แป๊บเดียว เพราะเข้าไปก็โดนด่าเรื่องทำงานไม่เป็น แถมถูกดูถูกอีกเพราะว่าจบโท ถ้าจบวุฒิต่ำกว่านี้ก็โดนด่าน้อยกว่านี้ มั้ง!

*= มีหลายคน จากหลาย ๆ ด้านปน ๆ กัน เท่าที่เรารู้จัก



บางทีเราว่าแต่ละบริษัท น่าจะออกข้อควรปฏิบัติเป็นหางว่าวเลยดีกว่านะ ว่าคนที่ทำงานในตำแหน่งนี้ ต้องทำอะไรได้บ้าง จะได้ลดคำว่าประสบการณ์ได้บ้าง ก๊าก... (รอให้เราตั้งบริษัทก่อนแล้วกัน) แต่โดยส่วนตัวของเรา เราชอบแบบนี้ เราชอบที่ที่มีกฎ ที่ทุกคนในฐานะเดียวกัน ต้องยึดกฎเดียวกัน เพื่อความยุติธรรมและเสมอภาค ก๊าก... ไปและ โชคดีค่ะ



ปล.ยังหายใจอยู่ก็คือโชคดีแล้วค่ะ สู้ต่อไปนะคะ เพราะขอยืนยันว่า ทุกคนมีปัญหาหมด อยู่ที่ว่า คุณจะอยู่กับปัญหาแล้วค่อย ๆ หาทางแก้ไข หรือจะหนีปัญหา เพื่อจะได้ไปเจอกับปัญหาใหม่ที่หมดหนทางแก้ไข

ถ้าเราเป็นปัญหาของใคร ก็ขอโทษด้วย ลืม ๆ เราไปซะเถอะ เพราะ ณ ตอนนี้ เรารู้ว่าเราคงทำได้แค่นี้แหละ พยายามที่สุดแล้ว (บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น) แต่เหมือนว่าความพยายามของเราจะสวนทางกันเสมอ ต่อไปถ้าไม่เห็นมีปฏิกิริยา ก็ขอให้เข้าใจตามนี้ เราขอวางเฉยแล้วดีกว่า ไม่อยากให้ใครเป็นบาป เพราะปัญหาปากท้องเรา(ไส้แห้ง)ของเราก็ยังอยู่ เราคงไม่คิดหาเหาใส่หัวเพิ่มหรอกค่ะ(ไม่เอาหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนใดใดทั้งสิ้น) บางทีทั้งหมดนี้เราอาจจะคิดไปเองคนเดียวก็ได้  เดี๋ยวก็คงจะเลิกคิดไปเอง เพราะแค่นี้ก็หลอกตัวเองมามากพอแล้ว เลื่อนลอย และไร้จุดหมาย (หมายถึงตัวเราเอง ที่ไร้จุดหมาย คงเป็นจุดหมายให้ใครไม่ได้หรอก)

โอ๊ย อีบ้า จะเครียดอะไรนักหนา แค่นี้ยังเครียดไม่พอใช่ไหม เอาให้สุด ๆ ไปเลย ให้บ้าไปเลย

วิบากกรรมของเราค่ะ (ต้องเจอสิ่งนี้กันทุกคน แต่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าทำอะไรไว้ กรรมใครกรรมมัน)

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อยากให้มี หน่วยงานนี้ในมหาวิทยาลัย (และ fix ฟอร์ม)

หนังสือเรียน (หนังสืออ่านอย่างเดียว) พอเรียนจบ ก็เหมือนจะไม่มีค่าเลยอ่ะค่ะ (บางคนสอบเสร็จ ทิ้งเลยด้วยซ้ำ) เราเลยมาคิด ๆ ดูว่าทำไม เราไม่พยายามจะต่ออายุให้หนังสือกันบ้าง (รู้ว่ามีเรื่องของธุรกิจมาเกี่ยวข้อง แต่อยากให้มองเรื่องของการประหยัดทรัพยากรกระดาษอ่ะค่ะ น่าจะดีกว่านะ เอ่อและก็ยังมีเรื่องของความถูกต้อง + ความทันสมัยของข้อมูลในหนังสืออยู่ด้วย อันนี้เข้าใจ แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ต้องเปลี่ยนหนังสือหลักทุกปีนี่ เพราะความรู้บางอย่างก็เรียนเหมือนเดิม เช่น พวกทฤษฎี พวกนิยาม มันก็ไม่ได้เปลี่ยนตามยุคตามสมัยสักหน่อย จริงป่ะ)

เอ่อ เล่าไม่ถูก จะรีบไปเขียนโค้ด แต่อยากเขียนเรื่องนี้ไว้ กลัวลืม

เอาเป็นข้อ ๆ แล้วกัน
๑. เราจำได้ว่าสมัยเราเรียน รุ่นพี่ไม่ได้ให้หนังสือเรียนครบทุกคน (พี่มีน้อยกว่า) คนบางคนที่ไม่ได้หนังสือ ก็จะน้อยเนื้อต่ำใจมาก ๆ เพราะในขณะที่เพื่อนได้หนังสือฟรี แต่ตัวเองกลับต้องซื้อเล่มละร้อยกว่าบาท และคนเราก็ไม่ได้รวยเหมือนกัน เงินเท่านี้สำหรับบางคนก็ไม่เท่าไร แต่สำหรับบางคนก็ถือว่ามากโข จะไปขอใครก็ไม่รู้ว่าใครจะมีบ้าง (ซึ่งจริง ๆ อาจจะมีคนมี แต่เขาก็ทิ้งไปแล้ว หรือไม่รู้จักกันก็เลยไม่รู้จะให้กันได้ยังไง)
๒. หนังสือระดับมหาวิทยาลัย นั้นเป็นความรู้เฉพาะด้าน (เฉพาะมาก ๆ คนไม่ได้เรียน บางทีอ่านไปก็ไม่เข้าใจ) จึงไม่สามารถเอาไปบริจาคได้ทั่วไปเหมือนหนังสือความรู้รอบตัว หรือหนังสืออ่านเล่น (บริจาคไปแล้วก็ไม่มีใครอยากได้) เราน่าจะหาทางทำให้หนังสือ มันวนอยู่ในกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ที่มีอยู่ในหนังสือนี้ (พี่เทคน้องเทค บางทีสายมันขาด เกลียดขี้หน้า น้องมันไม่อยากได้ เอาว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ - "บางที"คนสอนก็บอกว่าเปลี่ยนเนื้อหา ใช้เล่มเดียวกันไม่ได้ พอเปิดดูข้างในเล่ม มากกว่าครึ่งเหมือนกันเด๊ะ!) 
๓. บางหน่วยงาน จำเป็นต้องใช้เิงินในการขับเคลื่อนกิจกรรม ก็น่าจะหาทางทำเงินจากเรื่องแนวนี้ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย คือไม่หวังว่าจะเอาคุ้มหรอก แค่พอได้บ้าง ดีกว่าไม่ได้เลย

เราเลยอยากให้มีหน่วยงานหนึ่งในมหาวิทยาลัย รับบริจาคหนังสือเรียน ชีตซีรอกที่เป็นเล่ม (เหมือนซีรอกหนังสือมา) หรือที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการติว ฯลฯ ให้คนมาบริจาคฟรี (เข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ เพราะไม่มีใครอยากดูแลรักษาหนังสือ และเสียพื้นที่ในการเก็บหนังสือ) แต่เวลาคนอยากได้หนังสือ หน่วยงานนี้จะขายให้ (ขายขาด แต่จะเอามาบริจาคก็ได้ ถ้าไม่ต้องการแล้ว ก๊าก...) ตอนแรกเราคิดว่าน่าจะขายเล่มละ 20 บาท (ยกตัวอย่าง เราซื้อหนังสือปรัชญามาประกอบการเรียน ตอนนั้นราคาประมาณร้อยหรือไง จำไม่ได้ อ่านไปก็งง เรียนไปก็ได้บี! สับสนสิ้นดี คือเราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เราเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างดี เพื่ออะไรไม่แน่ใจ ถ้ารุ่นน้องอยากได้เรายกให้ฟรีเลย แต่ถ้ามีหน่วยงานนี้ น้องที่มาซื้อจะจ่ายเงินแค่ ๒๐ บาท และหน่วยงานนี้ก็จะได้เงินบริจาคเข้าหน่วยงาน ๒๐ บาท มันคือ ๒๐ บาทเดียวกันนะ ก๊าก...) แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยดี เพราะบางเล่มหนาบางไม่เท่ากัน คิดราคาตามน้ำหนักดีไหม (ก๊าก...) ขีดละสิบบาทอะไรทำนองนี้ ???

คือเราว่าถ้ามีคนมีหนังสือเยอะ บางทีรวมตัวกันมาทั้งเซคชั่น มาเหมาหนังสือไปให้หมดเลย (แต่ละคนจะได้เล่มไหน ใช้จับฉลากเอา ก๊าก...) เท่ากับเป็นการต่ออายุให้หนังสือด้วย ให้มันยังสามารถถูกใช้งานไปได้อีกสักระยะ (ดีกว่าทุกวันนี้ ที่เรารู้สึกว่ามนุษย์ช่างใช้กระดาษกันอย่างสิ้นเปลืองเหลือเกิน)

พูดยาก ทำก็ยาก และจะมีใครหรือไม่ทำ ก็คงไม่มีใครรู้ได้ (ถ้าที่ไหนทำบอกด้วย จะขอบคุณมาก จะเอาไปบริจาค)
แต่ที่แน่ ๆ ถ้าเราไม่รู้จะทำไงกับหนังสือเรียนเก่า ๆ หาที่บริจาคไม่ได้ภายในปีนี้ เราจะชั่งขายแน่นอน (เสียดายก็เสียดาย แต่มันไม่มีประโยชน์กับบ้านที่คับแคบของเราแล้วอ่ะ ทำไงได้)

ใครอยากได้หนังสืออะไร ลองถามเรามาได้นะ (ขี้เกียจพิมพ์ มันมีหลายเล่ม) ถ้าเรียน มศว ประสานมิตร เราจะเอาไปให้ฟรี (ปรัชญาเล่มนั้นเล่มนึงน่ะที่ให้ฟรีแน่ ๆ เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น!)

ก่อนทิ้งกระดาษ ลองคิดดูก่อนค่ะ เพราะบางทีกระดาษที่คุณเห็นว่าไม่มีค่าแล้ว ก็อาจจะยังมีค่ากับคนอื่น ๆ (หาให้เจอว่าคนอื่น ๆ คือใคร แล้วเอาไปให้เขาซะนะ เขาก็ไม่ต้องเสียตังค์ คุณก็ไม่ต้องรกบ้าน ถือเป็นการให้ทาน)
และช่วยใช้กระดาษกันอย่างประหยัด ๆ หน่อยนะ พวกชอบสร้างกระดาษเอ๊ย ก๊าก... ถ้ามีทางป้องกันการเปลืองกระดาษได้ ก็ต้องเอามาแนะนำให้ทั่ว ๆ กัน แถมพวกแบบฟอร์มที่ห้ามผิดแบบเลยอะไรทำนองเนี่ย ได้โปรดกรุณาเมตตาปราณีช่วยมีตัวอย่างเป็นไฟล์ให้เลยจะดีมาก (จริง ๆ น่าจะมีไฟล์ที่แบบไม่สามารถเคลื่อนย้าย เอ้ย ขยายในแนวกว้างได้ เพราะว่าถูก fix ขอบเขตไว้แล้วทุกทาง จะปรับเองใหม่ไม่ได้ แต่จะให้ขยายได้แค่ทางยาว ตำแหน่งต่าง ๆ ถูก mark ไว้แบบถาวร จะได้ไม่ต้องมานั่งวัดขนาด หรือกะตามรายละเอียดที่บอก ให้ต้องกะผิดกะถูก ปริ้นท์แล้วปริ้นท์อีกให้เสียกระดาษเป็นเข่ง ๆ กว่าจะถูกหมดทั้งเล่ม ก๊าก... เหมือนอาชีพหนึ่งที่สร้างกระดาษเสีย ๆ มากมายก่ายกอง ก็คือ ... ไปเติมเอาเองเถอะ เฮ้อ...)  

ไปแล้ว ก๊าก... เดี๋ยวเขียนโค้ดไม่เสร็จ ว่าจะฝึกอีกหลายอย่างเลยทีเดียวเชียว
คิดดี พูดดี ทำดี โชคดีค่ะ

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บทสรุป บ้าบ้าบอบอ เรื่องเกณฑ์ในการทิ้งสิ่งต่าง ๆ และเรื่องเสื้อ

เราเก็บห้อง ยังไม่เสร็จ
(แล้วจะมาโพสต์ทำบ้าอะไร)

นั่นดิ!?

ที่ยังไม่เสร็จเพราะลังเลว่าจะทิ้งดี หรือจะเก็บดี

แต่ตอนนี้เราตัดสินใจได้แล้วว่า
จะทิ้งให้หมด
(เด็ดเดี่ยวมาก)

ตราบใดที่ยังมีร้านหนังสือ มีห้องสมุด มีเน็ต มีเพื่อน มีเครือข่าย มีบริการช่วยเหลือ ฯลฯ
ตราบนั้นเราก็ยังมั่นใจว่า มันต้องยังมีหนทางที่จะหาข้อมูลพวกนี้ได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง หาได้โดยที่เราไม่ต้องลำบากมากมายนัก (หรือถึงหาไม่ได้อีกแล้ว ก็ชั่งหัวมัน ก็คิดซะว่าเราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น จะได้สบายใจ ก๊าก...)

ครั้งนึงจำได้ ตอนนั้น ป.ตรี ปี๓ ก่อนนั้นเราเคยสะสมโบชัวสวย ๆ ไว้เป็นลัง เก็บไว้เป็นปี ๆ
วันนึงบ้า ๆ เอาขายของเก่า เพราะเห็นมันรกมาก
วันรุ่งขึ้นอาจารย์สั่งทำโบชัว
กรี๊ดมาก เสียดายแบบ
แต่คิดอีกที ก็ช่างมัน
สุดท้ายเราก็ทำงานส่งได้ โดยไม่ต้องมีพวกมันเป็นแบบ
(เพราะถึงมี เราก็ไม่ดู เรามีหัวสมองเป็นของตนเอง)
เก็บไว้ให้รกอย่างเดียว
จำได้ว่า ดูในเน็ตสองสามรูป แล้วก็มานั่งคิดเองอยู่ดี
ดังนั้นมีเป็นลัง ก็เท่านั้น ถ้าไม่คิดว่าจะดูหรือเอาตามอยู่แล้ว


บางอย่างที่เราสะสมไว้ เราไม่เคยแตะมันอีกเลย
หนังสือหนังหา แพง ๆ ให้อ่านตอนนี้ก็ไม่อ่านแน่ ๆ เซ็งว่ะ

มีใครเป็นแบบเราบ้างป่ะ สะสมของไว้นานมาก (แต่ก็น่าจะน้อยกว่าบางคนว่ะ)

ตอนนี้เรามีเกณฑ์ในการเก็บสะสมของ (ของ หมายถึง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ของใช้ เสื้อผ้า หนังสือหนังหา บ้าบอคอแตก) แล้ว
๑. ของชิ้นไหนก็ตาม ถ้ามั่นใจว่าจะไม่ได้ใช้มันภายในอีก ๑ ปีข้างหน้า ให้ทิ้งได้เลย
๒. ของชิ้นไหนก็ตาม ถ้ามั่นใจว่า ๑ ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้แตะมันเลย ให้ทิ้งได้เลย
๓. อย่าเอาของใหม่เข้า ถ้าหากของเก่ายังไม่ได้เอาออกไป (เสื้อผ้า)
๔. ถ้าคิดว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็เอาไปบริจาคซะ ไม่ต้องเก็บไว้เอง
๕. หนังสือในช่วงชั้นที่ยังเรียนไม่จบ อย่าเพิ่งทิ้ง กลัวเรียนไม่จบ แล้วต้องเรียนใหม่ ก๊าก... แต่ถ้าจบมาแล้ว ก็ทิ้งไปได้เลย อย่าเสียดาย (ถ้ามีคนขอก็ยกให้เขาไปได้เลย ให้ไปให้หมด อย่างก อย่าคิดว่าจะได้ใช้อีก ขอบอกว่า ยาก... ถ้าต้องการใช้ ก็แค่ตามไปเอาจากคนที่ขอไป หรือไปติดต่อคนที่เรียนอยู่ ยืมซีรอก หรืออะไรก็ว่าไป ไม่ต้องเก็บเอง เพราะว่าไม่คุ้มเซ็ง ยกเว้นบ้านคุณจะใหญ่เป็นศาลาการเปรียญ ถ้าใหญ่ขนาดนี้ เก็บไว้เหอะ มีเท่าไรก็เก็บไว้เหอะ ตามสบาย!) ((ข้อนี้เคยเห็นเพื่อน มันโคตรซวยอ่ะ ขอใช้ชื่อปลอม ๆ ก มันตัดต่อวีดิโองานให้ ข แล้วพอตัดเสร็จ มันแค่ไรท์ลงแผ่นดีวีดี ๑ แผ่น เพื่อเตรียมส่งอาจารย์ แล้วมันก็ลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับวีดิโอนี้ออกจากเครื่องหมดเลย เหลือแต่ฟุตเทจดิบ ๆ ในแผ่นดีวีดี แต่วันที่ ก เอาดีวีดีไปให้ ข ส่งอาจารย์ มันสองคนดันทะเลาะกัน ข มันหักดีวีดี เท่านั้นแหละ นึกถึงชะตากรรมไอ้ ก ได้เลย น่าสงสารมาก ๆ อ่ะ ทำใหม่หมด มีอีกคน ไอ้ ค ทำงานวีดิโอตัวเอง แล้วเสร็จก็ลบหมด อาจารย์เปิดแผ่นไม่ได้ ให้เราตามมันเพราะมันกลับบ้านนอกไปแล้ว พอเราโทรติด มันตกใจ กลับมา กทม มาเริ่มถ่ายใหม่หมดเลย เพราะไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย อนาถามาก ๆ ดังนั้นระวังให้ดี! เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน)
๖. อย่าซีรอก เพราะคิดว่าจะเอามาอ่าน เพราะทุกวันนี้ ที่ซีรอกมาก เราก็ไม่เคยอ่าน (ทีสิสประมาณ ๒๐ เล่ม เห็นแล้วก็เป็นลม ไม่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้ ซีมาไมไม่รู้ให้เกะกะบ้าน แต่จะทิ้งก็เสียดายเงิน และ กลับไปอ่านข้อ ๕ เรายังติดกับเกณฑ์ข้อ ๕)
๗. ประกาศบอกเพื่อนฝูงและใคร ๆ ก็ตามที่คิดจะซื้อของขวัญให้เรา โปรดกรุณาจงอย่าซื้อของขวัญให้เรา เพราะส่วนใหญ่เราไม่ค่อยถูกใจเลย ขอบอก ๆ ไม่ต้องซื้อ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันแก่ วันอะไรก็ตาม ไม่ต้องซื้อมาให้ แค่โผล่มาให้เราได้เจอะเจอแบบตัวเป็น ๆ มาร่วมแชร์ค่าข้าว (หรือจะเลี้ยงข้าวเราเลย เอิ๊ก ๆ) เราก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรมาฝากทั้งสิ้น ขอร้อง (บ้านรก และเกรงใจ ไม่อยากให้สิ้นเปลือง ถึงเต็มใจให้ ก็ไม่เอา แต่ถ้ารบเร้าให้เอา ก็จะรับไว้ ไม่ให้เสียน้ำใจ แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะทำไง และถ้าใครอยากได้อะไร ก็ลองถามมา ถ้าเรามีแล้วมันตรงตามข้อ ๔ เราจะยกให้ฟรีเลย)

พอแค่นี้ เพราะคิดไม่ออกแล้ว
ถามกูรูไว้สองข้อ ยังไม่ได้ปิดคำถาม ใครว่างไปตอบให้หน่อยนะ ก๊าก...
























pranitee


10

3

10/5/2009










pranitee


10

4

4/5/2009

.........................
ของแถม
อยากแถมเรื่องเสื้อผ้า

คุณ ๆ มีเกณฑ์ในการเลือกซื้อเสื้อผ้ากันยังไงคะ
เรามีเกณฑ์คือ
๑. ต้องราคาไม่แพงเกินความรู้สึกของเรา
๒. ส่วนใหญ่ซื้อของตลาดนัด ราคาไม่เกิน ๑๙๙ ถ้าแพงกว่านั้นใส่แล้วจะคัน! ก๊าก...
๓. ไม่เอาแบรนด์เนม (ขอเน้นว่า หลัก ๆ คือที่มาจากเมืองนอก เรายิ่งแบน) เพราะแบรนด์เนม เป็นอะไรที่... อยากจะใช้คำว่า ทำลายระบบเศรษฐกิจ ??? (เอาน่า คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก) เรื่องคุณภาพเราไม่เถียงว่าดี เริด ประเสริฐศรี แต่มันเกินไป (สำหรับคนฐานะแบบเรา - เรียกว่า เจียมตัว ดีกว่าจนแล้วยังสะเออะทำเป็นรวย)
๔. ต้องไม่ตามแฟชั่นในยุคนั้น (ประดุจหลุดมาจากแคทวอกที่มิลาน - ไอ้นี่เราใช้แซวเพื่อนสนิทเรา ก๊าก...) เพราะว่า ไม่อยากเป็นจุดเด่น (คนเห็นว่าทุเรศเด่น แบบหน้าไม่ให้แล้วยังสะเออะใส่อีก) หรือถ้าไม่ล้ำนำสมัยจริง ๆ (ออกแนว เป็นแฟชั่นเมื่อชาติที่แล้ว) หรือ แต่งแล้วไม่เข้ากับบริบทหรือสถานการณ์ ถึงตามแฟชั่นไป ก็ชวนอนาถใจมากกว่าน่ามอง จริงป่ะ
๕. ชอบ มีเงิน ก็ซื้อ, ไม่ชอบ มีเงิน ก็ไม่ซื้อ, ชอบ ไม่มีเงิน ก็ไม่ซื้อ, ไม่ชอบ ไม่มีเงิน ก็ยิ่งโอเค ไม่ต้องซื้อ

ล่าสุด เรามีเกณฑ์เพิ่มเติม
เป็นเกณฑ์ในการกำจัดเสื้อผ้า
ขอต่อข้อ ของเดิม
๖. ใส่แล้วต้องไม่โป๊ (ที่ผ่านมาก็ไม่ซื้อโป๊นะ เพราะ ไม่มีอะไรจะโชว์อยู่แล้ว) แต่ในที่นี้คือ ต้องไม่รัดรูปเป็นแหนม ที่มีสมอกด้านหน้า เราเอาออกหมดเลย ถ้าเอาออกแล้วจะเสียทรง เราบริจาคหมดเลย
   - แขนกุด
   - คอกว้าง
   - ใส่แล้วทำท่าจะหลุด ๆ ตลอดเวลา (ตอนซื้อไม่รู้ พอใส่แล้วเป็น ก็จะไม่ใส่อีก เขวี้ยงไปเป็นผ้าขี้ริ้วทันที ร้อยเก้าสิบเก้าก็เหอะ)
   - รัดติ้วเป็นแหนมป้าย่น
   - มีรู (ไม่ใช่ขาด แต่ดีไซน์เป็นรู ๆ)
๗. ผ้าหนามาก (ร้อนตับแตก)
๘. มีลูกไม้ เช่น ตรงปลายแขนเสื้อ เพราะถ้าลูกไม้โดนตัวตอนเหงื่อออก จะคันมาก
๙. ไม่ซื้อเสื้อยืดที่ใส่แล้วเท่าตัวพอดี (จริง ๆ เป็นคนไม่ชอบเสื้อยืดเลย ไม่ชอบเพราะว่าใส่แล้วตัวเล็ก และผ้ายืดมันติดตัว ใส่ได้แต่ไม่ค่อยชอบ)
๑๐. สีขาว เพราะมันเปื้อนง่าย
๑๑. ผ้ายีนส์ อึดอัด คิอไม่ชอบเอง แต่ชอบดูคนอื่นใส่ (อ้าวอีนี่ ไอ้โรคจิตเอ๊ย)
๑๒. ต้องใส่ครอบหัว (ชอบแบบติดกระดุมหน้า หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ได้ใส่ครอบหัวลงมา) เพราะมันจะโดนหน้า เจ็บหน้า เดี๋ยวสิวแตก (ก๊าก...)

พอแล้ว

เออ มีแบบที่ชอบใส่ต่อด้วย (จดในบันทึก เจออีกหน้า) ไม่ใส่ข้อแล้วกัน เริ่มงงตัวเอง
- ผ้าฝ้าย เราชอบผ้าฝ้าย (ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล)
- ตัวโต ๆ ใส่แล้วมีสเปช เพราะไม่ชอบเสื้อผ้าที่อึดอัด เราจึงชอบเสื้อผ้าที่ใช้ผ้าเยอะ ๆ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วทำให้ดูตัวใหญ่ ทำให้เรามีพื้นที่รอบตัวมากขึ้น (ท่าจะบ้า)
- มีกระเป๋า (เราชอบพกทิชชู กระเป๋าเงิน ดังนั้นอยากให้มีกระเป๋าที่เสื้อผ้าเลย)

แต่ก็นะ บางทีเราอาจจะ ตามกฎ หรือฝืนกฎก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจของเรา ก๊่าก...

เล่าต่อนิด
ในกรณีของคุณผู้ชาย
เรามีความคิดนึง ดูจากป๋า จากพี่ชาย (ลูกพี่ กรี๊ด ๆ เขากำลังจะแต่งงานแล้ว อิจฉา ๆ ก๊าก) และเพื่อน ๆ ที่เป็นผู้ชาย จะชอบใส่แบรนด์เนม ซึ่งในความคิดเรา เราคิดว่าผู้ชายใส่แบรนด์เนม ไม่แปลก เพราะว่าผู้ชายจะไม่ค่อยมีการประดับประดาบ้าบ้าบอบอคอแตก เหมือนผู้หญิง (ที่นอกจากเสื้อ กระโปรง แล้วยังต้องมี ถุงมือ ถุงน่อง รองเท้า กระเป๋า สร้อย ต่างหู แหวน กำไลมือ กำไลเท้า ทรงผม กิ๊บ คาดผม หมวก แต่งหน้าทาเครื่องสำอาง ฯลฯ โอ๊ยล้านแปด ที่เปลี่ยนได้ทุกวัน ไม่ว่าพวกหล่อนจะเจอะเจอมันที่ไหน หากถูกใจก็จะซื้อทันที ใช้สองวันทิ้ง อะไรก็ว่าไป ดังนั้นจึงซื้อถูกแพง ก็ไม่ค่อยน่าเกลียด - เนื่องจากมูลค่ารวมกันแล้วประมาณล้านเจ็ด บางคนประมาณค่าไม่ได้ เพราะมหาศาล!) แต่คุณผู้ชายมีแค่เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า จะมีอีกนิดหน่อยก็ไม่มาก ไหน ๆ มีนิดเดียวก็ซื้อให้ดีเริดไปเลย เราเชื่ออีกอย่างว่ะ ว่านอกจากเรื่องของคุณภาพที่ดีกว่าแล้ว ตัวยี่ห้อเสื้อผ้าเอง ก็มีส่วนทำให้สายตาคนภายนอกประเมินผู้สวมใส่ให้อยู่ในเกรดที่ดีขึ้นได้ แต่โดยส่วนตัวเรา เราเฉย ๆ หมดว่ะ ใส่อะไรก็ใส่ไปเหอะ ขอแค่ไม่อุจาด (อย่าแก้ผ้า) ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ก็โอเคแล้ว นอกนั้นเราไม่สนใจอยู่แล้ว ช่างหัวมัน

ก๊าก... ไปและ หิว แล้วจะไปทิ้งของในห้องต่อด้วย กะวันนี้เสร็จสมบูรณ์แน่นอน
ปล. เลิกสแกนของเก่า ๆ ในห้องแล้วแน่นอน เราเบื่อมากสแกนจนเครื่องจะพังแล้วมั๊ง จะเขวี้ยงทิ้งไปให้หมดเลย (เชื่อเหอะ ไอ้ที่สแกน ๆ ไป สุดท้ายเราก็คงไม่ได้ย้อนกลับไปอ่านอยู่ดี) (^oo^) เอิ๊ก ๆ
ปล.๒ ใครสาปคะตาอ้วน น้องป่าวสาปนะ น้องไม่มีทางสาปตาอ้วนที่รักของน้องหรอก (อะไรของมันฟะ - คนอ่านงง) ไม่มีอะไรค่ะ แค่อยากบอกเฉย ๆ "คิดถึงเธอทุกวัน ไม่เคยจางไป..." (เพ้อเจ้อใหญ่)

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อยากให้ทำ : ใบสำรวจข้อมูลพื้นฐานของคนในเอก

พิมพ์จากกูเกิลดอกคิวเมนต์ ตอนนี้บ้ากูเกิลดอกคิวเม้นต์มาก (ทั้งที่ก็เคยใช้มานานแล้ว)
 
เราเก็บบ้าน เจอฟอร์มแบบสำรวจนี้ ที่เราออกแบบเอง (ตอน ปี ๑ ป.ตรี)
แต่เพื่อน ๆ ไม่มีใครตอบฟอร์มแบบสำรวจนี้เลยสักคน (คือเข้าใจว่ะ ว่ามันดูประสาท ๆ)
แต่ที่เราิคิดทำ เพราะเราเบื่อเวลาที่ได้ยินคนพูดว่า
"ทำไมไม่บอกก่อนล่ะ ที่บ้านมีเยอะเลย ถ้ารู้ก่อนนะ จะเอามาให้ฟรี ๆ เลย เสียดายจัง"
หรือ
"ซื้อมาแพง ไอ้คนซื้อมันโง่ ถ้าให้เราซื้อนะ ได้ถูกกว่านี้ครึ่งนึง"
หรือ
"วาดห่วยว่ะ ไอ้นั่นยังวาดสวยกว่า"
ก๊าก... มากมายก่ายกอง (มีทุกสังคม)

แต่ลึก ๆ แล้ว คนเราก็คงขี้เกียจรับผิดชอบอ่ะ สุดท้ายจึงไม่มีใครส่งใบนี้คืนเราเลยสักคนเดียว (รวมทั้งเราด้วย)
*ขี้เกียจรับผิดชอบ หมายถึง เมื่อเขียนใบนี้แล้ว ก็ถือเป็นหลักฐานยืนยันว่าเสนอตัวมารับผิดชอบเรื่องนั้น ๆ เอง
ไม่มีใครใช้ ซึ่งก็ทำให้ลำบากต้องมารับผิดชอบ เช่น เราสมมติเราเขียนว่าจะแต่งเพลงให้ แล้วสุดท้ายเราแต่งไม่ทัน
เราจะโดนเพื่อนฝูงด่าหนักกว่ากรณีที่มีคนมาใช้งานเรา

เอ๊ะ! หรือว่าบางทีเราก็อาจจะไม่ได้ซีรอกใบนี้แจกก็ได้ ไม่แน่ใจ? (เพราะขี้เกียจมาสรุปข้อมูล ก๊าก...)

เอาว่า เราอ่านแบบสำรวจแล้วก็ขำ
เลยอยากมาเขียนตอบไว้อ่ะ
(คิดซะว่าเหมือนทำ tag ก็ได้ ถ้าใครอยากคิดแบบนี้)


ดูแบบสำรวจอันนั้นได้ที่
http://s302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/?action=view&current=q1.jpg
http://s302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/?action=view&current=q2.jpg
กด full ดูเอง

.........................................................................

ชื่อ-นามสกุล แอมซัง ณเอิงเงย
/ ไม่เล่นเน็ต ไม่เช็คเมล (มุสาวาทา เวรมณี... ก๊าก...)

สิ่งของ

(เพื่อน ๆ ลองถามมาได้ เพราะตอนนี้คิดไม่ออก หรือบางทีก็มีเป็นบางช่วง เช่น มะม่วง!)
- ให้ฟรี
   ๑. ต้นไม้ดอกไม้น้อย ลองถามมาได้ ถ้ามีจะแบกไปให้ (เผื่อประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการจัดนิทรรศการ เช่น พลูด่าง อะไรแนวนี้)
   ๒. กระดาษหน้าเดียว (ณ ตอนนี้ มหาศาล)
- ให้ยืม
   ๑. อุปกรณ์ในกระเป๋าโดเรม่อน (อุปกรณ์สำนักงาน ปากกา ดินสอ ยางลบ กรรไกร ไม้บรรทัด แผ่นรองตัด คัตเตอร์ สเตเปิล ฯลฯ)
   ๒. เสื้อผ้าบ้าบ้าบอบอ (กรณี "ถ้ามันอยากยืม" แต่ให้เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายตุ๊ดกระเทยไม่ให้ยืม)
   ๓. ผมวิกยาวสลวย
- ให้เช่า
   ไม่มี ไม่มีอะไรให้เช่า นึกไม่ออก
- ขายให้
   ไม่รู้จะขายอะไร 
เช่ากับขายเนี่ย ตอบยาก พอดีบ้านเราไม่ใช่ร้านค้า เลยไม่รู้จะเขียนอะไร จะมีใบเสร็จให้ไหม (แต่กรณีที่เป็นร้านค้า จะตอบข้อนี้ง่ายมาก)

ความสามารถ
๑. นั่นหน้าคอมนาน ๆ
๒. แต่งเพลง
๓. ร้องเพลงแบบห่วย ๆ
๔. ทำอาหารเห่ย ๆ
๕. กินและนอนได้ทั้งวัน
๖. ทำเว็บ ลักษณะเขียนบล็อก
๗. เขียนทุกสิ่ง (แต่จะดี/ไม่ดี ก็แล้วแต่เรื่อง)
๘. นำสวดมนต์ นำกล่าว (ถ้าไม่มีคนยอมทำ ก็มาเรียกได้ จริง ๆ ก็ไม่ชอบทำเท่าไรนัก เำพราะมักตกใจเสียงตัวเอง ก๊าก...)
๙. พิธีกร (โดยเฉพาะไม่มีบท ชอบมาก เพราะไม่ชอบจำข้อความ ถ้าเป็นลักษณะว่ามีประเด็นสั้น ๆ มาให้ไปถามนี่ ถนัดมาก)
๑๐.แสดงเป็นตัวประกอบ (ชอบ เป็นก้อนหิน เป็นต้นไม้ ชอบมาก)
๑๑.สแกนภาพได้ทั้งวัน (ไม่ชอบ แต่ทำได้ เพราะทำมาแล้ว)
๑๒.เล่นดนตรี (คีย์บอร์ด) ฝีมือไม่ได้เรื่อง (ถ้าไม่มีใครเล่น มาเรียกได้)
๑๓.จัดนู่นนี่นั่น (ชอบจัดของมาก จัดบ้าน จัดชั้นวาง จัดสวน ยกเว้นจัดในจุดที่มันต้องรกเป็นปกติ ยกตย.โต๊ะทำงานของเรา หรือทางหรือมุมที่มันต้องรกโดยธรรมชาติ จะไม่จัด เสียเวลา)
๑๔.บ่น ด่า ตามประสาราศีมังกรปากร้าย ได้ทั้งวัน (ก๊าก... ไม่แย่ขนาดนั้น)
๑๕.สอน อะไรที่เราทำเป็นเนี่ย ชอบสอนหมด (คนเรียนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เราก็ไม่รู้ )

คิดไม่ออกแล้ว ช่างมันเถอะ ไร้สาระว่ะ
ก๊าก...

ยังไงลองเอาแบบสำรวจนี่ไปคิดแล้วตอบดูนะคะ บางทีคุณอาจจะค้นพบสิ่งของหรือความสามารถที่คุณมี แต่กลับไม่เคยใส่ใจหรือเห็นความสำคัญของมันมาก่อนหน้านี้เลย ก็เป็นไปได้
ไปและ เดี๋ยวคอมค้างอีกรอบ จะไม่ได้นอน (เพราะต้องถ่างตามารอดูเครื่อง)
.........................................................................

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน : ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ แต่ถ้าลองย้อนมองกลับไปดูตัวเอง หากเป็นอะไรคล้าย ๆ กันนี้ ยินดีให้ข้อความเหล่านี้เป็นตัวช่วยตัดสินใจ

ถ้าจะไม่อ่านจนจบครบทุกตัวหนังสือ กรุณาอย่าอ่านเลย เพราะคุณอาจจะเข้าใจเจตนาไปแบบผิด ๆ และจะทำให้ชีวิตเรา ต้องมีปัญหาไปมากกว่านี้

และไม่ต้องหาคำตอบว่าทำไม?

ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็จงลืมไปได้เลย

ถ้าไม่ทำตามข้อกำหนดเหล่านี้ ถือว่าคุณไม่สร้างสรรค์ และจงใจเข้ามาทำร้ายเรา

เพราะเจตนาของเรา คือ เราอยากบอกว่า ปัญหาจริง ๆ ของเรื่องราวลักษณะนี้ มันอยู่ตรงไหน? และน่าจะพอแก้ปัญหานี้ได้ยังไง? เราวิจัย (กระแดะใช้คำนี้ ซึ่งมันก็คงไม่ผิดนัก) เรื่องนี้ด้วยชีวิตของเรา ซึ่งผลสุดท้ายจะเป็นไงไม่มีใครทราบ และหวังว่า คุณผู้อ่านคงไม่ทำตัวเป็นตัวแปรแทรกสอด หรืออะไรที่มันจะทำให้ปัญหาของเรามันยุ่งเหยิงไปมากกว่านี้

ขอบพระคุณ
ปล. เหตุผลที่เราต้องเอาเรื่องนี้มาเล่านั้น เราคงบอกให้ทราบไม่ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นที่คนนอกจะต้องรู้ แต่ถึงไม่มีเรื่องเมื่อเช้า (ขอบอกว่าเรื่องเมื่อเช้า จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เรานอนตื่นสายโด่งอยู่ และจริง ๆ เนื้อหาก็ไม่ได้ตรงกันเลย เพียงแต่มีสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง ทุกปัญหาในโลกนี้) เราก็คงจะได้เล่าเรื่องนี้ในสักวัน เพราะว่ามันอาจจะเป็นแนวทางตัดสินใจให้กับใครอีกหลาย ๆ คนได้ บ้าง ไม่มากก็น้อย และอาจจะทำให้คุณเข้าใจในเรื่องที่ "คนนอก (คนที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้) ไม่เข้าใจ" ได้บ้าง

ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ทั้งสองฝ่าย หากเปิดใจยอมรับ เราไม่ได้ลำเอียง มองอะไรด้านเดียวแน่นอน ขอยืนยัน (แต่เราเองก็นิสัยไม่ดี อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งเรารู้ตัวดี ใครจะมาบอก หรือไม่มาบอก เราก็รู้ตัวเสมอ รู้มาตลอด และพยายามหาทางออกอยู่)

........................................................

ข้อความทั้งหมดอยู่ใน เล่ม ปรัชญาชีวิตของมิสแอม
........................................................

๑๙๗ บันทึกตอนแม่ป่วยครั้งก่อน ตอนแม่ชัก ปี ๒๕๔๙ ("ลอก" มาทั้งดุ้นจากกระดาษปึกหนึ่ง ที่จดตัวโตมาก คิดและเขียนในวันที่แม่กำลังจะออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน)
แต่เอามาจดลงเล่มบันทึกนี้ เมื่อ ๒๙/๔/๕๒ เพราะจะทิ้งกระดาษปึกนั้น เนื่องจากมันอยู่นอกบันทึก อยากเอามารวมไว้

- ถ้าแม่ไม่สบาย (หรือใครก็ตาม ไม่สบาย)
๑. ตั้งสติ
๒. รีบไปเรียก taxi พาไปไทยนครินทร์ หรือ ร.พ. ที่ใกล้ที่สุด
๓. โทรบอกโรงพยาบาลว่า คนไข้ชื่อนี้.............. กำลังจะไปถึงโรงพยาบาล ด้วยอาการ..........
๔. โทรบอกญาติ ๆ ให้เขารู้เรื่อง (บอกคนอื่นด้วยบ้าง เผื่อต้องช่วยตัดสินใจอะไร เช่น ย้าย ร.พ. หรือบอกให้เขารู้ก็ยังดี อาทิ พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมาก ๆ)

สำคัญมาก!!!!

.................................

(ไม่มีหัวเรื่อง) อย่าลืมว่านี่ เราเขียนเองตั้งแต่ปี ๒๕๔๙
๑. สติ
๒. หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
๓. อย่าขัดใจแม่
ตามใจแม่ *
๔. แม่ให้ทำอะไร ก็ไปทำ
๕. งานพิมพ์ ถ้าอ่านไม่ออก ดูให้ครบ ขีดเส้นไว้ ถามทีเดียว พูดดี ๆ
๖. แม่อยากดูทีวีก็ตามใจแม่
๗. แม่อยากกินอะไรก็ตามใจแม่
๘. ล้างจาน ทำงานบ้าน
๙. เน็ต สามทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่งพอแล้ว
ยกเว้นตอนงานด่วน อาจเลตถึงห้าทุ่ม ห้าทุ่มครึ่งต้องนอน จะทำบ้าอะไรนักหนา
ห้ามทำอะไีรที่ไม่เกี่ยวกับงาน
๑๐. ตื่นเช้ามาหุงข้าว อุ่นข้าว ตื่นหกโมง ขอร้องฝึกไว้
๑๑. หยุดบ่นสักทีไอ้แอม อย่าโวยวาย อย่าร้องเสียงที่แม่จะตกใจ อย่าเก็บกด อย่าคิดมาก อย่าระบาย จงคิดซะว่า เรื่องที่จะระบายนั้น ไม่มี
๑๒.
ควรจะจัดการปัญหาต่าง ๆ ให้แม่ได้แล้ว
- ซื้อของ
- พูดกับคนอื่น ๆ ที่แม่สั่ง ทำตามที่แม่สั่ง อย่าขัดใจแม่
๑๓. งานของเราไม่มีทางที่จะสำคัญเท่างานของแม่ ทำงานให้แม่ก่อน

รีบ ๆ ตื่น ถ้าจะอาบน้ำร้อน ตื่นมาต้มเอง อย่าให้แม่ลำบาก
ย้ำว่า ต้องอย่าขัดใจแม่
อย่าขัดคอ
อย่าขัดแม่อ่ะ
ต้องตามใจแม่
- เติมน้ำให้เต็มขวดอยู่เสมอ
- ล้างจาน
- ทิ้งของที่ห้องน้ำที่หมดแล้ว
- ขัดห้องน้ำ
- ล้างอ่างล้างหน้า
- ขัดส้วม
- ทิ้งเสื้อผ้าให้ดี ๆ
- ทำตามแม่บอก
- ไม่เข้าใจ ถามดี ๆ พูดดี ๆ

อย่าขึ้นเสียง
อย่าฟ้องป๋า
อย่าหักหน้าแม่
อย่าขัดใจ

แม่ให้ทำอะไรต้องทำ อย่าขัดใจแม่

อย่าเปิดเพลงรบกวนแม่

อย่าร้องโวยวาย + อย่าร้องเพลงฟังเพลงเล่นดนตรี ต้องตามใจแม่

เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส

มีสัมมาคารวะ

คนที่แม่เคารพให้เราทำอะไร ต้องทำ!!!!!
....................................................

อันนี้คือบันทึกสดวันที่ ๒๙/๔/๕๒

อ่านข้อความที่จดไว้เองวันนั้น รู้สึก - เสียใจ เศร้า หดหู่ สิ้นหวัง

หลายครั้งเรารู้สึกว่า เรามีเพียงลมหายใจไว้ใช้ชีวิตไปวันวัน อยากทำอะไร ก็ไม่ได้ทำ

ไม่อยากทำอะไร ก็ต้องทำ

เพียงเพราะต้อง "ตามใจ"

ตย.สิ่งที่อยากทำ อยากเดินทางไปไหนได้เอง ก็ทำไม่ได้ เพราะคำว่า "เป็นห่วง"

ไม่เคยได้ไปรับน้องบ้าบอคอแตก

เพื่อนสนิทของเรา โดนด่ามาแล้วทุกคน คงเป็นเพราะมันดันเป็นเพื่อนสนิทของเรา

ป๋าเคยบอกว่า "เพราะหนู เอาแม่เขาไป "เปรียบเทียบ" กับเพื่อน แล้วหนูเลือกเพื่อน แม่เขาจึงยอมไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่หนูมาให้ความสำคัญกับเขา ซึ่งเป็นแม่ น้อยกว่า เพื่อนของหนู"

- หลายครั้ง เราสงสัยว่า นี่คือความผิดของใคร แต่มันไม่มีประโยชน์ที่จะมองตรงนี้

บางทีเราอยากจะสรุปสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ว่าเป็นเพราะ "การบังคับจิตใจ"
หยุดพฤติกรรมแบบนี้ทีได้ไหม?

สั่งให้ย้ายที่นั่ง เพียงเพราะแค่แดดร้อน
ใครกันที่ร้อน หนูร้อนเหรอ? หนูบอกหรือเปล่า? ทำไม่ต้องมาคิดแทนหนู ทำไมต้องสั่งให้ทำ ทั้ง ๆ ที่หนูไม่ได้อยากทำ ทำไมต้องหงุดหงิดไม่พอใจ เวลาที่หนูไม่ทำตาม ถามใจตัวเองดู ว่าตกลงอยากให้หนูสบาย (สบายใจ) หรืออยากให้หนูรู้สึกแย่ (เพราะถูกบังคับให้ทำนั่นนี่ตลอดเวลา) กันแน่ ลองคิดดู

คนเราทุกคน ต้องเผชิญ แดด ลม ฝน ปัญหาต่าง ๆ บ้าง ไม่งั้นจะแกร่งได้ไง

บอกตรง ๆ ตอนเขียนนี่เศร้ามาก

เราอยากแกร่ง
อยากเข้มแข็ง
เราพยายามแล้ว
และจะพยายามต่อไป
ขอเพียงโอกาส

"หยุดบังคับให้เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการบ้างเถอะ"

"อย่าคิดแทนเรา อย่ามาเดือดร้อนแทนเราทุกเรื่อง"

"ไม่มีใครเจ็บแทนใครได้ ไม่มีใครดูแลกันตลอดไปได้"

หนูกำลังเรียนรู้สัจธรรมในข้อนี้
สิ่งที่เราควรทำคือ "จงเข้มงวดกับตัวเอง แต่อย่าไปเข้มงวดกับคนอื่น"

ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้เกลียดกัน


อย่าเที่ยวโทษว่า เขาเลวเพราะคนโน้นคนนี้
อย่าโทษคนอื่น ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวคนคนนั้นเอง
เพราะต่อให้สิ่งแวดล้อมจะเป็นยังไง แต่คนที่เลือกที่จะทำ ที่จะไป ก็คือคนคนนั้นเอง
(ไม่มีใครจูงใครได้หากเจ้าตัวไม่เต็มใจไป ยกเว้นว่าจะใช้การบังคับ)

"ถ้าอยากจะโทษคนอื่น ก็ขอให้ไปโทษ คนที่ชอบบังคับคนอื่นให้ฝืนใจทำจะเหมาะกว่า"

อย่าบังคับใครเลยค่ะ มันจะเป็นบาปเป็นกรรมติดตัวไปซะป่าว ๆ

(สิ่งที่ใช้ควบคุมพฤติกรรม อาจมีลักษณะเป็นกฎ กฎที่ทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน เหมือนกัน ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อจะได้อยู่ในสังคมเดีัยวกันได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ปล่อยให้กฎของสังคม ไปตกอยู่ในมือใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว เพราะนั่นจะทำให้เกิดลักษณะเผด็จการขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาการบังคับแบบนี้
ลองคิดดูว่าถ้าคนที่ไม่มีอำนาจมาบังคับคุณ คุณจะเดือดร้อนไหม? ก็คงไม่เดือดร้อน แล้วหากรู้ตััวว่ามีอำนาจเหนือใคร ใยยังต้องใช้การบังคับ จะกดดันกันให้ตายเลยหรือไง ทำไมไม่มองดูตัวเอง ว่า อะไรกันแน่ ที่ทำให้คนอื่น ไม่ทำตามที่คุณบอก - บางทีเขาอาจจะไม่ต้องการ - บางทีเขาอาจจะมีความพอใจดีแล้ว - บางทีเขาอาจจะไม่เห็นว่ามันสำคัญ - บางทีเขาอาจจะถูกปลูกฝังมาแบบนี้ ทำไมไม่ค่อย ๆ คุยกันเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกัน - บางทีเขาอาจจะเห็นความเหลื่อมล้ำอะไรบางอย่าง - บางทีเขาอาจจะเห็นว่าทีคุณยังทำได้ ฯลฯ เรื่องแบบนี้ต้องมีการทำให้เข้าใจตรงกันค่ะ ไม่งั้นก็ไปคนละเรื่อง แล้วก็จะเป็นปัญหาแบบนี้ ไม่มีทางจบสิ้น แล้วคนที่ชอบบังคับ ก็จะบังคับตลอดไป ไม่รู้จักแล้วคำว่าเข้าใจอ่ะ ไม่รู้จักแล้วจริง ๆ)



สิ่งที่ดีทีสุด ที่ทุกคนทำได้ (ควรทำ) คือ
การให้ความรู้ บอก (สอน แนะนำ) ให้เขา (คนที่คุณรัก) คิดเป็น
ต้องให้คิดเองเป็น ทำเองเป็น
รู้เท่าทัน

ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามที่คุณบอก ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

"จงเป็นกัลยาณมิตร ของบุคคลที่ท่านรัก"
เป็นห่วงได้ แต่อย่ามากไป (จนมากเกินไป)
อย่าซ้ำเติม เวลาที่เขาไม่ทำตามที่ท่านบอก (เพราะคนทุกคนมีหัวสมองเป็นของตนเอง เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกทำตามสิ่งที่เขาคิด แม้ัมันอาจจะผิดเพราะว่าเขาอาจจะยังคิดไม่เป็น รู้ไม่เท่าทัน แต่นั่นคือชีวิตของเขา)
จงเป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ เรื่องที่ท่านอยากให้เขาเป็นแบบนั้น

แต่อย่าบังคับ เพราะจะเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูทันที

................
๑๙๘ สิ่งที่เราควรทำต่อไป ๓๐/๔/๕๒

๑. อย่าโวยวาย หยุดโวยวาย หยุด
๒. ถ้าจะด่า จะเถียง นับ ๑-๑๐ ช้า ๆ ให้ได้ก่อน
๓. อย่าชักสีหน้า ทำหน้าครุ่นคิด หรือทางที่ดีควรทำหน้าเฉย ๆ
๔. หายใจลึก ๆ เวลาหงุดหงิด
๕. บันทึกไปเถอะ ถ้าอึดอัดมาก ๆ ต้องหาที่ระบายด้วย ลงกระดาษลงบล็อก โอเคกว่า ไปลงกับคน
๖. มองหน้า มองตา ยิ้มแย้ม แจ่มใส
๗. สิ่งที่เรามี และยึดมั่นไว้เถิด คือ จุดยืน
- เราต้องมีความสุข
- เราต้องเผื่อแผ่ความสุข
- เราต้องกตัญญู เลี้ยงดูพ่อแม่ญาติมิตรให้สมกับพระคุณของทุกท่านที่มีต่อเรา
- พ่อแม่สำคัญสุด ต้องเลี้ยงดู มาเหนือสิ่งใด ถ้าดูแลพ่อแม่ไม่ได้ ก็อย่าคิดสร้างครอบครัวของตัวเอง (ไม่ต้องหาผัวหาเมีย มีลูก เลิกคิดได้เลย พ่อแม่ยังไม่มีปัญญาดูแล อย่าสาระแนสร้างครอบครัวใหม่)
ไม่งั้นจะเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ ไม่มีที่สิ้นสุด
- รักใครก็รู้ตัวว่ารัก และจงแสดงความรักต่อกันอย่างมีเหตุมีผล เพราะคนเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงแค่สองคน เมื่อยังอยู่ในสังคมก็ต้องยึดตามสังคม แต่ความรักที่มีให้กันไม่ต้องมีเหตุมีผล ถ้ารักกันจริง คู่กันจริง สักวันก็ต้องได้คู่กัน
๘. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเราก็ตาม เราจะไม่โทษใคร เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะโทษคนอื่น
เอาเวลาที่จะไปโทษคนอื่น ไปทำประโยชน์ให้คนอื่น ๆ ต่อ จะดีกว่า

จงมองโลกในแง่ดี และสิ่งดี ๆ จะกลับมาหาเรา

จำไว้ "ไม่เคยมีใครได้ทุกอย่างตามปรารถนา"

ได้แค่ไหน ถ้าทำดีที่สุดแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ จงยินดีกับทุกสิ่งที่ได้รับมา

............
ปล. แรงบันดาลใจตอนที่เขียนเรื่องนี้ มีเยอะมาก จนสาธยายไม่จบไม่สิ้น เพราะเราเป็นคนที่ไม่ได้มองอะไรด้านเดียวมุมเดียว แต่โอเคว่าอาจจะมองไม่ครบทุกมุมทุกด้าน เพราะอาจจะยังไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้รู้
ส่วนหนึ่งของความคิด มาจาก เรื่องที่ผู้ใหญ่ที่เคารพ ท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่า ลูกชายของบุคคลท่านหนึ่งที่รู้จัก เขาหนีออกจากบ้านหายไปเมืองนอก ไม่กลับมาอีกเลย (พ่อแม่เขาเป็นคนดี เป็นที่นับหน้าถือตา แต่ว่าลูกทนอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะว่าพ่อแม่คาดหวังไว้มาก บังคับมาก :คนที่บังคับลูกหลาน มักไม่ค่อยรู้ตัว และคิดว่าสิ่งที่ทำให้นั้น ล้วนทำเพื่อลูกหลาน "แต่ที่ทำ ๆ ไปน่ะ ทั้งการบังคับ เคี่ยวเข็ญ คุกคาม คุณเคยถามลูกหลานหรือเปล่า บางทีมันอาจจะไม่ได้ต้องการแบบนี้ก็ได้ คนที่ทนได้ ยอมได้ ก็ต้องทนต่อไป คนที่ทนไม่ได้ ก็นั่นแหละ เตลิดเปิดเปิง)
กับอีกเรื่องหนึ่ง ที่ได้เห็นมาเอง ตัวเขาอ่ะจับผู้ชาย จนท้อง พอย้ายเข้ามา เขาก็มีปัญหากับแม่ผัว พอถึงรุ่นลูก ลูกชายเขาก็โดนผู้หญิงจับอีก แต่คราวนี้เขากลับไม่หืออะไรเลย ยอมลูกสะไภ้มาก ๆ ยอมสุด ๆ คงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกมั๊ง แต่ก็ไม่วาย ถึงมันจะดีกับลูกสะไภ้แค่ไหน อีลูกสะไภ้ก็แสนจะเลวเหมือนเดิม ไม่ได้ดีกับมันตอบสักนิด ที่สำคัญคือมันก็ยังคงมีปัญหากับแม่ผัวอยู่เหมือนเดิม (ยังคิดไม่ได้) ประมาณยี่สิบปีที่แล้วเป็นไง ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นี่แหละที่เราจะชี้ให้เห็นว่า ทำอะไรไว้ ไม่ต้องรอชาติหน้า หรอก กรรมสมัยนี้มาไว สุดท้ายก็คือต้องพบวงจรอุบาทว์ ไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้น อย่างที่เราบอกแหละค่ะ

สิ่งที่ดีทีสุด ที่ควรทำ คือ
การให้ความรู้ สอนให้เขาคิดเป็น ทำเป็น รู้เท่าทัน
ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามที่คุณบอก ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณกลับไปใส่ใจเรื่องของตัวเอง และทำให้มันดีขึ้นดีขึ้น
คงไม่มีเรื่องแบบนี้มาเล่าแล้ว เพราะว่าเราคิดว่า เราเจอต้นตอของปัญหาแล้ว และที่สำคัญคือ เราจะต้องระวัง ไม่ไปสร้างปัญหานี้กับใคร มีสติ มีเหตุมีผล "จงเข้มงวดกับตัวเอง แต่จงอย่าเข้มงวดกับคนอื่น" และหากอยากจะจัดการกับใคร ก็ขอให้ยึดตามกฎของสังคมที่พวกคุณอาศัยอยู่ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข (ตัวอย่างเช่น ถ้ามีกฎว่าต้องกลับบ้านก่อนห้าโมง ใครฝ่าฝืนแบบไม่มีเหตุผล ต้องอดไปเที่ยวในช่วงครึ่งปีนี้อะไรทำนองนี้ ถ้าทุกคนทำได้ตามนี้ แต่มีคนนึงผิดกฎ ก็ลงโทษตามบทลงโทษในกฎ ไม่ใช่เอาแต่ใช้การบังคับไม่ให้ไปไหนมาไหนเลย ปล.เราไม่เคยผิดกฎ เพราะบ้านเราไม่มีกฎ ที่สำคัญคือ เราแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย)

เปิดใจ ลองมองทั้งสองด้านสองมุม
เพราะทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง

เรื่องที่ทำให้หงุดหงิดเมื่อเช้า : สื่อมวลชนที่พูดไม่ชัด (ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามหลักเบื้องต้นสุด ๆ เพราะแค่พูด ยังพูดไม่ชัดเลย มาเป็นสื่อมวลชนได้ไง)

จริง ๆ มีหลายเรื่อง เดี๋ยวจะทยอยโพสต์ (ตอนนี้ทำงานประมาณ สามอย่างในเวลาเดียวกัน)

เราอยากติในเว็บช่อง แต่ไม่อยากสมัครสมาชิก จึงไม่รู้ว่ามีช่องรับความคิดเห็นหรือไม่?
เว็บรกมากด้วย ขี้เกียจค้น เพราะแค่เก็บบ้านรก ๆ ก็เซ็งจะตายแล้ว
จะบอกว่า
พิธีกร รายการ ตูนดิสนีย์ พูดภาษาไทย "ไม่ชัด" ฟังแล้วน่ารำคาญมาก ๆ
(ขอต่อว่าในฐานะที่ พิธีกร ถือเป็นสื่อมวลชน ทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน ไม่ได้รังแกเด็ก) ถ้าให้พูดตรง ๆ กว่านี้คือ เราคิดว่า ดาราเด็ก (ที่เราเห็นเล่นละคร พูดเก่ง ๆ ฉะฉาน) หรือ เด็กไทยคนอื่น ๆ ก็มีอีกมากมายมหาศาล ที่เขาพูดภาษาไทยชัดเจนกว่านี้
มีเยอะ! เยอะมาก ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้แล้ว แต่ทำไมรายการนี้ ถึงเอาพิธีกรพูดไม่ชัดมาจัดรายการ ให้เป็นแบบอย่างผิด ๆ (เราเชื่อว่าที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ มีน้ำเสียงแปลก ๆ พูดภาษาไทยแบบที่ต้องแปลไทยเป็นไทย - เพราะฟังไม่รู้เรื่อง - ส่วนหนึ่ง มาจากการเลียนแบบพิธีกร ดารา รุ่นราวคราวเดียวกัน เพราะคนยุคเรา ก็มีออกเสียงภาษาแปลก ๆ นะ แต่ก็ไม่มากมายขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เราคุยกับเด็ก ต้องบอกเลยว่า ฟังไม่ออก ทั้ง ๆ ที่มันก็พูดคำไทยธรรมดานี่แหละ ประสาทจะแดกแล้ว)


ที่ว่าพูดไม่ชัด ขอยกตัวอย่าง
๑. ร เรือ กับ ล ลิง เสียงไม่ต่างกันเลย คือ เหมือนออกเสียงตัว "แอล" ในภาษาอังกฤษ แค่ฟังเสีัยงก็รู้แล้วว่าลิ้นนะม้วนเลย (ร เรือ มันต้องกระดกลิ้นน้อง ไม่ใช้ม้วนลิ้นแบบที่น้องพูด เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?)
๒. ลิ้นคับปาก
๓. พูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ เหมือนกัก ๆ อะไรไว้สักอย่าง ซึ่งเราก็ไม่ทราบ

อย่างนี้โทษใครดี ระหว่าง ตัวเด็กเอง ครูสอนภาษาไทย หรือคนคัดเลือกมาเป็นพิธีกร หรือ...
แต่ก็นะ ไม่ต้องไปชี้โทษว่าเป็นความผิดใครหรอก (เพราะมันคงไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองผิด) แต่ถ้าหากรู้จักปรับปรุงตัว ทำให้มันถูกต้อง พูดให้มันถูกตามหลัก ก็จบ (ก็คงไม่มีใครมาว่าได้)
ขอถามสักนิดนะคะ ว่า "เด็ก ไม่ต้องสอบผู้ประกาศหรือไง?" อย่าให้ตั้งคำถามต่อนะ จริง ๆ เรามีคำถามอยู่ในใจ แต่กลัวจะโดนหาว่าหมิ่นประมาท?! จึงขอไม่พูดให้ซวย

และสมมติคนสอบได้ใบผู้ประกาศแล้ว แต่ภายหลังคนส่วนใหญ่ยืนยันว่าเขาพูดไม่ชัด จะถอดใบประกาศของเขาได้ไหม เพราะทุกวันนี้เห็นเยอะมาก คนพูดไม่ชัดน่ะ เยอะ! (เชื่อว่าไม่ใช่เพราะเขารีบร้อนพูด แต่น่าจะเป็นการพูดไม่ชัด จากความตั้งใจกระแดะที่จะพูดไม่ชัดแบบนั้น เขาจะออกเสียงคล้าย ๆ กับคนที่กลับมาจากนอกใหม่ ๆ ซึ่งมันจะตีความไปเองว่า เท่ดี - เท่กับผี!)

และจะบอกว่าจริง ๆ ไม่ได้ดูรายการนี้มานานแล้ว เพราะอะไรสักอย่างแหละ ไม่โดนเลย (เลิกดูตั้งแต่พี่นัทกับพี่แนนเลิกจัดนั่นแหละ ถ้าหากคุณย้อนกลับไปดูพี่นัทพี่แนนจัดนะ หลายปีอยู่ เกินสิบปีได้แล้วมั๊ง จะพบว่า เด็กรุ่นหลังทำได้แย่กว่ามาก อย่าหาว่ารังแกเด็ก เพราะย้ำไปแล้ว ว่าขอติในฐานะที่เขาเป็นสื่อมวลชน ถ้าเขาเป็นแค่เด็กวิ่งไปวิ่งมาในสนามเด็กเล่น เราจะไม่สาระแนไปว่าเขาเลยให้เสียเวลา)

สังเกตไหม ว่าเด็กสมัยนี้พูดไม่ชัดเลย
ยิ่งนับวันยิ่งแย่

อย่าหาว่าตั้งหน้าตั้งตามาด่า หรืออะไรนะ
คือมองใกล้ ๆ ดีกว่า
ลองทำให้ได้แบบนายกอภิสิทธิ์ สิ ที่พูดอังกฤษก็เริด (เราก็ไม่รู้หรอก เพราะเราพูดอังกฤษไม่ได้เรื่อง แต่อ้างอิงมาจาก หลาย ๆ ฝ่าย ทั้งสื่อมวลชน และคนอื่นมากมาย ที่เขายืนยันมา ว่าท่านใช้คำได้ดีมาก ออกเสียงตามหลักของฝรั่งเลย) แต่ในขณะเดียวกันนั้น ท่านก็พูดภาษาไทยชัดเจนดี ไม่ได้กระแดะอะไร ไม่ลืมภาษาพ่อภาษาแม่ (แบบนักวิชาการบางคนที่กระแดะ กลับมาจากเรียนเมืองนอก ก็พูดแบบให้คนฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง - คนฟังจะได้ดูโง่!) ที่เริดกว่านั้นอีกก็คือท่านไม่กระโชกโหกฮากเหมือนคนไร้มารยาทบางคน เวลาท่านคุยกับใคร (คนทุกระดับ) ก็พบว่า น่าฟัง น่าเจรจา คือน้ำเสียงโอเค คำพูดคำจาสุภาพดี

นี่เราพูดในฐานะที่เป็นคนๆนึงที่ฟังอะไร ๆ ที่ถ่ายทอดทางสื่อมวลชน แล้วเราเห็นว่าโอเค
อย่าลืมว่าขณะนี้ เรากำลังพูดถึงปัญหาเ้รื่องการพูดไม่ชัด
ใครเอาไปตีความเป็นอื่น ก็สุดแต่สติปัญญา
เราไม่ได้พูดถึงประเด็นการเมือง และไม่ได้มาชวนใครต่อยตี

เราขอตั้งปณิธานไว้ว่า ต่อไปนี้ เราจะพูดให้ชัดเจนทุกภาษา (จะพยายาม) และใช้คำให้ถูกต้องมากกว่าเดิม (ถ้าเราไม่รู้ เราก็จะบอกว่าไม่รู้ จะไม่กระแดะบอกว่า "รู้") แม้ว่าเราจะไม่ใช่สื่อมวลชนที่พูดออกอากาศก็ตามเถอะ

เราแค่อยากจะเป็นคนคนหนึ่ง ที่ช่วยอนุรักษ์ภาษาไทย ไม่ให้มันวิปลาสมากเกินไปกว่านี้ และเราก็ไม่อยากให้ภาษาอื่น ๆ วิบัติเหมือนกัน (ไม่อยากให้วิบัติเพราะเรา) แค่การสนทนาระดับพื้นฐาน (การพูด-การฟัง) สื่อสารกับคนอื่น ๆ แบบต่อหน้า จงตั้งใจทำให้มันดี ให้มันถูกต้อง เพราะเรื่องแค่นี้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่รู้จะมาเป็นสื่อมวลชนทำไม?! หรือคนธรรมดาถ้าหากทำไม่ได้ มันก็ทำให้คุณสื่อสารลำบากแล้วแหละ เมื่อสื่อสารแล้วไม่เข้าใจ ก็ส่งผลให้ประสบความสำเร็จได้ยากขึ้นด้วย (ยกเว้น คนที่กินบุญเก่าอยู่ ที่อาจจะไม่เดือดร้อนมากนัก บุญหมดเมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ ก๊าก... ลำบากแน่นอน)

อยากให้ทำ ก๊าก... : แต่งลายรถให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คงปวดตาน่าดู

แต่แบบลองคิดเฉย ๆ กับที่บ้าน ฮามาก

ได้แรงบันดาลใจจาก บัตรอะไรสักอย่างที่ คุณบ๊วย กับคุณตุ๊กโฆษณา ที่เอารูปครอบครัวไปทำหน้าบัตรได้อ่ะ เราเลยคิดว่า ถ้าใครกลัวรถหายมาก ๆ ก็
๑. แต่ง "ลาย" ที่รถ เป็นภาพคนในครอบครัว เอารูปชัด ๆ ไปเลย
๒. อย่าติดฟิล์มกรองแสง คนข้างนอกจะได้มองเห็นหน้าคนขับกับคนนั่ง ว่าใช่คุณป่าว (ตามที่เห็นตรงลายรถ)
๓. ติดประกาศ หรือป่าวประกาศเลย ว่าถ้าเห็นบุคคลอื่นที่ไม่ได้มีหน้าตาตามรูป (ลายที่รถ) ให้แจ้งไปโรงพักได้เลย เพราะว่า แสดงว่า รถคันนี้ถูกขโมยมาแน่นอน ก๊าก...

อย่างนี้คงตามหารถ (ที่เพิ่งหายหมาด ๆ) ได้ไวสุด ๆ

แต่ผู้ใดไม่ควรมีรถลายแบบนี้
๑. บุคคลซึ่งอาจจะ (หรือกำลัง) ถูกปองร้าย เช่น นักการเมือง ลูกคนรวย บุคคลมีชื่อเสียงทางลบ (ถ้าทำ ก็ไม่ควรนั่งในรถคันนี้ อาจตายง่าย ๆ)
๒. บุคคลซึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว

แต่นะ ลายก็ถูกลบลายได้แหละ

ทางที่ฮากว่านั้นคือ ตกแต่งรถให้หน้าตาประหลาดเข้าไว้ แบบว่า ถ้าขโมยจะถอดเปลี่ยนแกะ ต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนกว่าจะทำได้ หรือไม่ก็อย่ามีรถ รถจะได้ไม่หาย

ก๊าก...

บ้าสิ้นดี ถ้าแต่งลายรถทุกคน คงมึนตาน่าดู มึน ๆ

แต่เอาว่า ถ้าเรามีรถ เราจะวาดการ์ตูนเป็นลายรถเอง คงฮาน่าดู ถ้ามีเมื่อไร จะมาบอก จะมาป่าวประกาศ ฝากให้ดูรถให้ ก๊าก... ก็แปลก ๆ ดี แต่ไอเดียเรื่องหน้าบัตร เราเห็นด้วยนะ เห็นด้วยมาก ๆ กันคนเอาไปใช้ อย่างน้อยก็นิดนึง บัตรชื่อไรวะ เดี๋ยวมาเครดิตชื่อบัตรให้ โว้ย ช่างเหอะ จำไม่ได้โฆษณาอะไร ดูเองแล้วกัน แต่โดยส่วนตัว เราคิดว่า ชาตินี้เราคงไม่สมัครบัตรแนวนี้หรอก เพราะเราไม่ค่อยมีตังค์ และยังไม่อยากสร้างหนี้ ขอใช้เงินสดดีกว่า (เห็นภาพชัดดี ว่าจนลงจนลงเท่าไร เอาแค่ไม่เป็นหนี้ก็พอ) ก๊าก...

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฟีดยาวไม่มาแน่นอน เปลี่ยนกลับแล้ว

อ่านแบบสั้น ๆ ไปแล้วกัน อยากอ่านต่ออันไหนค่อยกดเข้ามาอ่านตรง ๆ งงเหมือนกันว่าทำไมฟีดเต็มไม่มา เจ๊งไปแล้วมั๊ง เขียนยาวเกินเหตุ

จะทิ้งกระดาษ เอาเรื่องพวกนี้มาฝาก เผื่อจะเป็นประโยชน์

กราบขอบพระคุณวารสารดี ๆ ที่มีเรื่องพวกนี้ให้อ่าน

มีมาฝากห้าเรื่อง เด็กติดเกม วิธีสังเกต แนวทางแก้ไข, สินค้าตราร้านในประเทศไทย กลยุทธ์ โอกาส และปัจจัย, มือถือ ปัจจัยที่ห้า น่ากลัวกว่าที่คิด, ทีวีอันตราย โทษฐานที่ดูมาก, หน้าต่างแห่งโอกาส โอกาสทองในการสร้างอุปนิสัย


ไปกดอ่านเองได้ที่ http://s302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/scan/
เกินเวลามาหนึ่งชั่วโมงสิบนาทีแล้ว (ตั้งใจจะเลิกทำตอนเที่ยง ไปอ่านเองแล้วกัน ขี้เกียจแทรกแนบให้ แค่ยี่สิบสี่ภาพ -สี่ภาพที่ไม่มีรายละเอียดในนี้เพราะไปเล่าที่อื่นแล้ว)
......................
เรื่อง ๑
เด็กติดเกม วิธีสังเกต แนวทางแก้ไข
ลองดูนะ แต่เผื่อใจด้วย ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ช่างหัวมันเถอะ ตื๊บมัน ๆ (เพราะเข้าใจเลย เรื่องแบบนี้อยู่ที่สันดานเด็ก หากใครกำลังติดเกมอยู่ บังเอิญมาอ่านข้อความนี้ ขอให้รู้ตัวไว้เลยว่า "เอ็งกำลังสร้างปัญหาให้กับสังคมอยู่นะเฟ้ย" - จริง ๆ เจตนาจะด่าไปถึงญาติที่ติดเกม! ด่าไปก็เท่านั้น มันไม่ได้อ่านบล็อกเราหรอก พวกนี้มันต้องนั่งเล่นเกมอยู่ดิ)

......................
เรื่อง ๒
สินค้าตราร้านในประเทศไทย กลยุทธ์ โอกาส และปัจจัย
ลองอ่านดู แต่เราขอถามหน่อย ว่า ตราไทย นอกจากที่เป็นของกินอ่ะ (อันนี้ รู้ ดูง่ายหน่อย ดูฉลาก ดูที่ผลิต ดูส่วนประกอบ พอได้ ยิ่งถ้าตลาด ๆ ยิ่งดูง่าย) แต่อีพวกของใช้ที่มักใช้ชื่อยี่ห้อภาษาต่างประเทศ มีอันไหนเป็นของคนไทย (ยังเป็นของคนไทย) บ้าง เราไม่ค่อยรู้เลย ใครว่าง มาเขียนตอบไว้หน่อย เราจะซื้อแต่ของไทย (ทุกวันนี้ซื้อแต่ของตลาดนัด ทำไปทำมาอาจกลายเป็นของจีนแดงก็ได้ ว่าปะ) เราชาตินิยมว่ะ เข้าใจไว้ด้วย (สังเกตได้อีกนิดจากป้ายไทยแลนด์เบสต์อ่ะ แปลว่าของคนไทยใช่ป่ะ)
ใครเป็นเจ้าของสินค้าแบรด์ไทย โปรโมตสินค้าหน่อย

......................
เรื่องที่ ๓
มือถือ ปัจจัยที่ห้า น่ากลัวกว่าที่คิด
อ่านดู พวกที่ชอบตามใจลูก (มีว่ะ เห็นกะตา) เปลี่ยนมือถือบ่อยกว่ากางเกงในอีกมั๊ง รู้ว่ารวย แต่ให้มันมีสำนึกหน่อย เพราะเห็นแล้วทุเรศ
พวกนี้ถ้ามือถือหาย ก็ชวนให้อยากสมน้ำหน้า ว่าป่ะ
อ่ะมีของแถม เราตอบไว้ในนี้
ฤทธิชัย
10 21 22/2/2009
จนคุณเจ้าของก็เอาไปโพสต์ต่อที่บล็อกของเขา
เรายินดีมากค่ะที่คำตอบของเรามีประโยชน์ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครจะทำตามไม่ว่า ยินดีหลาย ๆ

ไอ้คนบางคนใช้ N7x 8x 9x ทำไรบ้าง นอกจากใช้โทรจีบสาว กับไว้อวดคนว่ามีตังค์ซื้อ ปัญญาอ่อนว่ะ
โง่แล้วสาระแนใช้ของแพงอีก (บอกแล้วว่าถ้าหายอ่ะ คนเขาก็คงสมน้ำหน้ามากกว่าสงสาร)

......................
เรื่องที่ ๔
ทีวีอันตราย โทษฐานที่ดูมาก
เราด่ามันตลอดมา (รายการแย่ ๆ) และก็จะด่ามันตลอดไป ถ้ารายการพวกนั้น (ในช่องฟรีทีวี) มันยังอยู่
ก๊าก...
ปล. ดีใจที่รายการคุณต๋อย ไตรภพ ย้ายไปช่องสาม และมาวันจันทร์ เพราะวันจันทร์เป็นวันที่เราดูช่องสามอยู่แล้ว (ดีใจได้ดู) ส่วนวันอังคาร(เดิมที่อยู่)ดูไม่เคยรู้เรื่องเลย สักพักช่องสามตีสิบ ช่อง๗ ช่อง๙ ที่บ้านดูสามช่องในเวลาเดียวกัน ปวดหัวมาก พอไปวันจันทร์ ไม่มีคู่แข่งแล้ว เพราะช่องอื่นมันธรรมดา (จริง ๆ ก็อยากดูช่อง ๙ แต่ที่บ้านไม่ค่อยดูช่องเก้าเลย มีแต่บางอ้อที่ป๋าชอบดูวันอังคารป๋าดูคนเดียวสามช่องเลย! กับตาสว่างที่เราขอดู ใครแย่งเราจะกรี๊ด...................................)
นอกนั้นเรื่อย ๆ แต่ดีใจที่ได้มาวันจันทร์ รายการเขามีสาระว่ะ เราว่าแปลกดี ไปถ่ายผ่าตัดทำศัลยกรรมอ่ะ มีใครเคยทำบ้างป่ะ เราว่าไม่เคยเห็นเลยนะ ขอบอก ดูเสร็จสยอง (ไม่คิดทำศัลยกรรมอยู่แล้ว เราพอใจในสิ่งที่เกิดมากับเรา ใครไม่พอใจ ก็อย่าสาระแนมามอง ทุกคนควรพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ - ถ้าไม่ใช่เพราะป่วย เพราะมันเป็นปัญหาในการดำรงชีวิต เราไม่คิดทำศัลยกรรมแน่นอน กลัวตาย!)

......................
เรื่องที่ ๕
หน้าต่างแห่งโอกาส โอกาสทองในการสร้างอุปนิสัย
ไว้สอนลูกนะคะ


......................
ของแถม คาถาบูชาเมีย คาถาบูชาผัว ชอบว่ะ

ไปแล้วค่ะ (นี่มาเทสต์เพราะแก้ให้เป็นฟีดจบแบบเดิมแล้ว ฟีดสั้นน่ารำคาญ ขี้เกียจแบคอัพบล็อกเอง มันจะมาไหมฟีด) โชคดีค่ะ
คงจัดห้องเสร็จในเร็ววัน (ภาวนา)

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เยอะอ่ะเยอะ ตอน ตะกร้าเต้นระบำของแม่ วิธีอ่านหนังสือเล่มโต และอื่น ๆ อีกมากมาย

ตอนนี้สติแตก เพราะห้องรกมาก ๆ

ตอนนี้ถึงเวลาล้างบ้าน

ช่วงนี้ที่บ้านเราทำหลายอย่าง เรากะจะไม่มาออน เพราะอยากทำอย่างอื่นมากกว่าออน (งานก็ไม่ได้ เพราะโง่ โปรแกรมอะไรจะทำก็ยังห่วย พยายามอยู่ แต่ช้า เปลี่ยนอิริยาบทไปทำอย่างอื่นบ้าง เผื่อจะรู้สึกต่างออกไป)

ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงหลังคา (อาทิตย์ก่อนป๋าซ่อมหลังคาแตก) ป๋าเราทาสีหลังคาบ้านเอง (เนื่องจากป๋าเราเก่ง เราเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบล็อกอื่น ๆ ของเรามาบ้าง คงจะยอมรับว่าป๋าเราเก่งสารพัดเลย เดือนก่อนก็เย็บหมอนให้เรา [หมอนแบบที่ด้านหน้ากับด้านหลังไม่เท่ากัน หมอนเพื่อสุขภาพ ไม่รู้ว่าเพราะหมอน หรือเพราะอะไร เราไม่เคยหายใจไม่ออกอีกเลย] วันก่อนก็ช่วยเราต่อผ้าปูที่นอนเรา โดยใช้จักรมือกระป๋องกระแป๋งที่เรากระแดะซื้อมาเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ขอบอกว่าฮามาก ตอนนั่งช่วยกันเย็บ เราสงสัยไปว่า จะมีพ่อใครเหมือนป๋าของเราบ้างไหมน้า... เราว่าป๋าเราน่ารักที่สุดในโลกเลยว่ะ ปลาบปลื้ม [จริง ๆ ข้อเสียของป๋าที่เรารู้ และเราไม่ชอบก็มีเยอะนะ แต่เราไม่ใส่ใจว่ะ เพราะสิ่งดี ๆ ที่เราได้จากป๋าก็มหาศาลแล้ว เราอาจหงุดหงิดบ้างตามประสาที่เราเป็นปุถุชนคนธรรมดาไม่ใช่เทวดา แต่สองวิก็หาย - รวมถึงแม่กับเอด้วยนะว่าถึงมีข้อเสียที่เราไม่ชอบ แต่พอย้อนมาดูตัวเอง เราพบว่าเรามีข้อเสียเยอะกว่าว่ะ ก๊าก... เอาว่า ถ้าเขาไม่ใส่ใจข้อเสียของเรา หรือใส่ใจแต่ไม่ถึงขั้นแตกหัก เราก็ยังโอเคอ่ะ ชีวิตนี้เราขอมีความสุขกายสบายใจเรื่อย ๆ พอแล้ว] ถ้าจะมีคู่ต้องหาให้ได้แบบนี้ กร๊าก... ล้อเล่น ขอให้เป็นให้ได้แบบในเนื้อเพลง http://www.youtube.com/watch?v=IzAKxDZFjXs ก็พอ ไม่ได้อะไรเลย เปรยเฉย ๆ เพลงน่ารักมาก ๆ ถ้าผู้ชายคนไหนทำได้แบบนั้นนะคงรักตายเลยอ่ะ "หมายถึงแฟนผู้ชายคนนั้น เขาคงรักผู้ชายคนนั้นจนตายเลยอ่ะ" "แต่ถ้าเป็นแฟนเรา เราก็รักตลอดไปเลยแหละ" :-D อะไรของมัน!)

ไปไหนซะไกลเลย
ต่อ ๆ ที่ป๋าต้องทำเอง มีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ทำเป็นอย่างเดียวนะ (บางคนทำเป็น ก็ไม่ทำ เพราะขี้เกียจ รักสบาย) แต่ที่ต้องทำเองเพราะว่าไม่ไว้ใจคนงาน คือเรารู้สึกลางหลอกหลอนเรื่องแบบนี้มานานแล้ว (สมัยเด็ก ๆ เคยต่อเติมบ้าน ไม่ชอบเลย รู้สึกว่าคนงานน่ากลัว) ช่วงนี้ข้างบ้านใกล้ ๆ สองหลัง ทำพื้นใหม่ ทาสีใหม่ มีคนงานป้วนเปี้ยน และที่น่าแปลกใจคือทำไมต้องมาผสมปูนข้างบ้านเรา ทั้งที่บ้านที่ทำอยู่ห่างบ้านเราสองช่วง และอีกข้างของบ้านนั้นก็เป็นที่ว่างเหมือนกัน เวลาพวกนี้เดินผ่านมันจะมองหน้าเรา (ซึ่งเราเกลียดคนมองหน้าเรา แบบมองแช่ มาก ๆ) มองบ้านเรา (บ้านผีสิงของเรา เป็นบ้านงู และบ้านตะขาบด้วย) เราอยากสาปให้พวกมันตาบอด อย่าหาว่าไรเลย บางทีก็อดคิดด้านลบไม่ได้ เราฟังข่าวน้องผู้หญิงปีสามที่ถูกทอดแห ฆ่า ข่มขืน โดยคนร้ายเป็นคนงานที่ทำบ้านให้ญาติเขา ฟังแล้วมันเศร้า หดหู่อ่ะ ได้แต่ขอให้วิญญาณน้องคนนั้นไปสู่สุคติ
จากอะไรหลาย ๆ อย่าง พวกเราจึงเลือกที่จะซ่อมบ้านเอง (มีหลายจุดที่พัง ไม่จ้างแน่นอน) ตอนนี้เราจะเรียนวิชาช่างจากป๋าแล้ว จึงอยากมาแนะนำว่ายังไง อยากให้คุณพ่อบ้าน คุณพี่ชาย น้องชาย ผู้ชาย หัดฝึกวิชาช่างไว้ด้วย มีอะไรจะได้ซ่อมเอง ทำเอง อย่าหวังจะจ้าง เพราะว่ามันอาจมีสิ่งที่ตามมามากกว่านั้น (เคยมีคนงานปล้นบ้านที่ซ่อมด้วย จำข่าวไม่ค่อยได้) เอาว่าป้องกันยังไงได้ก็ป้องกันเถอะ ถ้าไม่มีผู้ชาย คุณผู้หญิงก็ฝึกไว้บ้าง (ถึงจะฝีมือห่วยแบบเรา ก็ฝึก ๆ ไว้แหละ ฝึกไว้ไม่มีอะไรเสียหาย)

ไม่ได้จะอะไรหรอก
บางทีที่คนงานมองบ้านเรา อาจจะเพราะมันดูหลอน ๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้ ก๊าก...
ได้แต่แผ่เมตตาให้คนเราคิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน เพราะเราคงไปกำหนดชีวิตใครไม่ได้!
....................

ต่อเรื่องตะกร้าเต้นระบำของแม่ (ชวนออกกำลัง)

มันหน้าตาแบบนี้

click to comment

ไม่ใช่ไรหรอก ตะกร้าซุปไก่ที่คนมาเยี่ยมแม่ (กราบล่ะ อย่าซื้อซุปไก่มาให้ครอบครัวเรานะ ขอร้อง เพราะ เรากินอยู่คนเดียว คนอื่นไม่กินเลย เราจะอ้วกแล้ว จากหลายสิบโหล ตอนนี้เหลือสิบกว่าขวดสุดท้าย ถ้าจะซื้อของให้เรา เราขอเป็นน้ำผลไม้ดีกว่า บอกใครไม่รู้ แต่อยากบอกว่า เราจะอ้วกเป็นซุปไก่แล้ว - สมมติมีคนให้ เราจะเอาไปบริจาคแล้ว คราวที่แล้วไม่ทันคิด ยัดใส่ตู้เย็นไว้หมดเลย จนต้องมาตามกินเพราะตู้เย็นรกมาก - หรือไม่ต้องให้อะไรเลยก็ได้ แค่จริงใจต่อกันก็พอ ของขวัญไม่เอา อยากได้จะขอเอง ก๊าก... แต่น้ำผลไม้อ่ะ โอเคสุด กินได้ทั้งบ้าน เพราะถ้าให้นม เราก็กินไม่ได้ แม่ก็ไม่กิน แม่ชอบกินนมถั่วเหลือตาโอฮาโย ก๊าก... จะเล่าไมวะเนี่ย)

ต่อ ๆ
ไม่มีไีร แค่เราเอาลำโพงคอมที่เราไม่ได้ใช้เท่าไร กับเอ็มพีสาม ที่ถ้าไม่อัดเพลงก็วางเฉย ๆ มาทำเครื่องเสียงเปิดเพลงลูกทุ่งหมอลำให้แม่เต้น ก็แค่นั้นแหละ เวลาจะเต้น เราก็ยกตะกร้าไปให้ (แรงบันดาลใจมาจากสมัย ม.๑ กับ ม.๕ เรายกตะกร้าไมค์ของอาจารย์อารยา เราว่ายกแบบนี้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี เลยเอามาเซตให้แม่)
แม่เต้นส่ายไปมา แล้วแต่อารมณ์ สักวันละสิบสองเพลง น้ำหนักลดป่าวไม่แน่ใจ เขาไม่ค่อยชั่ง (เครื่องชั่งก็มี) แต่เห็นแม่เต้นก็โอเค (แม้เราจะไม่ค่อยชอบเพลงที่แม่เต้นเท่าไร แต่เราก็เป็นคนหามาให้เอง ก๊าก...) ส่วนเรา เราใช้ถีบจักรยานแทน แม่ซื้อให้เป็นเดือนแล้ว ถีบวนไปมาหน้ารั้วแหละ ถีบไม่แข็งกลัวรถชนตาย (นักเลงเยอะ)


แถมให้คุณแม่บ้าน
เจอมาจากแมกกาซีนที่จะทิ้ง
(ใครจะเอา แมกกาซีนเรา POP, ON AIR, คลีโอ ฯลฯ บ้าบอคอแตกที่เรามี เราจะยกให้หมดเลยเผื่อใครสะสม แค่หารถมารับที่บ้านเราแล้วกัน เพราะเราไม่เก็บแล้ว บางเล่มสิบปีไม่ได้แตะเลย เขวี้ยง บ้านจะได้โล่ง เพราะถ้าถามว่าเสียดายไหม ก็เสียดาย แต่เราขอเลือกเก็บรักษามิตรภาพ เก็บรักษาคุณงามความดี มากกว่า เก็บของอ่ะ เพราะเก็บมาก ๆ จะกลายเป็นบ้าสมบัติ แถมทำให้ปลวกขึ้นบ้านอีก)

click to comment

click to comment

....................................................
วิธีอ่านหนังสือเล่มโต

เคยมีหนังสือเล่มโต ๆ ไหมคะ

เรามีหลายเล่ม สารานุกรมไร ใครให้มามายมายก่ายกอง

แล้วแบบว่า เคยลองอ่านแล้ว แต่ว่ามันโดดไปมา ไม่ได้ทัดไว้ จึงจำไม่ได้ อ่านซ้ำไปมา ไม่จบไม่สิ้น เราเลยใช้วิธี เขียนเลขหน้าไว้ (เท่ากับหน้าในหนังสือนั้น)


click to comment
ของเล่มนี้ ยังอ่านไม่จบ
click to comment


click to comment
เล่มนี้ อ่านจบแล้ว
click to comment

แล้วเปิดอ่านตามอัธยาศัย

ชอบหน้าไหน อ่านแค่หน้านั้น

อ่านจบหน้า ไปวงเลขหน้าำไว้

แล้วต่อไปจะได้ไม่ต้องอ่านหน้านั้นอีก

ทำให้เราอ่านหนังสือเล่มโต ๆ จบสักที

(ซื้อมาจะสิบปีแล้ว เพิ่งอ่านจบ)


บางคนอาจสงสัยว่า แกจะอ่านทำบ้าไร แบบนี้อ่านแค่เฉพาะที่อยากอ่าน ไม่ต้องอ่านทั้งเล่มก็ได้ เวอร์เอ๊ย
เราขอบอกว่า ก็แล้วแต่คนอ่ะค่ะ แต่สำหรับเรา เราชอบอ่านหนังสือทุกหน้า (ยกเว้นดัชนี กับบรรณานุกรม เพราะตาลาย มันเหมาะแค่ใช้สืบค้น ไม่ใช้ไว้อ่าน) เราอ่านทุกหน้าเพื่อ
๑. หาแรงบันดาลใจ (เชื่อไหม จุดเล็ก ๆ ในหน้าหนังสือ อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้)
๒. ดูรายละเอียดที่อาจเป็นประโยชน์กับชีวิตเรา
๓. ดูรูป อยากดูทุกหน้า จึงต้องอ่านทุกหน้า กันพลาดรูป (ดูรูปก็จริง ฝีมือถ่ายรูปแต่งรูปก็ยังไม่สวยเหมือนอย่่างนั้น อาจเพราะว่าเราไม่ชอบเหมือนใคร แต่เราก็มองเห็นความสวยของสิ่งรอบตัวได้ไม่ต่างจากสายตาของคนอื่น ๆ)
๔. ฯลฯ ขี้เกียจคิด

ลองเอาไปทำดู
แบบนาน ๆ ทีมาอ่านก็ได้ สุดท้าย คุณก็จะได้ชื่อว่าอ่านแล้วทุกหน้า ในสักวันหนึ่ง (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรจะอ่านจบ) ก๊าก...

..........................


click to comment
แถมรูปชั้นวางของที่เราจัดเอง อันหน้าเสร็จแล้ว อันในยังไม่จัด รกมาก จะคลั่งแล้ว (ถ้าเรายังไม่จัดของ เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย มันยุ่งเหยิง - แต่มีปัญญามาเขียนบล็อกนะอีนี่ คนอ่านคงตั้งข้อสังเกต )
ก๊าก... เอาน่า

ฝากหนึ่งเพลง

Proud Of You - Fiona Fung

เพลงนี้ได้ยินจากไฮไฟว์ของท่านหนึ่ง ที่ทำโปรแกรมอ่านหน้าจอให้คนตาบอด จำ URL ไม่ได้ ไม่ได้เก็บ URL ไว้ ขี้เกียจเซิร์ช ฟังแล้วขนลุกเลย เพราะมาก ขอบอกว่าเท่าที่ดู มีคนแปลเพลงนี้ แบบคนรัก แต่บ้างก็บอกว่าเป็นความรักของพ่อ-ลูก แม่-ลูก ซึ่งโดยส่วนตัว เราคิดตามแบบหลังมากกว่า เหมือนเด็กร้องเพลงให้พ่อแม่อ่ะ เพราะมาก เราหวังว่าเราจะทำให้พ่อแม่เราภูมิใจในตัวเรา (ป๋าแม่เราภูมิใจในตัวเราแหละ แต่อยากให้ภูมิใจกว่านี้ กร๊าก... โลภในเรื่องดี ๆ เรื่องที่สร้างสรรค์) ไม่รู้นะ ความคิดส่วนตัวของเรา เราคิดว่าคนที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจที่สุด คือ คนที่ไม่ลืมพ่อแม่อ่ะ (ขอฝากไว้ให้อ่าน
อะวาทาร์ของผู้ถาม
ทำไมคุณถึงอยากมีลูก.........................? หัวข้อคำถามของเขาอาจไม่เกี่ยว แต่เราอยากให้อ่านที่เราตอบ เพราะจริง ๆ แล้ว โดยรวมนั้น มันเกี่ยวกันเป็นวัฏจักร อยากเล่ามานานแล้ว ขอแปะเลยแล้วกัน เดี๋ยวหาเรื่องลงไม่ได้ แล้วอาจไม่เปิดคอมอีกหลายวัน ตั้งใจว่าถ้าเคลียร์ห้องไม่ได้ จะไม่เปิดคอมเลย)

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฝากแปะ

ฝากแปะ ไว้นี่ก่อน (อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องอ่านนะคะ มันเกี่ยวเนื่องกับเอนทรี่ก่อน ในอีักบล็อกนึงของเรา)

ไปโพสต์ที่เก่าแล้ว มันไม่ขึ้น เป็นบ้าไรก็ไม่รู้ ไม่เขียนลงเซิร์ฟเวอร์ด้วย ไม่เข้าใจว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เสียตังค์ค่าโฮสต์แล้วยังไม่ได้ดั่งใจอีก กรี๊ด ๆ ๆ ๆ หรือจะเป็นที่บล็อกเกอร์ หรือเราโดนแฮคบล็อก หรือไง ถ้าที่นี่โพสต์ได้ ก็เดี๋ยวเช็คอีกที)

ดีที่ก๊อปปี้ไว้ ไม่งั้นได้กรี๊ดตายไปข้างนึงแน่
............
โทษทีนะ ใครตั้งใจมาอ่าน อาจงง ๆ เพราะเราจะรีบเขียน ออกเป็นแนว อ่านเข้าใจคนเดียว (เราเข้าใจคนเดียว) ก๊าก... ไว้มีเวลา จะมาเขียนให้ดีกว่านี้

จากเมื่อวานที่พบปัญหาและถามพี่ติอีกว่า

ขอบคุณค่ะพี่ติ ตอนนี้แอมเริ่มทดลองเซ็ตนู่นนี่ดูบ้างแล้วค่ะ

ส่วน เรื่องอีเมล แอมแปลกใจตรงที่ แอมได้ลองเอาเมลของจีเมลไปสมัคร (ตอนสาย ๆ) พอมาดูอีกที (ตอนเย็น ๆ) มันก็มีอีเมลส่งมาให้กดยืนยันด้วยค่ะ ก็เลยคิดว่าถ้าใช้จีเมล คงไม่มีปัญหาอะไร สมัครยืนยันเองได้แน่นอน แ้ต่ที่ฮอทเมลกลับไม่มีอีเมลเลย แต่แอมในฐานะแอดมินไปกดยืนยันสมาชิกเองแล้ว อย่างนี้สงสัยจะเป็นที่ฮอทเมลเองหรือป่าวค่ะ ไม่แน่ใจ?

พี่ติคะ แต่ยังมีข้อสงสัยอ่ะค่ะ
ตอนเข้าชมเว็บแบบ guest จะสามารถอ่าน กระดานเสวนา ► ข่าวและประกาศ ของหน้าแรก ได้
แต่พอล็อกอินเป็น student ดันอ่านไม่ได้ คลิกแล้วขึ้นมาว่า [คุณไม่มีสิทธิ์อ่านกระทู้ในกระดานนี้]
พอดูที่หน้าแรกก็ขึ้นว่า


หัวข้อ(ซ่อน)
ผู้เขียน(ซ่อน)
คุณไม่สามารถอ่านกระทู้นี้ได้เพราะยังไม่ได้ทำการโพสต์ตอบในกระทู้
กดสมัครสมาชิกกระดานข่าวหน้าแรกก็ ขึ้นว่า Could not subscribe you to that forum
อันนี้ต้องเซตตรงไหนอ่ะคะ
งงมาก หาไม่เจออ่ะค่ะ

แอมกดยืนยันการสมัครสมาชิกให้พี่ติแล้วนะคะ ยังไงพี่ติลองล็อกอินเข้ามาดูหน่อยนะคะ

ขอบคุณล่วงหน้านะคะพี่ติ

...............
พี่ติตอบมาว่า
...............

ถึงน้องแอม

ปัญหาที่น้องแอมพบคือเรื่องของ Permission ของแต่ละสถานะครับ ซึ่งปัญหาที่น้องแอมเจออยู่ แสดงว่าน้องแอมยังไม่ได้กำหนดหรือมีการปรับค่า Define Role ซึ่งน้องแอมสามารถปรับค่าดังกล่าวได้ดังนี้

1. เข้าไปที่ การจัดการระบบ หัวข้อ สมาชิก> Permission> Define Role น้องแอมจะพบหน้าต่างสถานะ ให้คลิกปุ่ม แก้ไข ของสถานะ นักเรียน ครับ
2. น้องแอมจะเจอหน้าต่างสำหรับการกำหนดเงื่อนไขของ นักเรียน ให้เลื่อนหน้าจอไปที่หัวข้อ กระดานเสวนา ครับ (เครื่องของพี่ปรับเป็นภาษาไทย)
3. ให้ปรับหัวข้อย่อยของ กระดานเสวนา ตามที่ต้องการนะครับ เช่น หัวข้อย่อย แสดงกระทู้ ตั้งกระทู้ ตอบกระทู้ (พี่ปรับเป็น Allow)

เพียงเท่านี้เมื่อสมาชิก Login เข้ามา (สถานะเป็นนักเรียน) ก็จะเห็นกระทู้ทั้งหมด และสามารถตั้งหรือตอบกระทู้ ในกระดานเสวนาได้แล้ว

พี่ติ
สุทธิศักด์ ตันติวิทิตพงศ์

.............................
ซึ่งเมื่อเราไปดู เรากลับพบว่า เราเซตตามนั้นหมดแล้ว


จึงทำให้เรางงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
...............................

ตะกี้ ประมาณชั่วโมงเศษ
เราขุดคุ้ยหาสาเหตุที่มูเดิลเรามะละแหม่ง พยายามจนเราค้นพบว่า

มันเกี่ยวกับส่วน

สมาชิก > permission > ข้อตกลงการเป็นสมาชิก

ซึ่งไอ้ครั้งที่แล้ว ที่มีปัญหาก็ไอ้นี่แหละ เราโง่เอง ที่ไม่เข้าใจคำว่า บทบาทเริ่มต้นของผู้ใช้ทั้งหมด
ซึ่งก็คือ user (อันหมายถึง บทบาทเริ่มต้นของทุกคนที่สมัครมูเดิลของเรา สมัครแล้วต้องมาเป็นบทบาทนี้ มิใช่สมัครแล้วจะมาเป็นแอดมินแข่งกับเรา หรือจะมาเป็นทีชเชอร์ เป็นคอร์สครีเอเตอร์ ต๊าย เป็นไปไม่ได้ ก๊าก... กรณี คนที่ไม่สมัคร จะมีบทบาทเป็นเกสต์)

ตรงนั้นค่าดีฟอลต์มันคือ Authenticated user ซึ่งไอ้ตัวนี้แหละ ที่ตรง สมาชิก> Permission> Define Role มันไม่ allow ให้ดูกระดานข่าวได้ เวรไหม ทีเกสต์อ่ะดันตั้งให้ดูได้ ก๊าก... (ค่าดีฟอลต์)

เราจึงลองปรับให้ บทบาทเริ่มต้นของผู้ใช้ทั้งหมด เป็น สติวเด้นท์ ซึ่งเพียงแค่นั้น มันก็ดูได้เลย (เราเลยเข้าใจและ ว่าที่ผ่านมา เราติดตรงนี้ ก๊าก... บทบาทเริ่มต้นของผู้ใช้ทั้งหมด!)

แต่เราจะปล่อยให้ทุกคนเป็นสติวเดนท์ไม่ได้ เพราะว่า ถ้าเราใช้งานจริง (เอาไปเป็นสื่อการเรียนการสอนมีการวัดการประเมินผลจริง) อาจมีคนนอก ล็อกอินเข้ามาปั่นป่วนคอร์สของเราได้

ดังนั้น เราจึงให้บทบาทเริ่มต้นเป็น Authenticated user (บทบาทน้อยกว่าสติวเดนท์ หลายขุม เช่น สติวเดนท์ ทำแบบทดสอบได้ แต่ Authenticated user หมดสิทธิ์ ก๊าก... ไรทำนองนี้)

ยังต้องศึกษากันอีกเยอะ สับสนว่ะ

แต่เจอก็ดีแล้ว เจอแล้วว่า ปัญหามันมาจากเพราะเราไม่เข้าใจการเซตค่าตรง ข้อตกลงการเป็นสมาชิก นั่นเอง

.....................
มีต่อ

มีอีกส่วนที่เราคิดว่าสำคัญมาก ๆ ก็คือ จัดการหน้าแรก
อันนี้ ตอนแรกเราก็งงโข่งอยู่นานว่า หน้าแรกเรามันทุเรศทุรัง จะทำไงดี อยากเอาประกาศมาใส่ ยังไงอะไร ???
จัดการหน้าแรก > การตั้งค่า
มันเซตตรงนี้เลย
ว่า ตอนเข้าหน้าแรกแบบเป็น guest จะให้มีข้อมูลอะไรปรากฎขึ้นมาบ้าง
พอล็อกอินเข้าระบบแล้ว
ข้อมูลอะไรปรากฎขึ้นมาบ้าง
อะไรทำนองนี้


...............
ตอนนี้เซตส่งเดชไปมาก
........

จะพยายามศึกษา และลองสอนอะไรสักวิชาดู

สมัครเข้ามาเล่นได้นะ แบบว่า คนที่สมัครและล็อกอินเข้ามา จะสามารถอ่านบล็อก (เขียนใหม่เลย เพื่อดึงคนเข้ามาช่วยเทสต์มูเดิล : ลงทุนมากเลยกรู!) ได้นะจ๊ะ

ปล. จะให้ดี ใช้จีเมลสมัครมา จะมีอีเมลยืนยันส่งไปได้ ถ้าฮอทจะหมดสิทธิ์ ไม่รู้ทำไม แต่สมัคร ๆ มาเหอะ เมล์ไม่ส่งไป เราก็กดยืนยันให้เองได้ ไม่เกิน48 ชั่วโมง ลองล็อกอินเข้ามาได้เลย เราอนุมัติแล้วแน่นอน
ปล.๒ ขออภัยคุณ ชื่ออะไรแปลก ๆ ที่กรอกสมัครว่ามาจาก USA เราแอบล็อกอินชื่อคุณ (เป็นสิทธิ์ที่แอดมินสามารถก๊าก...) เพื่อเทสต์แก้ปัญหาที่กล่าวไป นะคะ อย่าตกใจว่าอีบ้าที่ไหนแอบแฮคพาสเวิร์ด ไม่มีใครแฮคนะคะ เรากดดูได้เลย โดยไม่ต้องใช้พาสเวิร์ด เพราะเราคือ แอดมินเว็บนี้ ก๊าก... ขอบคุณจริง ๆ ที่สมัครมา (ไม่มีใครสมัครมาเลย ฮือ... สมัครมาเถอะค่ะ เราไม่สนใจหรอกว่าคุณคือใคร เราแค่อยากให้ลองสมัครดู แล้วถ้าจะโพสต์คอมเม้นต์ไว้ที่ประกาศ ถึงว่าคุณเจอปัญหาอะไรบ้าง ก็จะขอบคุณมาก แค่นั้นเอง ที่สำคัญ เราจะเขียนบล็อกเรื่องฮา ๆ ที่มูเดิลเราแล้ว ถ้าอยากอ่านก็สมัครมาซะ แล้วมาช่วยเราเทสต์มูเดิลด้วย กร๊าก... แต่ไม่สมัครก็ไม่ว่าไรหรอก เราจะมีสิทธิ์ไปว่าอะไรใครได้ ฮือ...)

ไปและ คิดก่อนเขียนบล็อกเรื่องไรดีวะ เดี๋ยวเขียนเลยสามวิ ก๊าก...

เช่นเดิมค่ะ ใครจะติชมแนะนำเรื่องมูเดิล เราจะกราบขอบพระคุณมาก ๆ เลย (เราพยายามอ่านตามเว็บ เช่นเว็บมูเดิลดอทโออาร์จี แต่ก็ได้แค่ทยอยอ่ะค่ะ เพราะว่า ตอนนี้สับสนสิ้นดี อ่านอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ในหัวมีแต่ข้อมูลที่ยัด ๆ ไว้เพื่อเป็นทางไปสู่การจบป.โท กร๊าก... ไม่เครียด ๆ ชิว ๆ เอิ๊ก ๆ)
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม