อยากเขียนมาก
แต่ขี้เกียจมาพิมพ์
๑. ใบรายการเช็คของที่จะต้องซื้อเข้าบ้าน
พอดีเราทำเอง แล้วเราคิดว่ามันเป็นประโยชน์มาก ๆ ซึ่งบางคนอาจจะทำอยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ทำ เพราะไม่ได้คิดว่าสำคัญอะไร
พอดีมันเกิดจากว่า เวลาไปห้างหรือตลาดนัด แล้วพอกลับถึงบ้านมักจะนึกได้ว่าลืมซื้อนั่นนี่ ซึ่งบางทีมันก็ลืมจริง ๆ เพราะลืมคิด เราเลยนั่งลิสต์รายการเลยว่าในบ้านมีอะไรที่ต้องซื้อบ้าง ซึ่งเราจะแผ่รายการทั้งหมดให้ดูคงเป็นเรื่องที่ไม่สะดวก(ใจ)นัก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวและมียี่ห้อของซึ่งอาจเป็นการโฆษณา (ไม่ได้ตังค์ ไม่โฆษณาให้อ่ะ ก๊าก...) เลยจะมายกตัวอย่างแค่แบบเป็นรายการทั่วไป
ตอนนี้มีแค่สองแบบ ได้แก่ แบบอะไรที่กินได้ กับ แบบอะไรที่กินไม่ได้
แบบอะไรที่กินได้
- ข้าวสาร
- น้ำปลา
- ซีอิ้วขาว
- กระเทียม
- เต้าหู้ไข่
- ไข่ไก่
- น้ำผลไม้
- ปลาทู
ฯลฯ ประมาณนี้
แบบอะไรที่กินไม่ได้
- ผงซักฟอก
- ยาสระผม
- สบู่
- ยาสีฟัน
- น้ำยาล้างจาน
- กระดาษทิชชู
ฯลฯ
ไอ้ใบรายการสองใบนี้ เราไว้ดูเป็นหลักไง อ่านรายการของแล้วก็วิ่งไปดูของจริงในชั้นวาง (บางอย่างก็อยู่ในหลืบในรูไม่ได้มีชั้นอยู่สวยงามนักหรอก ก๊าก...) ว่ามีอะไรหมดไหม ถ้าหมด ก็จดลงกระดาษเปล่าอีกใบ ไว้เลยว่า คราวหน้าไปห้างไปตลาดต้องซื้อกลับมาด้วย (---ใบที่๑)
นอกจากอะไรที่ต้องซื้อเข้าบ้านประจำ เราจะมีใบจดของที่อยากซื้อด้วย (---ใบที่๒) ตย.ของที่อยากซื้อ เช่น เลเซอร์ปรินเตอร์! เอ็มพีสามเพลย์เยอร์ไว้เปิดเพลงให้แม่แทนเครื่องของเรา ลวดทอง ชั้นวางของ ฯลฯ จดแล้วใส่ในกระเป๋าตังค์ไว้เลย ไม่ว่าไปไหน ก็เอาติดไปด้วย พอเข้าห้าง ไปตลาด ก็เปิดดูเลย (เปิดดูทั้งสองใบ) แล้วถ้าเจอของ (ที่มีปัญญาซื้อหามาได้ก่อน) ก็ซื้อเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลานึก (ถ้าลืมซื้อ แปลว่าไม่ยอมเอากระดาษที่จดไป หรือไม่ก็คือไม่ยอมเปิดดู กร๊าก...) เราว่ามันแก้เรื่องเดินเรื่อยเปื่อยได้ดีมาก แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงไม่ค่อยชอบแบบนี้หรอก ผู้หญิงชอบเดินเรื่อยเปื่อย ดูของทุกร้าน ทุกมุม ทุกซุ้มมากกว่า เพลินดี แต่เราไม่ค่อยชอบอ่ะ (ชอบบ้างเป็นบางทีเช่นเวลาเครียด ๆ จะชอบดูของสวย ๆ งาม ๆ แก้เครียด ถ้าได้มาก็จะยิ่งหายเครียด -แต่ของสวย ๆ งาม ๆ ของเราไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ก๊าก... แต่ส่วนใหญ่ไม่ชอบเดินหรอก เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะเสียเวลาเดินไปทำไม สู้ไปเดินวิ่งมาราธอนดีกว่า ก๊าก...)
๒. บันทึกบทเรียนไว้ทีดิ (นึกถึงสองเรื่อง คือ เรื่องแจกเช็คสองพัน กับเรื่องย้ายที่จัดงานโอทอป)
แจกเช็คเนี่ย ทำให้เรานึกถึงว่า จริง ๆ การจะจัดงานใหญ่ ๆ ในสถานที่ใดสักที่ เขาน่าจะมีการถามคนพื้นที่ หรือ ไปลองนอนเกลือกกลิ้งในสถานที่จริงสัก 1 วันเต็ม เพื่อดูผลที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า อย่างตอนนี้เราคิดว่าคนจัดงานเขารู้แล้วว่าปัญหา ในเรื่องสถานที่ เรื่องเจ้าหน้าที่ เรื่องคนที่มา เรื่องอากาศ เรื่องฯลฯ มันมีอะไรบ้าง เขาน่าจะจดไว้ หรือมีการบันทึกเตือน คนหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะจัดงานลักษณะนี้หรือในสถานที่นี้อีก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (ซึ่งเราสังเกตว่า ส่วนใหญ่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ ไม่รู้ว่าไม่ใส่ใจ หรือว่าไม่เห็นใจ หรือว่าคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือยังไง) ถ้ามีการบันทึกเตือนไว้ อะไร ๆ มันก็น่าจะดีขึ้น และไม่ต้องเสียอารมณ์ เสียเวลา เสียความรู้สึก
ส่วนกรณีเรื่องย้ายที่จัดงานโอทอปน่ะ ไม่รู้จะเขียนไง รู้แต่เห็นใจคนขายของจริง ๆ แม่เราอยากไปดู ป๋ายังไม่ให้ไปเลย ร้อนตับแตก ป๋ากลัวว่าเดี๋ยวแม่เราจะไม่สบาย (ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรง ขยันจะเที่ยวจริง ๆ เลย ?!!!) บทเรียนนี้ควรฝังลงหัวกบาลใคร ใครควรรับผิดชอบ เรานึกถึงเรื่องผลประโยชน์อ่ะ มีใครได้รับผลประโยชน์จากการย้ายที่จัดหรือเปล่า ไม่รู้เลย แต่เราคุย ๆ กับป๋าแล้ว ป๋าพูดถึงว่า จะย้ายที่จัด ต้องถามความสมัครใจจากคนที่จะมาขาย (ไม่รู้เขาทำป่าว เพราะไม่รู้!) คือคุยกันเยอะแต่เราจำไม่ได้ เราจำได้แค่ว่า ทีหลังคนจัดงานควรมีอะไรเป็นหลักประกัน เช่น ถ้าเขามาแล้วขายไม่ได้เพราะไม่มีคนมางานเลย คนจัดงานต้องรับผิดชอบ! (แต่ถ้ามีคนมาเดินซื้อมากมาย แต่ไม่ซื้อของร้านเขา อย่างนั้นไม่เป็นไร ถือว่าคนไม่อยากซื้อเอง แต่ถ้าไม่มีคนมาซื้อเลย เพราะสถานที่จัดงานไม่เหมาะสมอย่างนี้ คนจัดงานต้องรับผิดชอบ เห็นคนขายคนนึงพูดแล้ว เศร้าใจ เขาบอกว่า "ต่างกันกับปีก่อน ๆ อย่างกับนรกกับสวรรค์") คนจัดงานจำใส่กะลาหัวไว้เลยนะคะ
เราเป็นคนนึงที่ชอบบันทึกบทเรียนมาก เพราะเราไม่ต้องการให้ใครต้องเสียเวลานับหนึ่งในเรื่องที่เราเคยนับ (บางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์ความรู้สึก มานับหนึ่งใหม่ทุกครั้งไปหรอก สิ้นเปลือง งี่เง่า) คนอื่นเขาจะได้เอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาให้อะไร ๆ มันดีขึ้น เพราะบางคนที่ไม่เคยทำ ย่อมไม่เคยรู้ปัญหา ถ้าเรารู้แล้วเราบอกเขา มันก็จะทำให้เขาไม่ต้องมาเสียเวลา (เสียเยอะมาก) จะได้ไปได้ไว ๆ ทำได้เป็นที่ถูกอกถูกใจ (เพราะไม่ต้องมาเจอปัญหาเดิม ๆ ที่เราเคยเจอมาแล้ว) ดีกับทุกฝ่าย และคนที่ได้เรียนรู้อะไรจากใคร ควรขอบคุณเขาด้วย ที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลา
ตย. ประสบการณ์การจัดงานไหว้ครูของเอกเรา (พอปีต่อมาก็ง่ายขึ้น ขอบอกว่าง่ายขึ้นมาก ๆ เพราะไม่ต้องไปเสียเวลากับปัญหาเดิม ๆ แล้ว ดูเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้จาก tag วันไหว้ครู)
แถม MV เนื้อเพลงฮา ๆ ปลาส่งมาให้ไปดู ขอบอก เราดูไปขำก๊ากไป ตลกมา ๆ เลย เอาไว้ให้ฮา ๆ กันค่ะ (อาจมีคนไม่ฮา แต่เราฮาอ่ะ)
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552
สิ่งที่อยากให้มี อยากให้ทำ เขียนรวดเดียวเลย (ใบรายการของที่ต้องซื้อเข้าบ้าน, บันทึกบทเรียน)
ป้ายกำกับ:
ซื้อของ,
บันทึกบทเรียน,
ใบรายการ
| อ่านแล้วรู้สึก: |
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552
"ท่านใดมั่นในว่าไม่รู้จักเรา กรุณาดีลีทเราออกจากคอนแท็กของท่าน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย อย่าถามอีกว่าชื่อไร"
ประณิธี รัตนวิจิตร -"ท่านใดมั่นในว่าไม่รู้จักเรา กรุณาดีลีทเราออกจากคอนแท็กของท่าน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย อย่าถามอีกว่าชื่อไร"
นี่คือชื่อเอ็ม (MSN หรือ WLM) เวอร์ชั่นล่าสุดของเรา และคงจะใช้ชื่อนี้ไปอีกนาน หรืออย่างน้อยถ้าจะลบ ก็จะยังคงบอกชื่อเอาไว้ จะไ้ด้ไม่ต้องถามกันอีกว่า "ชื่ออะไร นั่นใคร ใครวะ ชื่อไรครับ ฯลฯ"
ขอบอกว่าเรื่องนี้เคยด่าไปแล้ว (รายละเอียดการเช็คอยู่ในนั้น)
แต่ต้องมาด่าอีก และจะด่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ทำแบบนี้กัน แบบนี้ หมายถึง การไม่ต้องมาถามอีกว่า "ชื่ออะไร นั่นใคร ใครวะ ชื่อไรครับ ฯลฯ" (เราไม่ใช่คนที่ชอบคำพูดที่ว่า จะบอกครั้งเดียวจงตั้งใจฟังและจำ เพราะว่า ความจำของคนนั้นสั้นเหมือนปลาทองเข้าไปทุกที ก๊าก... และการบอกครั้งเดียวอาจทำให้คนที่ไม่ได้มาวันนั้น ไม่ได้ตั้งใจฟัง-ไม่ได้คิดตามในวันนั้น ฯลฯ ไม่รู้เรื่องได้ ถ้าเราคิดว่ามันสำคัญมาก เราจะบอกซ้ำ ๆ และจะบอกย้ำ ๆ ต่อไป (ไม่ใช่ย้ำคิดย้ำทำ) ส่วนใครรู้แล้ว ปิดหน้านี้ไป ไม่ต้องมานั่งทนอ่านให้ต้องรำคาญ แต่เราไม่รีเพลย์ข้อความ เราจะเล่าในสถานการณ์ล่าสุดเท่านั้น)
คือวันนี้มีคนชื่อแอลเอิลบ้าไรไม่รู้ (ขอบอกชื่อนี้น่ารำคาญมากใน hi5 จะมี แอล มีภริยาแอล มีเยอะแยะ ซึ่งเราก็ไม่อยากไปรู้หรอก ว่ามันเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าของอะไรหรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ได้สำคัญกับชีวิตเราเลย) ทักมาว่า "ชื่อไรครับ ขอโทษทีไม่ได้คุยมานานแล้ว" อะไรทำนองนี้ เราจำได้ไม่หมดไม่ได้ท่อง!
เีรารู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก
เราจึงหาวิธีแนะนำมาบอกต่อ
เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และดูไม่ขัดใจ
นั่นคือ
๑. บอกชื่อจริง(นามสกุลจริงด้วย ถ้าไม่ลำบากใจ) จะได้ถือว่าบอกชื่อแล้วนะเว้ย อย่ามาถามอีกว่าชื่อไร
๒. แสดงภาพหน้าตาของคุณ ที่ดูทุเรศที่สุดก็ได้(หากใครลำบากใจที่จะแสดง) แต่ควรเป็นภาพจริงของคุณ หรืออย่างน้อยเป็นภาพไม่จริงก็ได้ แต่ให้มันพอระลึกออกว่าคุณคือใคร อย่างเราคือภาพนี้
เพราะเราหัวฟูมาก...... และชอบใช้ ?! มาก ๆ บอกชื่อเล่นด้วยเห็นป่ะ ถามว่าชื่อไรอีกนะ ไม่ตอบและดีลีทเลยแน่นอน (คือกำลังหาทางกำจัดคอนแท็กที่ไม่รู้จักอยู่เหมือนกัน มันรกอ่ะ น่าเบื่อ เหมือนพวกมาสืบหรือมาจับผิดยังไงบอกไม่ถูก คงคิดมากไปเอง เรายิ่งบ้า ๆ อยู่ ก๊าก...)
คงแนะนำเท่านี้
ใครที่ทำแล้ว (หรือทำอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว) เราขอปรบมือชื่นชมยินดี ที่คุณเป็นคนเปิดเผยตัวตนในระดับที่ไม่สร้างความสับสนให้กับใคร อย่างน้อยก็กล้ารับผิดชอบคำพูดในเอ็มด้วยการเปิดเผยว่าเป็นคนจริง ๆ มีตัวตนจริง ๆ อาศัยอยู่บนโลกจริง ๆ (เฉพาะกรณีที่ไม่ได้ปลอมตัวมา ถ้าปลอมมาเรียกว่าโคตรเลว ถึงจะใส่ชื่อใส่รูปก็ยังเลว เพราไม่ใช่ชื่อและรูปของคุณ)
จงใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์ให้เหมือนกับสังคมโลกแห่งความจริง
จริงใจกันหน่อยเหอะ เห็นพวกตอแหลมาเยอะ คนมันตอแหลมันก็ตอแหลจริง ๆ อ่ะ น่ากลัวมาก ๆ (แบบตอแหลจนติดมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มี ซึ่งคนแบบนี้น่ากลัวมาก ๆ)
นี่คือชื่อเอ็ม (MSN หรือ WLM) เวอร์ชั่นล่าสุดของเรา และคงจะใช้ชื่อนี้ไปอีกนาน หรืออย่างน้อยถ้าจะลบ ก็จะยังคงบอกชื่อเอาไว้ จะไ้ด้ไม่ต้องถามกันอีกว่า "ชื่ออะไร นั่นใคร ใครวะ ชื่อไรครับ ฯลฯ"
ขอบอกว่าเรื่องนี้เคยด่าไปแล้ว (รายละเอียดการเช็คอยู่ในนั้น)
แต่ต้องมาด่าอีก และจะด่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ทำแบบนี้กัน แบบนี้ หมายถึง การไม่ต้องมาถามอีกว่า "ชื่ออะไร นั่นใคร ใครวะ ชื่อไรครับ ฯลฯ" (เราไม่ใช่คนที่ชอบคำพูดที่ว่า จะบอกครั้งเดียวจงตั้งใจฟังและจำ เพราะว่า ความจำของคนนั้นสั้นเหมือนปลาทองเข้าไปทุกที ก๊าก... และการบอกครั้งเดียวอาจทำให้คนที่ไม่ได้มาวันนั้น ไม่ได้ตั้งใจฟัง-ไม่ได้คิดตามในวันนั้น ฯลฯ ไม่รู้เรื่องได้ ถ้าเราคิดว่ามันสำคัญมาก เราจะบอกซ้ำ ๆ และจะบอกย้ำ ๆ ต่อไป (ไม่ใช่ย้ำคิดย้ำทำ) ส่วนใครรู้แล้ว ปิดหน้านี้ไป ไม่ต้องมานั่งทนอ่านให้ต้องรำคาญ แต่เราไม่รีเพลย์ข้อความ เราจะเล่าในสถานการณ์ล่าสุดเท่านั้น)
คือวันนี้มีคนชื่อแอลเอิลบ้าไรไม่รู้ (ขอบอกชื่อนี้น่ารำคาญมากใน hi5 จะมี แอล มีภริยาแอล มีเยอะแยะ ซึ่งเราก็ไม่อยากไปรู้หรอก ว่ามันเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าของอะไรหรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ได้สำคัญกับชีวิตเราเลย) ทักมาว่า "ชื่อไรครับ ขอโทษทีไม่ได้คุยมานานแล้ว" อะไรทำนองนี้ เราจำได้ไม่หมดไม่ได้ท่อง!
เีรารู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก
เราจึงหาวิธีแนะนำมาบอกต่อ
เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และดูไม่ขัดใจ
นั่นคือ
๑. บอกชื่อจริง(นามสกุลจริงด้วย ถ้าไม่ลำบากใจ) จะได้ถือว่าบอกชื่อแล้วนะเว้ย อย่ามาถามอีกว่าชื่อไร
๒. แสดงภาพหน้าตาของคุณ ที่ดูทุเรศที่สุดก็ได้(หากใครลำบากใจที่จะแสดง) แต่ควรเป็นภาพจริงของคุณ หรืออย่างน้อยเป็นภาพไม่จริงก็ได้ แต่ให้มันพอระลึกออกว่าคุณคือใคร อย่างเราคือภาพนี้
เพราะเราหัวฟูมาก...... และชอบใช้ ?! มาก ๆ บอกชื่อเล่นด้วยเห็นป่ะ ถามว่าชื่อไรอีกนะ ไม่ตอบและดีลีทเลยแน่นอน (คือกำลังหาทางกำจัดคอนแท็กที่ไม่รู้จักอยู่เหมือนกัน มันรกอ่ะ น่าเบื่อ เหมือนพวกมาสืบหรือมาจับผิดยังไงบอกไม่ถูก คงคิดมากไปเอง เรายิ่งบ้า ๆ อยู่ ก๊าก...)คงแนะนำเท่านี้
ใครที่ทำแล้ว (หรือทำอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว) เราขอปรบมือชื่นชมยินดี ที่คุณเป็นคนเปิดเผยตัวตนในระดับที่ไม่สร้างความสับสนให้กับใคร อย่างน้อยก็กล้ารับผิดชอบคำพูดในเอ็มด้วยการเปิดเผยว่าเป็นคนจริง ๆ มีตัวตนจริง ๆ อาศัยอยู่บนโลกจริง ๆ (เฉพาะกรณีที่ไม่ได้ปลอมตัวมา ถ้าปลอมมาเรียกว่าโคตรเลว ถึงจะใส่ชื่อใส่รูปก็ยังเลว เพราไม่ใช่ชื่อและรูปของคุณ)
จงใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์ให้เหมือนกับสังคมโลกแห่งความจริง
จริงใจกันหน่อยเหอะ เห็นพวกตอแหลมาเยอะ คนมันตอแหลมันก็ตอแหลจริง ๆ อ่ะ น่ากลัวมาก ๆ (แบบตอแหลจนติดมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มี ซึ่งคนแบบนี้น่ากลัวมาก ๆ)
วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552
ทดสอบฟีด
เอนทรี่ที่แล้ว
ไม่มีฟีดมาส่งสักที (ฟีดจาก feedburner)
จึงขอทดสอบว่า ฟีดมันเจ๊งหรืออย่างไร
ถ้าอันนี้ส่งได้ แสดงว่า อันที่แล้วมีปัญหา แต่ถ้าไม่ส่งอีก แปลว่าเจ๊งแล้ว ก็เตรียมหาที่เขียนใหม่ ไม่งั้นก็มาดูเองแล้วกัน เพราะว่าเราก็ไม่ค่อยจะมีอารมณ์เขียนบล็อกแล้วค่ะ งานการไม่เสร็จ ภาระกลับมาแล้ว มากมาย
แปะไว้ก่อน อยากเล่าเรื่องตะกร้าเปิดเพลงเต้นของแม่ กับหมอนน้อยที่ป๋าเย็บให้เราหนุนนอน ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง
ไปเคลียร์งานต่อแล้ว!
วันศุกร์, มีนาคม 13, 2009
และแล้ว ข้าน้อยก็ได้เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลนี้สักที กร๊าก...ดีใจ ๆ
ไม่มีฟีดมาส่งสักที (ฟีดจาก feedburner)
จึงขอทดสอบว่า ฟีดมันเจ๊งหรืออย่างไร
ถ้าอันนี้ส่งได้ แสดงว่า อันที่แล้วมีปัญหา แต่ถ้าไม่ส่งอีก แปลว่าเจ๊งแล้ว ก็เตรียมหาที่เขียนใหม่ ไม่งั้นก็มาดูเองแล้วกัน เพราะว่าเราก็ไม่ค่อยจะมีอารมณ์เขียนบล็อกแล้วค่ะ งานการไม่เสร็จ ภาระกลับมาแล้ว มากมาย
แปะไว้ก่อน อยากเล่าเรื่องตะกร้าเปิดเพลงเต้นของแม่ กับหมอนน้อยที่ป๋าเย็บให้เราหนุนนอน ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง
ไปเคลียร์งานต่อแล้ว!
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552
และแล้ว ข้าน้อยก็ได้เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลนี้สักที กร๊าก...ดีใจ ๆ
ยาวมาก จุดประสงค์หลักอยู่ท้ายสุด เอาว่า หลัง *********** ก็แล้วกัน ถ้าอ่านไม่ไหว ก็โปรดอย่าอ่าน เพราะขนาดเราเอง ยังไม่อยากเขียนเลย เบื่อว่ะ! (แต่ก็ยังมาเขียน ท่าจะบ้า)
...ย้ำก่อนอ่าน "การรักษาพยาบาล ตามที่เราเขียนบอกไว้ ถึงแม้เราจะรักษาแล้วหายดี รู้สึกดี ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะรักษาดีเหมือนที่เราบอก และที่เรารักษาไม่หาย รู้สึกไม่ดี ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่หายไม่ดีเหมือนที่เราเจอ ลางเนื้อชอบลางยา และ นี่ไม่ใช่ผลการวิจัย ไม่สามารถใช้อ้างอิงใดใดได้ทั้งสิ้น เผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางอะไรบางอย่าง แล้วแต่คุณจะนำไปปรับใช้ แต่ถ้าหากคุณเป็นพวกที่อ่านแล้วคิดในแง่ดีไม่ได้ ก็ไม่ต้องอ่าน ให้เสียเวลา" นี่ไม่ใช่บทความโฆษณา...
เริ่ม
อีนี่ท่าจะบ้า มีใครอยากเป็นคนไข้บ้างวะ แต่อีนี่มาดี-อก-ดี-ใจ : คนอ่านคิด
แบบว่ามันติดอยู่ในใจอ่ะนะคะ
ก็ไม่ได้อยากป่วยนักหรอก
(ใครจะอยากป่วย? จริงไหม)
แต่พอดีว่า เราคิดว่าโรงพยาบาลนี้ (ร.พ.จุฬาลงกรณ์) เจ๋งอ่ะค่ะ
ประจวบกับมีสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจเรามานานแล้ว
นั่นคือ คนไข้เยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
จนเราคิดว่า ชาตินี้ เราคงไม่มีทางได้มารักษาที่นี่แน่ ๆ
(เพราะเราไม่มีความอดทน และไม่ชอบอะไรที่ดูวุ่นวาย
ของเขาดีจริง ๆ โรงพยาบาลของรัฐค่าใช้จ่ายถูก คนก็เลยมาก)
ตัวจริงเราเป็นคนค่อนข้างเซ่อ ๆ ค่ะ
ถ้าพบความวุ่นวายมาก ๆ เราอาจจะสติแตกต่อหน้าธารกำนัล
ก๊าก...
ลองมาคิด ๆ ดูกันเถอะค่ะ
เวลาคุณป่วย คุณจะหาหมอที่ไหนคะ? และเพราะอะไรคะ
(ไปคิดซะ)
เท่าที่เราจำความได้ คือ
เราหาหมอมาแล้วหลายที่
ไล่ตั้งแต่เกิด
เราเกิดที่ ร.พ.หัวเฉียว (เหตุผลคือสะดวกแม่เรา เพราะแม่บอกว่าถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลจะไม่สะดวกเลย และที่สำคัญป้าของเราก็คลอดลูกสาวลูกชายที่นี่ เขาว่าดีมาก ป้าจึงแนะนำแม่ว่าต้องที่นี่ และสุดท้ายพวกเราเป็นลูกหลานคนจีน และคนจีนไปมักจะไปคลอดลูกที่หัวเฉียวกัน เกี่ยวป่าวไม่รู้ แต่รู้มาประมาณนี้) เคยไปหาหัวเฉียวอีกครั้ง หลังจากเกิด คือเมื่อตอนอายุ 17 จำได้แม่นเลย แล้วพอไปอีกทีเมื่อเร็ว ๆ นี้ เลยต้องไปทำประวัติใหม่เลย เพราะหากขาดการติดต่อกับทางโรงพยาบาลเกิน ๕ ปี ร.พ.จะทิ้งประวัติเก่า --- เป็นงี้ทุกที่ป่าวไม่ทราบ แต่ที่นี่ เป็น
จากนั้นเราก็หาหมอที่ พญาไท ๑ จำได้ว่าช่วงอนุบาลประถม เราเข้าพญาไท ๑ บ่อยมาก (แต่น้อยกว่าเอ เพราะตอนเด็ก ๆ เอมีอาการป่วยลึกลับ ที่หมอแผนปัจจุบันตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้หายป่วยแล้ว) ไปรักษาอาการเจ็บป่วยกันจนถึงตอนเรา ป.ตรี ปี ๑ แหละ (เลือกไปที่นี่เพราะอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า ไข้ขึ้นทีไร แม่ก็จับขึ้น Taxi ไปแต่พญาไท ๑ ทุกที เราชอบมากอ่ะ เพราะว่าไปทีก็จะชอบไปซื้อสติกเกอร์ที่ร้านขายของข้างโรงพยาบาล อยู่ตรงด้านหน้าห้องอาหารอ่ะ ตอนนี้เป็นร้านอะไรไปแล้วเราก็ไม่รู้แล้ว ไปมาล่าสุดก็เมื่อปีที่แล้ว ไปเดินเล่น! ยายเราหาหมอประจำที่พญาไท ๑) ตอนแม่อายุประมาณ ๓๐ กว่า ๆ เป็นไทรอยด์ก็เคยหาที่นี่ แต่เลิกหาเพราะอะไรไม่รู้ แม่บอกว่าหายเอง! (เออนึกออกแล้ว ไปหาที่นี่ เพราะมีหมอแถวบ้านป้า หมอมานิตย์อ่ะ เป็นหมอประจำของที่นี่ แต่เปิดคลินิกของตัวเองด้วย เขาแนะนำให้มาที่นี่ ถ้าในกรณีที่ป่วยมาก ๆ)
แต่ระหว่างนั้น (ช่วงเด็ก ๆ ถึงช่วงอยู่มหาวิทยาลัย) เวลาเป็นโรคอื่น ๆ ก็ไปตามที่ที่มีคนแนะนำว่ารักษาดี
เช่น โรคผิวหนัง สิว ลมพิษ ผื่นคัน
เราไป ร.พ.รามาฯ (แม่พาไป จำไม่ค่อยได้ นานมากแล้ว)
สิวนี่ไม่อยากเล่า เพราะว่าเยอะมาก เป็นสิวตั้งแต่ ป.๓๔๕ สักปี จำไม่ได้ หาหมอเยอะมากจนจำไม่ได้
ไปหมอก่อเกียรติแถวสำโรง
ไปราชเทวีคลินิก
ไป... โอ้ย นึกไม่ออก แต่เท่าที่พอระลึกถึงความหลังได้เนี่ย มันเยอะมาก มีแบบแค่ซื้อยามาทาด้วย ครีมป้าอี๊ด (พอดีเราเรียกงี้อ่ะ ก๊าก) ก็ทา แต่ส่วนใหญ่เลิกเพราะมีเอฟเฟกที่ส่วนตัวเราไม่พึงพอใจ (แต่คนอื่นเขาไม่เป็น) เช่น หน้ามันมาก ยาไหลเข้าตา ยากลิ่นเหม็นไป (บางทียาหอม แต่ทาบนหน้าแล้วเหม็น) อะไรทำนองนี้ ที่หามาทั้งหมดเนี่ยน่าจะมากกว่ายี่สิบที่ บางทีรักษาไป ยาเก่ายังไม่หมด เจอร้านใหม่ แม่ก็จับเข้าร้านใหม่ กินยาจนตับทรุด (พูดเล่น เดาเอา) ทายาจนเอือมระอา บางที่รักษากันนานเป็นปี บางที่รักษาแค่แป๊บเดียว แบบที่บอกไปแล้วว่า ถ้ารู้สึกว่าไม่เห็นได้เรื่องก็จะมีร้านใหม่เข้ามาทันที เพราะข่าววงในเยอะมาก แต่เราไม่รู้หรอกว่ามาจากแหล่งข่าวไหนบ้าง รู้แค่ว่าแม่พาไป ก็ต้องไป (ไปตลอดแหละ เพราะแรก ๆ เราก็อยากสวย และอยากผิวใส ๆ เหมือนคนอื่น เนื่องจากทนไม่ไหวเวลาพวกปากจัญไรชอบมาล้อ - ขอบอกเลยนะ ถ้าเราเห็นใครล้อเด็ก หรือเด็กด้วยกันล้อกันเรื่องสิวนะ เราจะเดินไปตบกบาลมัน พูดเล่น เราแค่จะเดินไปบอกให้มันรู้ว่า มันกำลังทำความชั่วอยู่ เพราะว่า การล้อปมด้อยของคนอื่น มันไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้คนที่โดนล้อ "อับอาย" หรือแค่ทำให้เกิดความสนุกสนานในกลุ่ม แต่มันเป็นการสร้างปมอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในใจของคนที่โดนล้อ เราเชื่อว่าการล้อปมด้อย มันสามารถส่งผลกระทบไปได้กว้างและลึกเกินกว่าที่คนล้อคิดไว้ (บางทีคนล้อแค่อยากให้คนถูกล้อรู้สึกอับอาย แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ได้แค่รู้สึกอับอาย แต่กลายเป็น "อยากตาย" ไปเลย อะไรทำนองนี้ อย่าว่าเราเวอร์ เพราะมันมีจริง ๆ อย่าคิดว่าคนอื่นจะคิดเหมือนคุณไปหมด ถ้าทุกคนคิดเหมือนคุณ โลกนี้คงสงบน่าดู! คุณไหนไม่รู้ แบบเราขอแดกดันคนที่ชอบคิดอะไรด้านเดียว) ดังนั้น ถ้าใครทำนิสัยแบบนี้อยู่ ขอให้เลิกซะ ขอให้รู้ไว้ว่า "คนเราเลือกเกิดไม่ได้ และไม่มีใครอยากไม่สวย ไม่มีใครอยากขี้เหร่ ไม่มีใครอยากน่าเกลียด ไม่มีใครอยากได้รับสิ่งไม่ดีไม่งาม ไม่มีจริง ๆ ลองถามใจคุณเองดูสิ หรือว่าคุณอยาก! คุณถึงได้ไปล้อเขานัก (เด็ก ๆ เราก็ไม่เคยล้อใครนะ เพียงแต่จำได้ว่า ตอนที่หน้ายังสวยใสไร้สติ เรารู้สึกไม่ค่อยชอบ หรือพูดชัด ๆ ว่าเกลียด "เพลงสิว" ที่ใครร้องนะ เป็นเพลงแปลงอ่ะ จำไม่ได้ แต่ว่ามันจะเกี่ยวเหรอ เราแค่ไม่ชอบเพราะมันดูเป็นการล้ออ่ะ มันไม่ตลก กะอีเรื่องแค่นี้ เราต้องเป็นสิวเลยเหรอ ก๊าก... สงสัยไม่เกี่ยว)
เราเชื่อเรื่องของกรรมอ่ะนะ บางทีชาติที่แล้ว เราคงไปทำให้ใครเป็นสิว ชาตินี้เลยต้องเป็นสิว - ที่คิดแบบนี้ เพราะรักษายังไงก็ไม่หาย นี่เลิกรักษามาตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนใกล้ ๆ จบ เพราะรู้สึกว่า ม.5 ยังรักษาอยู่เลย เพิ่งกลับมารักษาอีกทีเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะจริง ๆ จะไปหาหมอเรื่อง SLE แต่กลับได้รักษาสิวแทน งงเหมือนกัน แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร ก๊าก...
ลางเนื้อชอบลางยา แต่สำหรับเรา กี่ยาก็ไม่เห็นหายเลย เราจึงสรุปว่าคงไม่เกี่ยวกับหมอกับยา แต่คงเป็นที่ใจ ไม่งั้นก็ที่กรรมอย่างที่บอกไป แต่ทุกวันนี้เรากลับดีใจนะ ที่เป็นสิว (อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้อะไร ที่คนที่ไม่มีสิว อาจไม่เคยรู้ หรือไม่มีวันได้รู้เลย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำให้เข้าใจโลกได้อีกระดับหนึ่ง)
และนอกจากนี้ ก็เรียนรู้มาเรื่อย ๆ จากสื่อต่าง ๆ ว่า นมแม่เป็นสิ่งที่สร้างภูมิต้านทานที่ดีที่สุดให้กับลูก คนที่ไม่ได้กินนมแม่ จะเจ็บป่วย จะอะไรมากมายก่ายกอง (ไม่แน่ใจ ขอให้ไปหาข้อมูลเอง) และเราคือหนึ่งคนที่ไม่ได้กินนมแม่ (แม่บอกตั้งแต่เด็กเลย ว่า น้องแอมน่าสงสารกว่าเอ เพราะตอนเอได้กินนมแม่นิดเดียว แต่ตอนแอมแม่ไม่มีนมให้กินเลยอ่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เราเฉย ๆ อ่ะ ไม่ได้เศร้าโศกอะไร เศร้าไปก็เท่านั้น แม่เราไม่มีนมแม่ แต่ก็เลี้ยงเรามาจนโตขึ้นมาทำอะไรได้ตั้งมากมาย ไม่เห็นจะดูมีปัญหาตรงไหนเลย ไอ้พวกคนที่ใจแคบแหละที่มองเป็นปัญหา - เฮ้ยคุณผู้อ่านแอบคิดงี้ป่าววะ เราไม่ใช่เด็กที่ที่บ้านเก็บมาเลี้ยงนะเฟ้ย ก๊าก... หน้าเราเหมือนกับต้นตระกูลยังกับแกะ) พอยิ่งรู้ ก็ยิ่งทำให้เชื่อได้สนิทเลยว่า บางทีการที่เราเจ็บป่วย ถ้านอกเหนือจากเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายตามปกติแล้ว ก็คงเป็นเพราะเราไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากนมแม่ตั้งแต่เด็ก ๆ และพันธุกรรมด้วย (เราคาดว่า เราได้ยีนเด่นจากทางป๋าเยอะมาก ก๊าก... เพราะป๋าเราสิวเยอะมาก) ก็ไม่อะไรนะ จริง ๆ ถ้ารักษาสิวคราวนี้ไม่หายอีก ไม่เกินปี เราคงเลิกหาแล้ว แบบว่าเข้าใจสุขภาพตัวเองแล้ว และที่สำคัญคือเราคิดว่ามันไม่เป็นปัญหากับการดำรงชีวิตของเรา เพราะเราไม่ได้ทำงานขายหน้าตา ใครมองว่าเป็นปัญหาก็ไม่ต้องมามองหน้าเรา จบ ไม่เห็นจะยาก?
เพราะเราไม่ได้ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้เอง และพยายามทำดีที่สุดแล้ว (เรื่องคิดมาก นี่ไม่เกี่ยวนะ คนบางคน คิดมากกว่าเรา (คิดจนไปฆ่าคนอื่น คิดจนไปฆ่าตัวตาย) ไม่เห็นจะเป็นสิวเลย แล้วเราก็ไม่ได้คิดมากมายด้วย ที่เห็นว่ามากนี่เพราะว่าเราโพสต์บล็อกมาก มากกว่า จริง ๆ ก็คิดพอกับคนอื่น แต่อาจจะต่างกันตรงที่เราคิดในประเด็นที่ไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่น ๆ)
โห แค่เรื่องรักษาสิว ยาวมาถึงนี่ได้ไงวะเนี่ย
เออเคยรักษาศูนย์ผิวหนังของ มศว ด้วย แต่ไม่ได้รักษาสิว ไปรักษาเรื่องแพ้น้ำยาล้างฟิล์มขาวดำ หมอที่ตรวจโคตรหล่อ (ปัจจุบันเป็นนักร้อง) ไปเดาเอง ก๊าก...
เปลี่ยนอาการบ้าง
หมอตา
ช่วงม.ปลาย เราตาสั้น เอียง และเป็นภูมิแพ้ที่เปลือกตา (คงเป็นเพราะบ้าคอม)
เราหาหมอที่ สุชาติจักษุคลีนิค
หมอเขารักษาดีมากอ่ะ แต่ไม่่ค่อยอยากไป ไกล อยู่ปากน้ำ ขี้เกียจไปแถวนั้น
มีแถวอื่นป่าวไม่แน่ใจ
หมอฟัน
หาที่ บัณฑิตโกศล คลินิก หากันตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปีที่แล้ว
ฟันจริง ๆ เราว่าทั้งชีวิตเรา ถ้าไม่นับป่วยเป็นหวัดเป็นไข้นะ เราเสียเงินเรื่องทำฟันมหาศาล (มีบันทึกถึงเรื่องนี้เยอะมาก) แต่ว่าจะเลิกไปแล้ว เพราะล่าสุด ไม่ชอบพนักงานผู้ชายในร้าน เราว่าเขาแก่และดูน่าจะเป็นหมอมากกว่าพนักงานเคาวน์เตอร์ คำตอบของเขาทำให้เราเบื่อหน่ายหลายรอบแล้ว เหมือนถูกคนแก่ด่า! นี่ก็ไม่ได้ไปมาจะปีนึงแล้ว คิดอยู่ว่าจะไปหาหมอฟันที่ไหนแทนดี (คือที่นี่รักษาดีนะ แต่ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากไปแล้ว อยากหาที่อื่นดูบ้าง)
หมอหู
เราเคยหาหมอหูอาการอะไรก็จำไม่ได้ (น้ำหนวกมั๊ง) แต่จำได้ว่าหาที่ไทยนครินทร์
- ไทยนครินทร์ นี่ หลัง ๆ มานี้ ที่บ้านไปหาบ่อย เพราะถือว่าใกล้เซนทรัลบางนา ไปโรงพยาบาลเสร็จ ก็วิ่งเข้าห้าง เอิ๊ก ๆ แต่ส่วนตัวเราหาไม่บ่อย เราแทบจะไม่เข้าโรงพยาบาลเลย ถือว่าป่วยน้อยนะ ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ คือที่สำคัญ เราไม่คิดว่าการรักษาทางกายจากแพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นคำตอบสุดท้าย และที่สำคัญเราไม่ชอบกินยา คือกินจนครบ แต่ไม่ชอบไขว่ขว้าหามากิน
หมออื่น ๆ
ป๋ากับแม่เขาจะมีที่อื่น ๆ ซึ่งเราไม่รู้อ่ะ เวลาเขาหาหมอเราจะไม่ค่อยรู้หรอก
เออ เวลาเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ เราจะหาหมอเชิดศักดิ์ ที่ซอยวชิรธรรมสาธิตอ่ะ เพราะหมอเขาตรวจละเอียด แม่ชอบพาไปแหละ หมอเชิดศักดิ์เป็นคนทักเราเรื่องโรค SLE ตั้งแต่ประมาณสามปีที่แล้ว แต่เพราะว่าหมอถามว่าปวดข้อไหม ซึ่งเราไม่ปวด เราเลยไม่ตรวจ และทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ตรวจ คิดว่าไม่น่าจะเป็น ตามที่อ่านมาอ่ะนะ (http://www.thai-sle.com/ebook-thai_sle/Ebook.htm) เรายังดูไม่ถึงขั้นที่น่าจะเป็น
โอ๊ยเมื่อไรจะเข้าเรื่องวะ
***********
เข้าเรื่องแล้วนะ คือ เราเคยจะไปทำบัตรรักษา ที่ ร.พ.จุฬาแล้วครั้งนึง (ป๋าให้ไปหาอะไรรักษาซะ - เนื่องจากเห็นเราป่วยการเมืองได้ทั้งปี - จะได้มีประวัติ ก๊าก...)
วันนั้นเราเจ็บตามาก ช่วงก่อน 30 ม.ค. แสบตาเส้นเลือดฝอยแตกมีตุ่มที่เปลือก (โลชั่นละลายไหลเข้าตา)
พอไปเมื่อ 30 ม.ค. เจอแจคพอต
"หมอประชุม"
เลยไม่ได้ตรวจ
แล้วอาการตาเจ็บมันก็หายเอง
สรุป เราก็ยังไม่ได้ทำบัตร ไม่ได้ตรวจ
ใบกรอกประวัติผู้ป่วยใหม่อ่ะ (ใบเขียว) เรายังเก็บไว้ แล้ววันนี้ก็เอาไปยื่น (สภาพเปื่อยยุ่ย)
ที่ตัดสินใจไปหาหมอดีกว่า
เพราะว่า
๑) ไป ร.พ.จุฬาฯ ทุกวันอยู่แล้ว (เป็นเพื่อนแม่ แม่ไปฉายแสง)
๒) เรากลัวตายก่อนได้รักษา เนื่องจากเป็นอาการแบบนี้
๓) ที่สำคัญสุดคือ เรายังไม่อยากตาย เรายังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเลย (เอนทรี่ที่แล้วเห็นบ่นเจ๊อยากตาย ๆ - คนอ่านนึกด่า)
๔) คงมีแค่สามข้อ อ๋อ นึกออกแล้ว ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ว่า เราอยากเป็นคนไข้โรงพยาบาลนี้อ่ะ (!!!?) โรงพยาบาลนี้ มีคนไข้จากทั่วสารทิศ (ขอบอก ทั่วประเทศ เหนือใต้ออกตก บางคนขับรถมาจากปราจีน ตั้งแต่ตีสาม จอร์ชมาก ๆ)
สรุปไปหาหมอมาแล้วนะ
ซึ่งแน่นอน เราขอมาเล่าขั้นตอนการเข้ารับการรักษาที่ ร.พ.จุฬาลงกรณ์
(ดีใจมากที่มีเอซังไปด้วย เพราะเขาลองผิดลองถูกมาจนทำเป็นหมดแล้ว 555 ถ้าคุณขี้เกียจอ่าน ก็ไม่ต้องอ่าน แค่ตอนที่จะไปไหน กรุณาลากคนที่ ไปถูก ไปเป็น ไปแล้วอำนวยความสะดวกมากกว่าไปเป็นภาระ ไปเป็นเพื่อนนะจ๊ะ แค่นี้แหละ จบข่าว)
คนไข้ใหม่นะ ไปถึง ก็ไป ตึก ภปร ชั้น G (ไม่ต้องขึ้นไม่ต้องลงลิฟท์ไปไหน ชั้นนั้นแหละ)
- เริ่มจากกรอกใบเขียว กรอกให้ละเอียดทุกอย่าง ถ้ากรอกไม่ละเอียดเขาจะไม่รับทำบัตรใหม่ (เห็นแปะประกาศไว้ตรงหน้ากระจกเจ้าหน้าที่ช่อง 11)
- รับบัตรคิวสีชมพู จากเจ้าหน้าที่อาสากาชาด (ไม่แน่ใจว่าเรียกแบบนี้หรือไม่ แต่ใส่คลุมเสื้อสีแดงเข้ม) วันนี้เราได้คิว 211 ใครจะไปตีหวยก็ตามสบาย!
- รับบัตรคิวแล้วนั่งรอ ดูเขาเรียกคิว พอถึงคิว ก็เดินไปตรงที่เขาต่อแถว แต่ไม่ใช่นึกอยากยืนตรงไหนก็ยืนได้นะ และไม่ใช่ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน เพราะว่าตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่ มาเรียกให้ยืนตามเลขคิวเลย ซึ่งเริดมาก บัตรคิวมีค่าจริง ๆ (แต่หลังจากคิวที่เท่าไรไม่แน่ใจ ก็จะไม่เรียกคิวแล้ว อยากยืนไหนก็ยืนไป แล้วก็กรณีเครื่องเรียกคิวเพี้ยน ๆ เช่นวันนี้)
- ต่อคิวเพื่อไปหาพยาบาล (วันนี้เราเห็น มีพยาบาลจุดนี้สองคน) เพื่อที่เขาจะบอกแผนก บอกชั้น ที่เราจะไปรักษา (คนที่ยังไม่ถึงคิวที่จะพูดกับพยาบาล อย่าไปยืนติดคนที่พูดกับพยาบาล กรุณามีมารยาท ช่วยยืนห่างมาสักสองฟุต เราเห็นเจ้าหน้าที่ที่จัดคิวมาดุไอ้ผู้ชายคนหนึ่งที่ไปยืนติดกับผู้หญิงที่คุยเล่าอาการให้พยาบาลฟังอยู่ เลยเอามาเตือน แบบว่า มันก็จริงนะ ถ้าไปยืนติด คุณก็จะได้ยินว่าเขาเป็นอะไร เจ้าหน้าที่เขาทำถูกแล้วเพราะมันเป็นความลับของคนไข้อ่ะ) อย่างวันนี้ เราไปโดยกรอกอาการว่า หายใจไม่ออก ขณะหลับ พยาบาลอ่านแล้ว ทำหน้างง เราเลยเล่าอาการ จากนั้นพยาบาลถามว่า นอนกรนไหม? เราบอกว่าเราไม่ได้กรน เพราะ แม่กับเอ (สองคนนี้คือคนที่เคยนอนข้างเรา) บอกว่าเราไม่ได้กรน พยาบาลบอกว่าอย่างนี้ต้องตรวจอายุรกรรม ซึ่งต้องนัดล่วงหน้า (อีนี่คิดในใจ ไม่ได้ตรวจอีกแล้ว ฮือ...) แต่พยาบาลเขาเห็นสีหน้าหดหู่ เลยบอกว่า กรอกว่านอนกรนแล้วกัน จะได้ไปตรวจ เราก็โอเค เพราะบอกตรง ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเรากรนหรือไม่กรน การที่แม่กับเอบอกว่าไม่กรน เขาอาจจะไม่เคยตื่นมาได้ยินก็ได้ ใครจะไปรู้ จริงป่ะ? แล้วเขาก็วงให้เราไปตรวจที่ชั้น 10 หู คอ จมูก (เราดีใจ น้ำตาไหลพราก ๆ) เขาก็ให้ไปจ่ายเงินค่าทำบัตรใหม่ที่ช่อง 6 (เขาว่าไง ก็ฟัง ๆ ไว้)
- เสียเงิน 20 บาท ที่ช่อง 6 ได้ใบเสร็จ ก็เก็บไป (เขาให้ไปช่อง 8- เท่าไรไม่แน่ใจ แต่เราไปช่อง 10 เพราะคุณพยาบาลบอกไว้ว่าไปช่องหกแล้วไปช่องสิบนะ - แบบว่า เราเป็นคนว่านอนสอนง่าย พูดไรก็เชื่อ เหรอ?)
- ไปรอที่ช่อง 10 (ช่องแถวนี้แหละที่จะได้บัตรผู้ป่วย ระหว่างต่อแถวอยู่นี้ ตาเราก็เหลือบไปเห็นที่บอกแหละ ว่าที่กระจกช่อง 11 มีแปะว่า ถ้ากรอกไม่ละเอียดจะไม่รับทำบัตร) ที่สำคัญ ช่องตรงนี้ จะขอดูบัตรประชาชนด้วย เพื่อกรอกเลข 13 หลัก แต่ถึงจำได้แต่ไม่เอามาเขาก็คงไม่พิมพ์ลงประวัติให้ (มีคนไม่เอามา เจ้าหน้าที่หงุดหงิดเลย แต่ยังไงมาหาใหม่ก็ต้องเอามาอีก เอามายื่นให้เขาดูทุกครั้ง ดังนั้น กรุณาพกบัตรประชาชนด้วยเด้อ) ตอนรอ นานพอสมควร คุณตาที่ยืนต่อแถว ในแถวข้าง ๆ เรา (แถว 9) เกิดเป็นลม (ตกใจมาก ที่นี่คุณจะเห็นการเจ็บป่วยทุกรูปแบบ ถ้าจังหวะได้เห็น แต่อย่าเห็นเลย บางทีตกใจ) แล้วเราก็ได้บัตรมา (ดีใจ ฮือ...) แต่เราเห็นปัญหาอะไรบางอย่าง ไม่รู้เข้าใจผิดป่าว คือคนหน้าเรา เป็นเด็กผู้ชาย อายุ 17 ได้บัตรแล้ว แต่คีย์ประวัติไม่ได้เพราะเหมือนว่าชื่อนามสกุลซ้ำ (แต่เป็นคนละคน) งงอ่ะ ไม่รู้สุดท้ายเจ้าหน้าที่ทำไงถึงได้ แต่ว่านานมาก ๆ (เด็กคนนั้นก็หงุดหงิดมาก เพราะว่าเราเห็นเขาบอกแม่เขา ตั้งแต่ต่อคิวแล้วว่า ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ (ปวดอึ!) น่าเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของเขามาก ๆ พอดีเราเป็นบ่อย - อ่านแล้วขำได้นะ เพราะตอนเรานี้ที่เราพิมพ์อยู่เราก็ขำตัวเองว่ะ แต่อย่ามาขำเรื่องนี้ต่อหน้าเรานะ ไม่งั้นมีต่อย!!!!!) โอเค ได้บัตรแล้วก็ไปชั้น 10
- เล่าชั้นก่อน เท่าที่รู้ ชั้นพื้นคือชั้น G ไปลิฟต์ระวังงง ถ้าเดินบันไดจะพบว่ามี ชั้น M (สองช่วงกระได = 2-3) ตามด้วยชั้น 1 ซื้อยา กับอะไรไม่แน่ใจ (1=4) ชั้นสอง ตรวจสุขภาพ กับ คลินิกโรคผิวหนัง มีแค่ช่วงเช้า และบ่ายวันอังคารหรือไงเนี่ยไปเช็คอีกที จุดเดียวกันนี้จะเป็นคลินิคโรคปอด (2=5) ชั้นสาม ซื้อยากับอะไรอีกไม่แน่ใจ (3=6) สี่ เอกซเรย์ เจาะเลือด (4=7) ห้าไม่รู้ ไม่เคยไปเลยไม่ได้จำ (5=8) ชั้นหกศัลยกรรม (6=9) เจ็ดไม่รู้ (7=10) แปดไม่รู้ (8=11) เก้ากุมารเวช (9=12) สิบหูคอจมูก (10=13) สิบเอ็ด ตา กับซื้อยา (11=14) นอกนั้นไม่รู้ ไม่รู้มีกี่ชั้น ไม่เคยจำเลย อาจเคยไปครั้งสองครั้งแต่จำไม่ได้! (ที่เขียนบอกเพราะเผื่อใครจะเดินขึ้นบันได สมมติเขาบอกว่าชั้นหก คุณก็คิดว่า โอ้ หกชั้น เดี้ยนเดินเก้าชั้นมาแล้ว แค่นี้กระจอกมาก พอเดินเท่านั้นแหละถึงพบสัจธรรมว่า เลขชั้น ไม่ได้สื่ออะไรเลย เพราะที่นี่คุณต้องเดินถึงบันไดถึง 9 ชั้นเพื่อไปชั้นหก ก๊าก... แต่ส่วนใหญ่เราชอบเดินนะ ไม่ชอบขึ้นลิฟท์ เพราะคนรอเยอะ คนชอบแซงก็เยอะ และไม่ชอบที่แคบ ยกเว้นถ้าเดินกับแม่ กลัวแม่เขาเดินไม่ไหว ต้องลิฟท์เท่านั้น แต่ถ้าเดินไปเดินมาระหว่างชั้นคนเดียวเนี่ย เราใช้บันได
- อ่ะพอไปชั้นสิบแล้ว ก็เอาใบเขียวไปเสียบที่ ที่เสียบบัตรนัด วางอยู่หน้าเคาวน์เตอร์เจ้าหน้าที่ (ไม่เห็นภาพ ก็ถ้าไปจริง ๆ งง ๆ ก็ถาม ๆ เอาแล้วกัน) คนไม่เห็นภาพ เราก็บอกได้แค่ขั้นตอน รอเรียกชื่อให้เขาไปรอในห้องรอตรวจ (เอาว่าถ้าสงสัยอะไร ก็ถาม ๆ เจ้าหน้าที่ที่บอกข้อมูลเราแหละ) ตอนเขาเรียกชื่อแล้ว ให้เดินไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อบอกชื่อนามสกุลก่อนเข้าห้องรอตรวจ ถ้าเดินไปเลยไม่บอกชื่อ จะโดนเรียกซ้ำ ๆ (แต่ไม่ได้ยินเพราะอยู่ในห้องเสียงตะโกนตรงนี้ เข้าไปไม่ถึง) และเขาจะตัิดชื่อถือว่าสละสิทธิ์ (อันนี้แม่เราเจอมาแล้ว เพราะเราไม่รู้อ่ะ ว่าต้องแจ้งชื่อสกุลก่อนด้วย ดีที่รีบไปแจ้งทัน) พอรอข้างใน พยายามอย่านั่งหน้าห้องตรวจ เพราะว่าเก้าอี้ตรงนั้น เป็นของคนไข้ที่เจ้าหน้าที่จะมาเรียกให้รอเข้าห้อง ควรไปนั่งที่นั่งเยอะ ๆ พอหมอมา ประมาณสักเก้าโมงกว่า ๆ อ่ะ (ไม่แน่ใจว่าทุกแผนกรึเปล่านะ คือก่อนเก้าโมงที่พยาบาลจะเริ่มเรียกนั่งรอหน้าห้องตรวจ ก็จะมีแต่การรอรอรอ เวลานี้ ใครปวดฉี่ ใครหิวก็ไปทำให้เรียบร้อย มีร้านขายอาหารเครื่องดื่มบริการด้วย แถวห้องน้ำ เท่าที่จำได้คือชั้นสอง นอกนั้นจำไม่ได้ว่ามีชั้นไหนอีก) พอโดนเรียกรอหน้าห้องตรวจก็โอเค ฝันใกล้เป็นจริง

จุดเสียบบัตรเขียวบัตรเหลืองบัตรนัด คือจุดแถวที่คนเดินแล้วกล้องเราจับได้เป็นภาพบรื๋อ ๆ อ่ะ
(รูปนี้แอบถ่ายมาเพราะน้องผู้ชายคนที่สะพายกระเป๋าอ่ะ น่ารักเหมือนตาอ้วนเลย - แม้แต่เด็กยังไม่เว้น คนอ่านด่า ก๊าก...)
- เออเราลืมเล่าของเรา เนื่องจากใบเขียวของเรา มีระบุว่านอนกรน ตอนพยาบาลเคาเตอร์เรียกเรา เขาบอกว่านอนกรน มีคลินิคเฉพาะวันพุธ ต้องทำนัด (คิดในใจ อีกแล้วเหรอ!!!! สงสัยไม่ต้องตรวจแล้ว โดนเลื่อนทุกจุดเลย ฮือ...) ไปทำนัดที่โต๊ะ 4 ด้านใน (ฮือ...)
- เราก็ไปทำนัด แต่คุณพยาบาล โต๊ะ 4 น่ารักมาก พูดดีมาก เขาบอกว่า ถ้าไม่แน่ใจ ตรวจก่อนดีกว่านะ เพราะถ้าคนข้าง ๆ บอกว่าไม่กรน ก็น่าจะไม่ใช่นอนกรนหรอก แล้วเราก็ได้รอตรวจ
อืมโต๊ะ 4 ของชั้นนี้ คือ จุดที่ เมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะตรวจเสร็จแล้ว หรือต้องไปตรวจจุดอื่นต่อ เราต้องเดินเอาแฟ้มประวัติไปให้เขาอ่าน เขาจะบอกว่าเราต้องไปไหนต่อ อะไรยังไง ทำนองนี้ เหมือนเป็นจุดที่ช่วยอธิบายขั้นตอน ยกเว้นกรณีแบบเรา ที่ข้างนอกเขาบอกให้เดินมาทำนัดก่อน
- สุดท้ายเราได้ตรวจ โดนหมอดุ (เหมือนว่าเราจะอธิบายอาการไม่ชัด ไม่ตรงประเด็นหรือไงไม่รู้) เรานะ แซด ๆ ๆ ๆ (เจ็บจมูก ดึงลิ้นดูคอ จะอ้วกใส่หมอตั้งสองรอบ) แต่พอตรวจ ๆ หมอเขาก็ไม่ดุแล้ว สรุป เราโพรงจมูกบวม หมอบอกแค่นี้ก่อน (อาการมีแค่นี้) แต่มีอาการกรดไหลย้อนเล็กน้อยด้วย หมอบอกว่ามีกินยากับพ่นยา เราเอากิน เราไม่คิดว่าเราจะอาการหนักขนาดนั้น (น่ากลัว กลัวติดยาพ่น) ถ้ากินยาแล้วดีขึ้น ก็โอเค แต่นัด อีกสองอาทิตย์มาดู ถ้าไม่ดีขึ้น จะให้พ่นยา ถ้าไม่ดีขึ้น สามเดือนไม่หาย ก็รักษาได้อีกอย่างนึงคือ ผ่าตัด หายแน่นอน (ผ่าตัด จอร์ช อกอีแป้นแตก โน่ ๆ ยังไม่วิกฤตขนาดนั้น เราภาวนา) และเราก็ไปตรวจภูมิแพ้ด้วย ที่ห้องเบอร์ 10 เปิดเข้าไปได้เลย อย่าเฟิ่วเหมือนเรา ที่ไปยืนรอ ก๊าก... เข้าไปจะมีการหยดสารภูมิแพ้ที่แขนข้างที่ไม่ใช้เขียนหนังสือ ยี่สิบหยดหรือไง ไม่ได้จำ แล้วเอาเข็มสะกิดให้ตรงที่หยดเป็นแผล ซึ่งแผลเราเหลือไม่ครบ เราว่าบางอันเจ้าหน้าที่สะกิดน้อยไป มันไม่เป็นแผลอ่ะ คือ สารภูมิแพ้นี่จะเป็นพวก สารสกัดจากไรฝุ่น น้ำหอม ฯลฯ อะไรทำนองนี้ จำไม่ได้ เออออออออ ที่สำคัญ จะตรวจภูมิแพ้ ห้ามกินยาแก้แพ้ (แอนตี้ฮีสตามีนใช่ป่าววะ) ภายใน 5 วันนี้ ซึ่งเราไม่ได้กิน เรากินแต่ยาฆ่าเชื้อ ที่รักษาสิว หมอบอกว่าไม่เป็นไร ถ้ากินยาแก้แพ้ ตรวจไปก็ไม่พบ จากนั้นรอสิบห้านาทีให้แสดงอาการแพ้ ซึ่งระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่จะให้เรากรอกแบบสอบถามอาการแพ้ด้วย (มือที่เขียนหนังสือได้ เอาไว้กรอกแบบสอบถาม จึงห้ามเอาไปทดสอบ) ทั้งหมด เราแพ้ (ทุกคนต้องแพ้) จุดเดียวคือตัวที่ทดสอบว่าแพ้ ขนาดทดสอบแพ้ยังขึ้นตุ่มติ๊ดเดียว (น้องคนข้าง ๆ ขึ้นตุ่มใหญ่) แต่ที่เหลือที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ ไม่มีอะไรเป็นตุ่มบวมเลย (แปลว่าเราไม่ได้เป็นภูมิแพ้อะไรเหล่านี้) คนข้าง ๆ เราอีกคนฮามาก เขาก็ไม่แพ้เลย แต่เขาคุยกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่แพ้อะไรเลยเหรอ แต่เดี๊ยนแพ้นิเกิลนะคะ (เราคิดในใจ - แล้วในนี้มันมีนิเกิลป่าวละจ๊ะ)
เสร็จก็จ่ายค่าตรวจภูมิแพ้ 350 บาท ที่เคาเตอร์ด้านหน้าที่รูปตะกี้ เยื้อง ๆ ที่น้องผู้ชายนั่งอ่ะ

- พอไม่แพ้ก็กลับมาหาหมอต่อ หมอก็ให้ลองกินยา (ตามที่เรารีเควสเอง) แล้วไงมาดูอีกที ตรวจเสร็จ
- เราก็ไปหาโต๊ะ 4 พยาบาลบอกว่าเรียบร้อย ให้ไปวางแฟ้มในตะกร้าทำบัตรนัด (ออกจากประตู ดูป้ายเอว่าวางตะกร้าไหน) แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะทำให้ แล้วเรียกเอาบัตรนัด (ส่วนแฟ้มประวัติเขาก็จะเก็บไปเลย) ถ้าไม่เีรียก ลองไปค้นดูในตระกร้าน้อย (อันติ๊ดเดียว) เขาจะวางสารพัดบัตรนัดของทุกท่านที่ไม่มาเอาตอนเรียก ไว้ตรงนั้น (บางชั้นไม่มีนะ)
- แล้วเราก็ไปซื้อยาที่ชั้น 11 (แผนกอื่น อาจซื้อชั้นอื่นแล้วแต่เขาบอก) ดูจุดที่ขายยา ไปถึง มองหาบัตรคิว อยู่ซ้ายมือเราสุด รอคิวเรียกว่าให้ไปช่องไหน ยื่นใบซื้อยาที่ช่องนั้น แล้วทำตามขั้นเขาบอก
ไม่เขึยนต่อแล้วนะ
สงสัยพระเจ้าลงโทษเรา
ไฟห้องคอมของเรา มันดับอ่ะ (ฮือ...) มองไม่เห็น ๆ หลอดขาดมั๊ง ทำไมพระเจ้าลงโทษเราแบบนี้ คือเรามองไม่ค่อยเห็นแป้นพิมพ์แล้ว ถึงจะจำได้ แต่ก็ไม่ครบทุกจุด เพราะไม่ได้พิมพ์สัมผัสเป็น จึงขอหยุดการบรรยายภาพ(ไม่เห็นภาพเลยก๊าก...)ไว้เพียงแค่นี้แล้วกัน
แค่นี้คงพอจะโอเคแล้วแหละ เอาเป็นว่าที่เรามาเล่าวันนี้ หลัก ๆ ก็เพราะเราอยากย้ำให้รู้ว่า บริการทุก ๆ ที่ ล้วนมีขั้นมีตอน (อย่าลัดคิวชาวบ้าน อย่าเห็นแก่ตัว เขาก็ต้องมารอเหมือนกันทุกคนแหละ ก๊าก...) ยังไง ก็ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องเห็นใจคนมารับบริการ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียกันนะ แล้วที่สำคัญ ถ้าไงศึกษาขั้นตอนการทำ(อะไร - ที่จำเป็นต้องทำ)ไปก่อนล่วงหน้า (เช่นถามจากคนเคยทำ) และมีเจ้าหน้าที่ช่วยประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการทำ ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกันได้อ่ะนะคะ
ขอลาพักร้อนกับทุกท่านหลายวันอยู่ ถอดเน็ตเลย เพราะงานพี่เมย์ยังไม่เสร็จ (ที่ลัดคิวมาเขียน เพราะว่าเรื่องขั้นตอนการตรวจเนี่ย เราอยากเขียนมานานมากแล้ว ขอบอก ส่วนเรื่องโรงพยาบาลต่าง ๆ คือของแถม ย้ำว่าไม่ได้โ๋ฆษณา แต่ได้เขียนไป ก็โอเคแล้ว พอแล้ว) พักเขียนบล็อก ไม่มีกำหนด ไม่มีกำหนดแน่นอน เพราะสัปดาห์หน้าต้องเข้า ม
โชคดี อย่าเจ็บอย่าจนนะคะ กู๊ดไนท์นะ จะไปนอนแล้ว (ไม่กินข้าวปลาน้ำท่าไม่อาบ! ก๊าก...)
ปล. ระวังพวกขอตังค์กินข้าว และขายปากกาใน ร.พ. มิจฉาชีพ
ไปแล้ว แสบตามาก
...ย้ำก่อนอ่าน "การรักษาพยาบาล ตามที่เราเขียนบอกไว้ ถึงแม้เราจะรักษาแล้วหายดี รู้สึกดี ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะรักษาดีเหมือนที่เราบอก และที่เรารักษาไม่หาย รู้สึกไม่ดี ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่หายไม่ดีเหมือนที่เราเจอ ลางเนื้อชอบลางยา และ นี่ไม่ใช่ผลการวิจัย ไม่สามารถใช้อ้างอิงใดใดได้ทั้งสิ้น เผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางอะไรบางอย่าง แล้วแต่คุณจะนำไปปรับใช้ แต่ถ้าหากคุณเป็นพวกที่อ่านแล้วคิดในแง่ดีไม่ได้ ก็ไม่ต้องอ่าน ให้เสียเวลา" นี่ไม่ใช่บทความโฆษณา...
เริ่ม
อีนี่ท่าจะบ้า มีใครอยากเป็นคนไข้บ้างวะ แต่อีนี่มาดี-อก-ดี-ใจ : คนอ่านคิด
แบบว่ามันติดอยู่ในใจอ่ะนะคะ
ก็ไม่ได้อยากป่วยนักหรอก
(ใครจะอยากป่วย? จริงไหม)
แต่พอดีว่า เราคิดว่าโรงพยาบาลนี้ (ร.พ.จุฬาลงกรณ์) เจ๋งอ่ะค่ะ
ประจวบกับมีสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจเรามานานแล้ว
นั่นคือ คนไข้เยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
จนเราคิดว่า ชาตินี้ เราคงไม่มีทางได้มารักษาที่นี่แน่ ๆ
(เพราะเราไม่มีความอดทน และไม่ชอบอะไรที่ดูวุ่นวาย
ของเขาดีจริง ๆ โรงพยาบาลของรัฐค่าใช้จ่ายถูก คนก็เลยมาก)
ตัวจริงเราเป็นคนค่อนข้างเซ่อ ๆ ค่ะ
ถ้าพบความวุ่นวายมาก ๆ เราอาจจะสติแตกต่อหน้าธารกำนัล
ก๊าก...
ลองมาคิด ๆ ดูกันเถอะค่ะ
เวลาคุณป่วย คุณจะหาหมอที่ไหนคะ? และเพราะอะไรคะ
(ไปคิดซะ)
เท่าที่เราจำความได้ คือ
เราหาหมอมาแล้วหลายที่
ไล่ตั้งแต่เกิด
เราเกิดที่ ร.พ.หัวเฉียว (เหตุผลคือสะดวกแม่เรา เพราะแม่บอกว่าถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลจะไม่สะดวกเลย และที่สำคัญป้าของเราก็คลอดลูกสาวลูกชายที่นี่ เขาว่าดีมาก ป้าจึงแนะนำแม่ว่าต้องที่นี่ และสุดท้ายพวกเราเป็นลูกหลานคนจีน และคนจีนไปมักจะไปคลอดลูกที่หัวเฉียวกัน เกี่ยวป่าวไม่รู้ แต่รู้มาประมาณนี้) เคยไปหาหัวเฉียวอีกครั้ง หลังจากเกิด คือเมื่อตอนอายุ 17 จำได้แม่นเลย แล้วพอไปอีกทีเมื่อเร็ว ๆ นี้ เลยต้องไปทำประวัติใหม่เลย เพราะหากขาดการติดต่อกับทางโรงพยาบาลเกิน ๕ ปี ร.พ.จะทิ้งประวัติเก่า --- เป็นงี้ทุกที่ป่าวไม่ทราบ แต่ที่นี่ เป็น
จากนั้นเราก็หาหมอที่ พญาไท ๑ จำได้ว่าช่วงอนุบาลประถม เราเข้าพญาไท ๑ บ่อยมาก (แต่น้อยกว่าเอ เพราะตอนเด็ก ๆ เอมีอาการป่วยลึกลับ ที่หมอแผนปัจจุบันตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้หายป่วยแล้ว) ไปรักษาอาการเจ็บป่วยกันจนถึงตอนเรา ป.ตรี ปี ๑ แหละ (เลือกไปที่นี่เพราะอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า ไข้ขึ้นทีไร แม่ก็จับขึ้น Taxi ไปแต่พญาไท ๑ ทุกที เราชอบมากอ่ะ เพราะว่าไปทีก็จะชอบไปซื้อสติกเกอร์ที่ร้านขายของข้างโรงพยาบาล อยู่ตรงด้านหน้าห้องอาหารอ่ะ ตอนนี้เป็นร้านอะไรไปแล้วเราก็ไม่รู้แล้ว ไปมาล่าสุดก็เมื่อปีที่แล้ว ไปเดินเล่น! ยายเราหาหมอประจำที่พญาไท ๑) ตอนแม่อายุประมาณ ๓๐ กว่า ๆ เป็นไทรอยด์ก็เคยหาที่นี่ แต่เลิกหาเพราะอะไรไม่รู้ แม่บอกว่าหายเอง! (เออนึกออกแล้ว ไปหาที่นี่ เพราะมีหมอแถวบ้านป้า หมอมานิตย์อ่ะ เป็นหมอประจำของที่นี่ แต่เปิดคลินิกของตัวเองด้วย เขาแนะนำให้มาที่นี่ ถ้าในกรณีที่ป่วยมาก ๆ)
แต่ระหว่างนั้น (ช่วงเด็ก ๆ ถึงช่วงอยู่มหาวิทยาลัย) เวลาเป็นโรคอื่น ๆ ก็ไปตามที่ที่มีคนแนะนำว่ารักษาดี
เช่น โรคผิวหนัง สิว ลมพิษ ผื่นคัน
เราไป ร.พ.รามาฯ (แม่พาไป จำไม่ค่อยได้ นานมากแล้ว)
สิวนี่ไม่อยากเล่า เพราะว่าเยอะมาก เป็นสิวตั้งแต่ ป.๓๔๕ สักปี จำไม่ได้ หาหมอเยอะมากจนจำไม่ได้
ไปหมอก่อเกียรติแถวสำโรง
ไปราชเทวีคลินิก
ไป... โอ้ย นึกไม่ออก แต่เท่าที่พอระลึกถึงความหลังได้เนี่ย มันเยอะมาก มีแบบแค่ซื้อยามาทาด้วย ครีมป้าอี๊ด (พอดีเราเรียกงี้อ่ะ ก๊าก) ก็ทา แต่ส่วนใหญ่เลิกเพราะมีเอฟเฟกที่ส่วนตัวเราไม่พึงพอใจ (แต่คนอื่นเขาไม่เป็น) เช่น หน้ามันมาก ยาไหลเข้าตา ยากลิ่นเหม็นไป (บางทียาหอม แต่ทาบนหน้าแล้วเหม็น) อะไรทำนองนี้ ที่หามาทั้งหมดเนี่ยน่าจะมากกว่ายี่สิบที่ บางทีรักษาไป ยาเก่ายังไม่หมด เจอร้านใหม่ แม่ก็จับเข้าร้านใหม่ กินยาจนตับทรุด (พูดเล่น เดาเอา) ทายาจนเอือมระอา บางที่รักษากันนานเป็นปี บางที่รักษาแค่แป๊บเดียว แบบที่บอกไปแล้วว่า ถ้ารู้สึกว่าไม่เห็นได้เรื่องก็จะมีร้านใหม่เข้ามาทันที เพราะข่าววงในเยอะมาก แต่เราไม่รู้หรอกว่ามาจากแหล่งข่าวไหนบ้าง รู้แค่ว่าแม่พาไป ก็ต้องไป (ไปตลอดแหละ เพราะแรก ๆ เราก็อยากสวย และอยากผิวใส ๆ เหมือนคนอื่น เนื่องจากทนไม่ไหวเวลาพวกปากจัญไรชอบมาล้อ - ขอบอกเลยนะ ถ้าเราเห็นใครล้อเด็ก หรือเด็กด้วยกันล้อกันเรื่องสิวนะ เราจะเดินไปตบกบาลมัน พูดเล่น เราแค่จะเดินไปบอกให้มันรู้ว่า มันกำลังทำความชั่วอยู่ เพราะว่า การล้อปมด้อยของคนอื่น มันไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้คนที่โดนล้อ "อับอาย" หรือแค่ทำให้เกิดความสนุกสนานในกลุ่ม แต่มันเป็นการสร้างปมอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในใจของคนที่โดนล้อ เราเชื่อว่าการล้อปมด้อย มันสามารถส่งผลกระทบไปได้กว้างและลึกเกินกว่าที่คนล้อคิดไว้ (บางทีคนล้อแค่อยากให้คนถูกล้อรู้สึกอับอาย แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ได้แค่รู้สึกอับอาย แต่กลายเป็น "อยากตาย" ไปเลย อะไรทำนองนี้ อย่าว่าเราเวอร์ เพราะมันมีจริง ๆ อย่าคิดว่าคนอื่นจะคิดเหมือนคุณไปหมด ถ้าทุกคนคิดเหมือนคุณ โลกนี้คงสงบน่าดู! คุณไหนไม่รู้ แบบเราขอแดกดันคนที่ชอบคิดอะไรด้านเดียว) ดังนั้น ถ้าใครทำนิสัยแบบนี้อยู่ ขอให้เลิกซะ ขอให้รู้ไว้ว่า "คนเราเลือกเกิดไม่ได้ และไม่มีใครอยากไม่สวย ไม่มีใครอยากขี้เหร่ ไม่มีใครอยากน่าเกลียด ไม่มีใครอยากได้รับสิ่งไม่ดีไม่งาม ไม่มีจริง ๆ ลองถามใจคุณเองดูสิ หรือว่าคุณอยาก! คุณถึงได้ไปล้อเขานัก (เด็ก ๆ เราก็ไม่เคยล้อใครนะ เพียงแต่จำได้ว่า ตอนที่หน้ายังสวยใสไร้สติ เรารู้สึกไม่ค่อยชอบ หรือพูดชัด ๆ ว่าเกลียด "เพลงสิว" ที่ใครร้องนะ เป็นเพลงแปลงอ่ะ จำไม่ได้ แต่ว่ามันจะเกี่ยวเหรอ เราแค่ไม่ชอบเพราะมันดูเป็นการล้ออ่ะ มันไม่ตลก กะอีเรื่องแค่นี้ เราต้องเป็นสิวเลยเหรอ ก๊าก... สงสัยไม่เกี่ยว)
เราเชื่อเรื่องของกรรมอ่ะนะ บางทีชาติที่แล้ว เราคงไปทำให้ใครเป็นสิว ชาตินี้เลยต้องเป็นสิว - ที่คิดแบบนี้ เพราะรักษายังไงก็ไม่หาย นี่เลิกรักษามาตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนใกล้ ๆ จบ เพราะรู้สึกว่า ม.5 ยังรักษาอยู่เลย เพิ่งกลับมารักษาอีกทีเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะจริง ๆ จะไปหาหมอเรื่อง SLE แต่กลับได้รักษาสิวแทน งงเหมือนกัน แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร ก๊าก...
ลางเนื้อชอบลางยา แต่สำหรับเรา กี่ยาก็ไม่เห็นหายเลย เราจึงสรุปว่าคงไม่เกี่ยวกับหมอกับยา แต่คงเป็นที่ใจ ไม่งั้นก็ที่กรรมอย่างที่บอกไป แต่ทุกวันนี้เรากลับดีใจนะ ที่เป็นสิว (อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้อะไร ที่คนที่ไม่มีสิว อาจไม่เคยรู้ หรือไม่มีวันได้รู้เลย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำให้เข้าใจโลกได้อีกระดับหนึ่ง)
และนอกจากนี้ ก็เรียนรู้มาเรื่อย ๆ จากสื่อต่าง ๆ ว่า นมแม่เป็นสิ่งที่สร้างภูมิต้านทานที่ดีที่สุดให้กับลูก คนที่ไม่ได้กินนมแม่ จะเจ็บป่วย จะอะไรมากมายก่ายกอง (ไม่แน่ใจ ขอให้ไปหาข้อมูลเอง) และเราคือหนึ่งคนที่ไม่ได้กินนมแม่ (แม่บอกตั้งแต่เด็กเลย ว่า น้องแอมน่าสงสารกว่าเอ เพราะตอนเอได้กินนมแม่นิดเดียว แต่ตอนแอมแม่ไม่มีนมให้กินเลยอ่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เราเฉย ๆ อ่ะ ไม่ได้เศร้าโศกอะไร เศร้าไปก็เท่านั้น แม่เราไม่มีนมแม่ แต่ก็เลี้ยงเรามาจนโตขึ้นมาทำอะไรได้ตั้งมากมาย ไม่เห็นจะดูมีปัญหาตรงไหนเลย ไอ้พวกคนที่ใจแคบแหละที่มองเป็นปัญหา - เฮ้ยคุณผู้อ่านแอบคิดงี้ป่าววะ เราไม่ใช่เด็กที่ที่บ้านเก็บมาเลี้ยงนะเฟ้ย ก๊าก... หน้าเราเหมือนกับต้นตระกูลยังกับแกะ) พอยิ่งรู้ ก็ยิ่งทำให้เชื่อได้สนิทเลยว่า บางทีการที่เราเจ็บป่วย ถ้านอกเหนือจากเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายตามปกติแล้ว ก็คงเป็นเพราะเราไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากนมแม่ตั้งแต่เด็ก ๆ และพันธุกรรมด้วย (เราคาดว่า เราได้ยีนเด่นจากทางป๋าเยอะมาก ก๊าก... เพราะป๋าเราสิวเยอะมาก) ก็ไม่อะไรนะ จริง ๆ ถ้ารักษาสิวคราวนี้ไม่หายอีก ไม่เกินปี เราคงเลิกหาแล้ว แบบว่าเข้าใจสุขภาพตัวเองแล้ว และที่สำคัญคือเราคิดว่ามันไม่เป็นปัญหากับการดำรงชีวิตของเรา เพราะเราไม่ได้ทำงานขายหน้าตา ใครมองว่าเป็นปัญหาก็ไม่ต้องมามองหน้าเรา จบ ไม่เห็นจะยาก?
เพราะเราไม่ได้ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้เอง และพยายามทำดีที่สุดแล้ว (เรื่องคิดมาก นี่ไม่เกี่ยวนะ คนบางคน คิดมากกว่าเรา (คิดจนไปฆ่าคนอื่น คิดจนไปฆ่าตัวตาย) ไม่เห็นจะเป็นสิวเลย แล้วเราก็ไม่ได้คิดมากมายด้วย ที่เห็นว่ามากนี่เพราะว่าเราโพสต์บล็อกมาก มากกว่า จริง ๆ ก็คิดพอกับคนอื่น แต่อาจจะต่างกันตรงที่เราคิดในประเด็นที่ไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่น ๆ)
โห แค่เรื่องรักษาสิว ยาวมาถึงนี่ได้ไงวะเนี่ย
เออเคยรักษาศูนย์ผิวหนังของ มศว ด้วย แต่ไม่ได้รักษาสิว ไปรักษาเรื่องแพ้น้ำยาล้างฟิล์มขาวดำ หมอที่ตรวจโคตรหล่อ (ปัจจุบันเป็นนักร้อง) ไปเดาเอง ก๊าก...
เปลี่ยนอาการบ้าง
หมอตา
ช่วงม.ปลาย เราตาสั้น เอียง และเป็นภูมิแพ้ที่เปลือกตา (คงเป็นเพราะบ้าคอม)
เราหาหมอที่ สุชาติจักษุคลีนิค
หมอเขารักษาดีมากอ่ะ แต่ไม่่ค่อยอยากไป ไกล อยู่ปากน้ำ ขี้เกียจไปแถวนั้น
มีแถวอื่นป่าวไม่แน่ใจ
หมอฟัน
หาที่ บัณฑิตโกศล คลินิก หากันตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปีที่แล้ว
ฟันจริง ๆ เราว่าทั้งชีวิตเรา ถ้าไม่นับป่วยเป็นหวัดเป็นไข้นะ เราเสียเงินเรื่องทำฟันมหาศาล (มีบันทึกถึงเรื่องนี้เยอะมาก) แต่ว่าจะเลิกไปแล้ว เพราะล่าสุด ไม่ชอบพนักงานผู้ชายในร้าน เราว่าเขาแก่และดูน่าจะเป็นหมอมากกว่าพนักงานเคาวน์เตอร์ คำตอบของเขาทำให้เราเบื่อหน่ายหลายรอบแล้ว เหมือนถูกคนแก่ด่า! นี่ก็ไม่ได้ไปมาจะปีนึงแล้ว คิดอยู่ว่าจะไปหาหมอฟันที่ไหนแทนดี (คือที่นี่รักษาดีนะ แต่ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยอยากไปแล้ว อยากหาที่อื่นดูบ้าง)
หมอหู
เราเคยหาหมอหูอาการอะไรก็จำไม่ได้ (น้ำหนวกมั๊ง) แต่จำได้ว่าหาที่ไทยนครินทร์
- ไทยนครินทร์ นี่ หลัง ๆ มานี้ ที่บ้านไปหาบ่อย เพราะถือว่าใกล้เซนทรัลบางนา ไปโรงพยาบาลเสร็จ ก็วิ่งเข้าห้าง เอิ๊ก ๆ แต่ส่วนตัวเราหาไม่บ่อย เราแทบจะไม่เข้าโรงพยาบาลเลย ถือว่าป่วยน้อยนะ ถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ คือที่สำคัญ เราไม่คิดว่าการรักษาทางกายจากแพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นคำตอบสุดท้าย และที่สำคัญเราไม่ชอบกินยา คือกินจนครบ แต่ไม่ชอบไขว่ขว้าหามากิน
หมออื่น ๆ
ป๋ากับแม่เขาจะมีที่อื่น ๆ ซึ่งเราไม่รู้อ่ะ เวลาเขาหาหมอเราจะไม่ค่อยรู้หรอก
เออ เวลาเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ เราจะหาหมอเชิดศักดิ์ ที่ซอยวชิรธรรมสาธิตอ่ะ เพราะหมอเขาตรวจละเอียด แม่ชอบพาไปแหละ หมอเชิดศักดิ์เป็นคนทักเราเรื่องโรค SLE ตั้งแต่ประมาณสามปีที่แล้ว แต่เพราะว่าหมอถามว่าปวดข้อไหม ซึ่งเราไม่ปวด เราเลยไม่ตรวจ และทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ตรวจ คิดว่าไม่น่าจะเป็น ตามที่อ่านมาอ่ะนะ (http://www.thai-sle.com/ebook-thai_sle/Ebook.htm) เรายังดูไม่ถึงขั้นที่น่าจะเป็น
โอ๊ยเมื่อไรจะเข้าเรื่องวะ
***********
เข้าเรื่องแล้วนะ คือ เราเคยจะไปทำบัตรรักษา ที่ ร.พ.จุฬาแล้วครั้งนึง (ป๋าให้ไปหาอะไรรักษาซะ - เนื่องจากเห็นเราป่วยการเมืองได้ทั้งปี - จะได้มีประวัติ ก๊าก...)
วันนั้นเราเจ็บตามาก ช่วงก่อน 30 ม.ค. แสบตาเส้นเลือดฝอยแตกมีตุ่มที่เปลือก (โลชั่นละลายไหลเข้าตา)
พอไปเมื่อ 30 ม.ค. เจอแจคพอต
"หมอประชุม"
เลยไม่ได้ตรวจ
แล้วอาการตาเจ็บมันก็หายเอง
สรุป เราก็ยังไม่ได้ทำบัตร ไม่ได้ตรวจ
ใบกรอกประวัติผู้ป่วยใหม่อ่ะ (ใบเขียว) เรายังเก็บไว้ แล้ววันนี้ก็เอาไปยื่น (สภาพเปื่อยยุ่ย)
ที่ตัดสินใจไปหาหมอดีกว่า
เพราะว่า
๑) ไป ร.พ.จุฬาฯ ทุกวันอยู่แล้ว (เป็นเพื่อนแม่ แม่ไปฉายแสง)
๒) เรากลัวตายก่อนได้รักษา เนื่องจากเป็นอาการแบบนี้
๓) ที่สำคัญสุดคือ เรายังไม่อยากตาย เรายังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเลย (เอนทรี่ที่แล้วเห็นบ่นเจ๊อยากตาย ๆ - คนอ่านนึกด่า)
๔) คงมีแค่สามข้อ อ๋อ นึกออกแล้ว ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ว่า เราอยากเป็นคนไข้โรงพยาบาลนี้อ่ะ (!!!?) โรงพยาบาลนี้ มีคนไข้จากทั่วสารทิศ (ขอบอก ทั่วประเทศ เหนือใต้ออกตก บางคนขับรถมาจากปราจีน ตั้งแต่ตีสาม จอร์ชมาก ๆ)
สรุปไปหาหมอมาแล้วนะ
ซึ่งแน่นอน เราขอมาเล่าขั้นตอนการเข้ารับการรักษาที่ ร.พ.จุฬาลงกรณ์
(ดีใจมากที่มีเอซังไปด้วย เพราะเขาลองผิดลองถูกมาจนทำเป็นหมดแล้ว 555 ถ้าคุณขี้เกียจอ่าน ก็ไม่ต้องอ่าน แค่ตอนที่จะไปไหน กรุณาลากคนที่ ไปถูก ไปเป็น ไปแล้วอำนวยความสะดวกมากกว่าไปเป็นภาระ ไปเป็นเพื่อนนะจ๊ะ แค่นี้แหละ จบข่าว)
คนไข้ใหม่นะ ไปถึง ก็ไป ตึก ภปร ชั้น G (ไม่ต้องขึ้นไม่ต้องลงลิฟท์ไปไหน ชั้นนั้นแหละ)
- เริ่มจากกรอกใบเขียว กรอกให้ละเอียดทุกอย่าง ถ้ากรอกไม่ละเอียดเขาจะไม่รับทำบัตรใหม่ (เห็นแปะประกาศไว้ตรงหน้ากระจกเจ้าหน้าที่ช่อง 11)
- รับบัตรคิวสีชมพู จากเจ้าหน้าที่อาสากาชาด (ไม่แน่ใจว่าเรียกแบบนี้หรือไม่ แต่ใส่คลุมเสื้อสีแดงเข้ม) วันนี้เราได้คิว 211 ใครจะไปตีหวยก็ตามสบาย!
- รับบัตรคิวแล้วนั่งรอ ดูเขาเรียกคิว พอถึงคิว ก็เดินไปตรงที่เขาต่อแถว แต่ไม่ใช่นึกอยากยืนตรงไหนก็ยืนได้นะ และไม่ใช่ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน เพราะว่าตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่ มาเรียกให้ยืนตามเลขคิวเลย ซึ่งเริดมาก บัตรคิวมีค่าจริง ๆ (แต่หลังจากคิวที่เท่าไรไม่แน่ใจ ก็จะไม่เรียกคิวแล้ว อยากยืนไหนก็ยืนไป แล้วก็กรณีเครื่องเรียกคิวเพี้ยน ๆ เช่นวันนี้)
- ต่อคิวเพื่อไปหาพยาบาล (วันนี้เราเห็น มีพยาบาลจุดนี้สองคน) เพื่อที่เขาจะบอกแผนก บอกชั้น ที่เราจะไปรักษา (คนที่ยังไม่ถึงคิวที่จะพูดกับพยาบาล อย่าไปยืนติดคนที่พูดกับพยาบาล กรุณามีมารยาท ช่วยยืนห่างมาสักสองฟุต เราเห็นเจ้าหน้าที่ที่จัดคิวมาดุไอ้ผู้ชายคนหนึ่งที่ไปยืนติดกับผู้หญิงที่คุยเล่าอาการให้พยาบาลฟังอยู่ เลยเอามาเตือน แบบว่า มันก็จริงนะ ถ้าไปยืนติด คุณก็จะได้ยินว่าเขาเป็นอะไร เจ้าหน้าที่เขาทำถูกแล้วเพราะมันเป็นความลับของคนไข้อ่ะ) อย่างวันนี้ เราไปโดยกรอกอาการว่า หายใจไม่ออก ขณะหลับ พยาบาลอ่านแล้ว ทำหน้างง เราเลยเล่าอาการ จากนั้นพยาบาลถามว่า นอนกรนไหม? เราบอกว่าเราไม่ได้กรน เพราะ แม่กับเอ (สองคนนี้คือคนที่เคยนอนข้างเรา) บอกว่าเราไม่ได้กรน พยาบาลบอกว่าอย่างนี้ต้องตรวจอายุรกรรม ซึ่งต้องนัดล่วงหน้า (อีนี่คิดในใจ ไม่ได้ตรวจอีกแล้ว ฮือ...) แต่พยาบาลเขาเห็นสีหน้าหดหู่ เลยบอกว่า กรอกว่านอนกรนแล้วกัน จะได้ไปตรวจ เราก็โอเค เพราะบอกตรง ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเรากรนหรือไม่กรน การที่แม่กับเอบอกว่าไม่กรน เขาอาจจะไม่เคยตื่นมาได้ยินก็ได้ ใครจะไปรู้ จริงป่ะ? แล้วเขาก็วงให้เราไปตรวจที่ชั้น 10 หู คอ จมูก (เราดีใจ น้ำตาไหลพราก ๆ) เขาก็ให้ไปจ่ายเงินค่าทำบัตรใหม่ที่ช่อง 6 (เขาว่าไง ก็ฟัง ๆ ไว้)
- เสียเงิน 20 บาท ที่ช่อง 6 ได้ใบเสร็จ ก็เก็บไป (เขาให้ไปช่อง 8- เท่าไรไม่แน่ใจ แต่เราไปช่อง 10 เพราะคุณพยาบาลบอกไว้ว่าไปช่องหกแล้วไปช่องสิบนะ - แบบว่า เราเป็นคนว่านอนสอนง่าย พูดไรก็เชื่อ เหรอ?)
- ไปรอที่ช่อง 10 (ช่องแถวนี้แหละที่จะได้บัตรผู้ป่วย ระหว่างต่อแถวอยู่นี้ ตาเราก็เหลือบไปเห็นที่บอกแหละ ว่าที่กระจกช่อง 11 มีแปะว่า ถ้ากรอกไม่ละเอียดจะไม่รับทำบัตร) ที่สำคัญ ช่องตรงนี้ จะขอดูบัตรประชาชนด้วย เพื่อกรอกเลข 13 หลัก แต่ถึงจำได้แต่ไม่เอามาเขาก็คงไม่พิมพ์ลงประวัติให้ (มีคนไม่เอามา เจ้าหน้าที่หงุดหงิดเลย แต่ยังไงมาหาใหม่ก็ต้องเอามาอีก เอามายื่นให้เขาดูทุกครั้ง ดังนั้น กรุณาพกบัตรประชาชนด้วยเด้อ) ตอนรอ นานพอสมควร คุณตาที่ยืนต่อแถว ในแถวข้าง ๆ เรา (แถว 9) เกิดเป็นลม (ตกใจมาก ที่นี่คุณจะเห็นการเจ็บป่วยทุกรูปแบบ ถ้าจังหวะได้เห็น แต่อย่าเห็นเลย บางทีตกใจ) แล้วเราก็ได้บัตรมา (ดีใจ ฮือ...) แต่เราเห็นปัญหาอะไรบางอย่าง ไม่รู้เข้าใจผิดป่าว คือคนหน้าเรา เป็นเด็กผู้ชาย อายุ 17 ได้บัตรแล้ว แต่คีย์ประวัติไม่ได้เพราะเหมือนว่าชื่อนามสกุลซ้ำ (แต่เป็นคนละคน) งงอ่ะ ไม่รู้สุดท้ายเจ้าหน้าที่ทำไงถึงได้ แต่ว่านานมาก ๆ (เด็กคนนั้นก็หงุดหงิดมาก เพราะว่าเราเห็นเขาบอกแม่เขา ตั้งแต่ต่อคิวแล้วว่า ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ (ปวดอึ!) น่าเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของเขามาก ๆ พอดีเราเป็นบ่อย - อ่านแล้วขำได้นะ เพราะตอนเรานี้ที่เราพิมพ์อยู่เราก็ขำตัวเองว่ะ แต่อย่ามาขำเรื่องนี้ต่อหน้าเรานะ ไม่งั้นมีต่อย!!!!!) โอเค ได้บัตรแล้วก็ไปชั้น 10
- เล่าชั้นก่อน เท่าที่รู้ ชั้นพื้นคือชั้น G ไปลิฟต์ระวังงง ถ้าเดินบันไดจะพบว่ามี ชั้น M (สองช่วงกระได = 2-3) ตามด้วยชั้น 1 ซื้อยา กับอะไรไม่แน่ใจ (1=4) ชั้นสอง ตรวจสุขภาพ กับ คลินิกโรคผิวหนัง มีแค่ช่วงเช้า และบ่ายวันอังคารหรือไงเนี่ยไปเช็คอีกที จุดเดียวกันนี้จะเป็นคลินิคโรคปอด (2=5) ชั้นสาม ซื้อยากับอะไรอีกไม่แน่ใจ (3=6) สี่ เอกซเรย์ เจาะเลือด (4=7) ห้าไม่รู้ ไม่เคยไปเลยไม่ได้จำ (5=8) ชั้นหกศัลยกรรม (6=9) เจ็ดไม่รู้ (7=10) แปดไม่รู้ (8=11) เก้ากุมารเวช (9=12) สิบหูคอจมูก (10=13) สิบเอ็ด ตา กับซื้อยา (11=14) นอกนั้นไม่รู้ ไม่รู้มีกี่ชั้น ไม่เคยจำเลย อาจเคยไปครั้งสองครั้งแต่จำไม่ได้! (ที่เขียนบอกเพราะเผื่อใครจะเดินขึ้นบันได สมมติเขาบอกว่าชั้นหก คุณก็คิดว่า โอ้ หกชั้น เดี้ยนเดินเก้าชั้นมาแล้ว แค่นี้กระจอกมาก พอเดินเท่านั้นแหละถึงพบสัจธรรมว่า เลขชั้น ไม่ได้สื่ออะไรเลย เพราะที่นี่คุณต้องเดินถึงบันไดถึง 9 ชั้นเพื่อไปชั้นหก ก๊าก... แต่ส่วนใหญ่เราชอบเดินนะ ไม่ชอบขึ้นลิฟท์ เพราะคนรอเยอะ คนชอบแซงก็เยอะ และไม่ชอบที่แคบ ยกเว้นถ้าเดินกับแม่ กลัวแม่เขาเดินไม่ไหว ต้องลิฟท์เท่านั้น แต่ถ้าเดินไปเดินมาระหว่างชั้นคนเดียวเนี่ย เราใช้บันได
- อ่ะพอไปชั้นสิบแล้ว ก็เอาใบเขียวไปเสียบที่ ที่เสียบบัตรนัด วางอยู่หน้าเคาวน์เตอร์เจ้าหน้าที่ (ไม่เห็นภาพ ก็ถ้าไปจริง ๆ งง ๆ ก็ถาม ๆ เอาแล้วกัน) คนไม่เห็นภาพ เราก็บอกได้แค่ขั้นตอน รอเรียกชื่อให้เขาไปรอในห้องรอตรวจ (เอาว่าถ้าสงสัยอะไร ก็ถาม ๆ เจ้าหน้าที่ที่บอกข้อมูลเราแหละ) ตอนเขาเรียกชื่อแล้ว ให้เดินไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อบอกชื่อนามสกุลก่อนเข้าห้องรอตรวจ ถ้าเดินไปเลยไม่บอกชื่อ จะโดนเรียกซ้ำ ๆ (แต่ไม่ได้ยินเพราะอยู่ในห้องเสียงตะโกนตรงนี้ เข้าไปไม่ถึง) และเขาจะตัิดชื่อถือว่าสละสิทธิ์ (อันนี้แม่เราเจอมาแล้ว เพราะเราไม่รู้อ่ะ ว่าต้องแจ้งชื่อสกุลก่อนด้วย ดีที่รีบไปแจ้งทัน) พอรอข้างใน พยายามอย่านั่งหน้าห้องตรวจ เพราะว่าเก้าอี้ตรงนั้น เป็นของคนไข้ที่เจ้าหน้าที่จะมาเรียกให้รอเข้าห้อง ควรไปนั่งที่นั่งเยอะ ๆ พอหมอมา ประมาณสักเก้าโมงกว่า ๆ อ่ะ (ไม่แน่ใจว่าทุกแผนกรึเปล่านะ คือก่อนเก้าโมงที่พยาบาลจะเริ่มเรียกนั่งรอหน้าห้องตรวจ ก็จะมีแต่การรอรอรอ เวลานี้ ใครปวดฉี่ ใครหิวก็ไปทำให้เรียบร้อย มีร้านขายอาหารเครื่องดื่มบริการด้วย แถวห้องน้ำ เท่าที่จำได้คือชั้นสอง นอกนั้นจำไม่ได้ว่ามีชั้นไหนอีก) พอโดนเรียกรอหน้าห้องตรวจก็โอเค ฝันใกล้เป็นจริง

จุดเสียบบัตรเขียวบัตรเหลืองบัตรนัด คือจุดแถวที่คนเดินแล้วกล้องเราจับได้เป็นภาพบรื๋อ ๆ อ่ะ
(รูปนี้แอบถ่ายมาเพราะน้องผู้ชายคนที่สะพายกระเป๋าอ่ะ น่ารักเหมือนตาอ้วนเลย - แม้แต่เด็กยังไม่เว้น คนอ่านด่า ก๊าก...)
- เราก็ไปทำนัด แต่คุณพยาบาล โต๊ะ 4 น่ารักมาก พูดดีมาก เขาบอกว่า ถ้าไม่แน่ใจ ตรวจก่อนดีกว่านะ เพราะถ้าคนข้าง ๆ บอกว่าไม่กรน ก็น่าจะไม่ใช่นอนกรนหรอก แล้วเราก็ได้รอตรวจ
อืมโต๊ะ 4 ของชั้นนี้ คือ จุดที่ เมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะตรวจเสร็จแล้ว หรือต้องไปตรวจจุดอื่นต่อ เราต้องเดินเอาแฟ้มประวัติไปให้เขาอ่าน เขาจะบอกว่าเราต้องไปไหนต่อ อะไรยังไง ทำนองนี้ เหมือนเป็นจุดที่ช่วยอธิบายขั้นตอน ยกเว้นกรณีแบบเรา ที่ข้างนอกเขาบอกให้เดินมาทำนัดก่อน
- สุดท้ายเราได้ตรวจ โดนหมอดุ (เหมือนว่าเราจะอธิบายอาการไม่ชัด ไม่ตรงประเด็นหรือไงไม่รู้) เรานะ แซด ๆ ๆ ๆ (เจ็บจมูก ดึงลิ้นดูคอ จะอ้วกใส่หมอตั้งสองรอบ) แต่พอตรวจ ๆ หมอเขาก็ไม่ดุแล้ว สรุป เราโพรงจมูกบวม หมอบอกแค่นี้ก่อน (อาการมีแค่นี้) แต่มีอาการกรดไหลย้อนเล็กน้อยด้วย หมอบอกว่ามีกินยากับพ่นยา เราเอากิน เราไม่คิดว่าเราจะอาการหนักขนาดนั้น (น่ากลัว กลัวติดยาพ่น) ถ้ากินยาแล้วดีขึ้น ก็โอเค แต่นัด อีกสองอาทิตย์มาดู ถ้าไม่ดีขึ้น จะให้พ่นยา ถ้าไม่ดีขึ้น สามเดือนไม่หาย ก็รักษาได้อีกอย่างนึงคือ ผ่าตัด หายแน่นอน (ผ่าตัด จอร์ช อกอีแป้นแตก โน่ ๆ ยังไม่วิกฤตขนาดนั้น เราภาวนา) และเราก็ไปตรวจภูมิแพ้ด้วย ที่ห้องเบอร์ 10 เปิดเข้าไปได้เลย อย่าเฟิ่วเหมือนเรา ที่ไปยืนรอ ก๊าก... เข้าไปจะมีการหยดสารภูมิแพ้ที่แขนข้างที่ไม่ใช้เขียนหนังสือ ยี่สิบหยดหรือไง ไม่ได้จำ แล้วเอาเข็มสะกิดให้ตรงที่หยดเป็นแผล ซึ่งแผลเราเหลือไม่ครบ เราว่าบางอันเจ้าหน้าที่สะกิดน้อยไป มันไม่เป็นแผลอ่ะ คือ สารภูมิแพ้นี่จะเป็นพวก สารสกัดจากไรฝุ่น น้ำหอม ฯลฯ อะไรทำนองนี้ จำไม่ได้ เออออออออ ที่สำคัญ จะตรวจภูมิแพ้ ห้ามกินยาแก้แพ้ (แอนตี้ฮีสตามีนใช่ป่าววะ) ภายใน 5 วันนี้ ซึ่งเราไม่ได้กิน เรากินแต่ยาฆ่าเชื้อ ที่รักษาสิว หมอบอกว่าไม่เป็นไร ถ้ากินยาแก้แพ้ ตรวจไปก็ไม่พบ จากนั้นรอสิบห้านาทีให้แสดงอาการแพ้ ซึ่งระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่จะให้เรากรอกแบบสอบถามอาการแพ้ด้วย (มือที่เขียนหนังสือได้ เอาไว้กรอกแบบสอบถาม จึงห้ามเอาไปทดสอบ) ทั้งหมด เราแพ้ (ทุกคนต้องแพ้) จุดเดียวคือตัวที่ทดสอบว่าแพ้ ขนาดทดสอบแพ้ยังขึ้นตุ่มติ๊ดเดียว (น้องคนข้าง ๆ ขึ้นตุ่มใหญ่) แต่ที่เหลือที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ ไม่มีอะไรเป็นตุ่มบวมเลย (แปลว่าเราไม่ได้เป็นภูมิแพ้อะไรเหล่านี้) คนข้าง ๆ เราอีกคนฮามาก เขาก็ไม่แพ้เลย แต่เขาคุยกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่แพ้อะไรเลยเหรอ แต่เดี๊ยนแพ้นิเกิลนะคะ (เราคิดในใจ - แล้วในนี้มันมีนิเกิลป่าวละจ๊ะ)
เสร็จก็จ่ายค่าตรวจภูมิแพ้ 350 บาท ที่เคาเตอร์ด้านหน้าที่รูปตะกี้ เยื้อง ๆ ที่น้องผู้ชายนั่งอ่ะ

- พอไม่แพ้ก็กลับมาหาหมอต่อ หมอก็ให้ลองกินยา (ตามที่เรารีเควสเอง) แล้วไงมาดูอีกที ตรวจเสร็จ
- เราก็ไปหาโต๊ะ 4 พยาบาลบอกว่าเรียบร้อย ให้ไปวางแฟ้มในตะกร้าทำบัตรนัด (ออกจากประตู ดูป้ายเอว่าวางตะกร้าไหน) แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะทำให้ แล้วเรียกเอาบัตรนัด (ส่วนแฟ้มประวัติเขาก็จะเก็บไปเลย) ถ้าไม่เีรียก ลองไปค้นดูในตระกร้าน้อย (อันติ๊ดเดียว) เขาจะวางสารพัดบัตรนัดของทุกท่านที่ไม่มาเอาตอนเรียก ไว้ตรงนั้น (บางชั้นไม่มีนะ)
- แล้วเราก็ไปซื้อยาที่ชั้น 11 (แผนกอื่น อาจซื้อชั้นอื่นแล้วแต่เขาบอก) ดูจุดที่ขายยา ไปถึง มองหาบัตรคิว อยู่ซ้ายมือเราสุด รอคิวเรียกว่าให้ไปช่องไหน ยื่นใบซื้อยาที่ช่องนั้น แล้วทำตามขั้นเขาบอก
ไม่เขึยนต่อแล้วนะ
สงสัยพระเจ้าลงโทษเรา
ไฟห้องคอมของเรา มันดับอ่ะ (ฮือ...) มองไม่เห็น ๆ หลอดขาดมั๊ง ทำไมพระเจ้าลงโทษเราแบบนี้ คือเรามองไม่ค่อยเห็นแป้นพิมพ์แล้ว ถึงจะจำได้ แต่ก็ไม่ครบทุกจุด เพราะไม่ได้พิมพ์สัมผัสเป็น จึงขอหยุดการบรรยายภาพ(ไม่เห็นภาพเลยก๊าก...)ไว้เพียงแค่นี้แล้วกัน
แค่นี้คงพอจะโอเคแล้วแหละ เอาเป็นว่าที่เรามาเล่าวันนี้ หลัก ๆ ก็เพราะเราอยากย้ำให้รู้ว่า บริการทุก ๆ ที่ ล้วนมีขั้นมีตอน (อย่าลัดคิวชาวบ้าน อย่าเห็นแก่ตัว เขาก็ต้องมารอเหมือนกันทุกคนแหละ ก๊าก...) ยังไง ก็ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องเห็นใจคนมารับบริการ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียกันนะ แล้วที่สำคัญ ถ้าไงศึกษาขั้นตอนการทำ(อะไร - ที่จำเป็นต้องทำ)ไปก่อนล่วงหน้า (เช่นถามจากคนเคยทำ) และมีเจ้าหน้าที่ช่วยประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการทำ ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกันได้อ่ะนะคะ
ขอลาพักร้อนกับทุกท่านหลายวันอยู่ ถอดเน็ตเลย เพราะงานพี่เมย์ยังไม่เสร็จ (ที่ลัดคิวมาเขียน เพราะว่าเรื่องขั้นตอนการตรวจเนี่ย เราอยากเขียนมานานมากแล้ว ขอบอก ส่วนเรื่องโรงพยาบาลต่าง ๆ คือของแถม ย้ำว่าไม่ได้โ๋ฆษณา แต่ได้เขียนไป ก็โอเคแล้ว พอแล้ว) พักเขียนบล็อก ไม่มีกำหนด ไม่มีกำหนดแน่นอน เพราะสัปดาห์หน้าต้องเข้า ม
โชคดี อย่าเจ็บอย่าจนนะคะ กู๊ดไนท์นะ จะไปนอนแล้ว (ไม่กินข้าวปลาน้ำท่าไม่อาบ! ก๊าก...)
ปล. ระวังพวกขอตังค์กินข้าว และขายปากกาใน ร.พ. มิจฉาชีพ
ไปแล้ว แสบตามาก
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552
5 ชม. กว่า ผ่านไป ไม่รู้จักว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง กับอะไรแปลก ๆ
ชื่อเรื่องงง เง็ง
จริง ๆ ช่วงนี้เรารู้สึกป่วย ป่วยมาก (ไม่ได้ป่วยการเมือง) ประการแรก เรารักษาสิว (มันถือว่าเป็นการป่วยตรงไหนฟะ เกี่ยวกับป่วยมากตรงไหน) ต้องมานั่งทายาหลายตัวดึก ๆ ดื่น ๆ (เพราะไม่รีบทาเอง นึกได้ตอนจะนอน) ทำให้นอนไม่พอ (ข้ออ้าง จริง ๆ คือ มัวนั่งหายใจทิ้ง เพราะช่วงนี้เรามีอารมณ์มาก ???! - อารมณ์เสีย หงุดหงิด งี่เง่า เป็นปัญหาแอบโซหลูดเทรชโฮลกับคำพูดและทัศนคติบางอย่างของแม่มาก บอกตรง ๆ หงุดหงิดมาก วันนี้เราก็เป็นบ้า จริง ๆ มันคือเรื่องปกติของบ้านเรา เถียงกันประจำจนเป็นเรื่องปกติซึ่งเป็นสิ่งที่เลว [เรารู้ว่าเราเลว] แต่ช่วงนี้เป็นบ่อย สงสัยเข้าหน้าร้อน เราเลยเป็นบ้า)
พอเราเป็นบ้า แล้วเจอทีวี ที่มีแต่พวกละครน้ำเน่า (แต่แม่เราเรียกว่าความเพลิดเพลินใจ)
เราก็ออกไปนั่งนอกบ้าน ไม่ยอมกินข้าว คือเราไม่ได้ทำประชด เราแค่ไม่สามารถทนดูอะไรที่เราเกลียดได้อีกแล้ว เพราะว่ามันมากเกินลิมิตของเราแล้ว ตลอดเวลาที่บ้านเราเปิดทีวี ก็มีแต่ดูละคร จะมีข่าวก็แค่ตอนไม่มีละคร ถ้ามีข่าวกับละคร เขาเลือกละครกัน (ด้วยความพอใจ เต็มใจและจำใจ) แม่เขาไม่ได้ดูเงียบ ๆหรอก แต่เขากลับเชียร์ด้วย แบบเราอยากจะตีความไปว่า แม่เขารู้ว่าเราไม่ชอบ แต่เขากำลังจะพยายามทำให้เราชอบให้เรายอมรับให้ได้ ซึ่งการทำแบบนี้อ่ะ "นอกจากจะเป็นการไม่เข้าใจเราแล้ว ยังไม่เกรงใจเราด้วย" เราไม่เคยอยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับช่องทีวีเลยนะ คนอื่นกดดูกันไปเถอะ 3 5 7 9 NBT ThaiPBS มีแค่นี้ (เชื่อว่าถึงมีเคเบิล บ้านเราก็คงจะดูแต่ช่องสามช่องเจ็ด) เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้เรารู้ว่า แม้เราจะขอดูรายการอะไรมีสาระแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่เคยได้ดูอยู่แล้วถ้าหากมันมาชนกับละคร ไม่เคยได้อยู่แล้ว!!! ย้ำเลย ซึ่งถ้าใครไม่เคยเจอแบบนี้ ก็จะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของเราว่า มัน... มันอะไรดีล่ะ มันสุด ๆ แล้วนะ (อย่าบอกให้ไปหาทีวีอีกเครื่อง เราดูผ่านคอมก็ได้ แต่ไม่อยากเปลืองไฟ ไม่ได้อยากดูขนาดนั้น) - มีแต่บ้านอื่นเขาบังคับให้ลูกหลานดูสารคดี ดูรายการวิทยาศาสตร์ - แต่บ้านนี้ไม่ต้องบังคับ ลูกอยากดูเอง แต่ที่บ้านกลับไม่ให้ดู เพราะละครสำคัญกว่า - โอ๊ย เจ๊อยากตาย อยากตายมาก ๆ อยากตายไปเลย
เราอยู่จุดไหนในบ้าน ก็หนีไม่พ้น (พูดตรง ๆ คือเราเกลียดเสียงทีวี [เพราะเราเป็นคนที่มี learning style แบบ เรียนรู้ด้วยการฟังมากที่สุด] เกลียดมากกว่าภาพทีวี เพราะภาพทีวีอ่ะ ถ้าเราไม่นั่งอยู่ในรัศมีจอภาพ เราก็ไม่เห็นอยู่แล้ว - ง่ายกว่านั้น แค่หลับตาเราก็ไม่เห็นแล้ว - แต่เสียงแผด ๆ อ่ะ มันดังทะลุทุกจุดในบ้าน เราจึงต้องออกไปอยู่นอกบ้าน ทั้งที่รักษาสิวกับอาการหน้าแดงอยู่ (กะจะปลูกกระต๊อบไว้นั่งนอนเล่นหน้าบ้านแล้ว น่าเสียดาย หาที่ไม่ได้ มีแต่ต้นไม้ของป๋า)
เราต้องไปนั่งชิงช้าอยู่นาน ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยง
แล้วเราก็เข้ามากินข้าว ตอนรายการนั้นมันจบ แต่อารมณ์เราไม่จบ เพราะเราคาดว่าเราคงมีอาการทางประสาทแล้วแหละ (ประสาทแดก) เอเลยปิดทีวีให้ เพราะเกรงว่า ในวันอาการศร้อนจัด เราอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนหาอะไรใกล้มือเขวี้ยงจอทีวีให้มันพังไป (เราไม่ทำหรอก อืม แต่ก็ไม่แน่ เหอะ...)
แบบว่า กินข้าวเคล้าน้ำตา (ร้องทำบ้าอะไรไม่รู้ เราคงมีศัตรูเป็นทีวีไปแล้วมั๊ง)
แล้วเราก็ไปเปิดคอม กะพิมพ์งานชีตเลขที่รับมา แต่อารมณ์ไม่จบ เรานั่งตอบคำถามที่รู้รอบ ที่กูรู อ่านบล็อก คุ้ยบล็อกของพี่ที่รู้จัก (เรากรี๊ด ๆ เขา ตอนเรียนอยู่มัธยม) เราดูรูปเขาสวีตกับแฟน (อิจฉา เอิ๊ก ๆ) แต่ไม่ได้อารมณ์เสียนะ ตลกดี น่ารักดี ชอบ ๆ (ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอีกอีนี่) อารมณ์เริ่มดีขึ้น แต่ไม่มีอารมณ์พิมพ์งานอยู่ดี มามีอารมณ์พิมพ์ตอนจะห้าโมงเย็น (เปิดคอมตั้งแต่ 13:14:57 คือเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เวลาที่อารมณ์เสีย จะไม่ทำงานเลย ไม่ทำอะไรเลย ทิ้งทุกอย่าง จะไม่เป็นกรณีเดียวคือตอนงานใดใดก็ตามถึงเส้นตาย เพราะถ้ายังเป็นก็ถึงที่ตายจริง ๆ แน่) สรุปคือ เราต้องไปรดน้ำดูแลสวนช้ากว่าเดิม แต่ยังไม่ทันได้ไป
"งู ๆ บ้านป้าอาจารย์ งู กรี๊ด ๆ วี๊ดว๊าย"
น้อง ๆ ในซอย กรี๊ด ๆ งู
อยู่ไหนไม่ชัด แต่ได้ยินเขาคุยกันว่า มาจากข้างบ้าน มาที่ต้นชมพู่ เหนือชิงช้าของเรา (แล้วไง?)
มีผู้ใหญ่ในซอยมาช่วยดู มาช่วยจับ แต่จับไม่ได้ ตกลงไปไหนไม่รู้
เอบอกว่า อย่าไปรดน้ำเลย เขากลัว (กลัวเราไปกัดงูตายมั๊ง ไม่ใช่ ๆ กลัวงูมันกัดเรา)
แม่ก็ย้ำประมาณร้อยรอบว่า "ไม่ต้องไปนั่งชิงช้าอีกแล้วนะ"
อืม
ตกลงที่เราห่วงพิมพ์งาน (จนไม่ออกไปรดน้ำในเวลาเดิม ซึ่งเป็นเวลาที่งูมา)
นี่เป็นบุญของเรา?
หรือเป็นอะไร
หรือถ้าหากวันนี้ เราดันออกไปรดน้ำตรงเวลา (เราตัดใจเลิกพิมพ์งาน - ทำตัวเป็นคนตรงต่อเวลา)
งูมันจะยังมาไหม?
ถ้างูมา แล้วเราจะเป็นยังไง?
ไม่มีใครรู้!
และเพราะความที่เราไม่รู้ (อะไรเลย)
เราจึงคิดว่า "แน่ใจหรือ ว่าเวลาที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น ที่นั้น ๆ มันจะไม่เกิดอะไรขึ้น"
เราเดินเล่นหน้าบ้านกลางคืนบ่อยมาก (เกือบทุกวัน) ตรงหน้าบ้านในรั้วนะ เราเดินวนมองฟ้า พระจันทร์ ดาว เมฆ เครื่องบิน อะไรของเราไปเรื่อย (ออกกำลังกาย) เข้าบ้านมากินข้าวอย่างช้า ทุ่มครึ่ง (ไม่ได้ทำกับข้าวแล้ว เลยเข้าช้าได้ เพราะทำไปแม่เขาก็มักจะไม่ถูกใจ ไม่ใช่ไม่อร่อย เพราะเรารู้ตัวว่าเราทำอร่อย!!! เอก็บอกว่าอร่อย เราทำอาหารกลิ่นหอมกว่า แล้วก็กะจำนวนกินหมดมื้อเดียวไม่ใส่ให้เหลือค้างคารกตู้เย็น แล้วเขาก็ไปทำอย่างอื่นมาเพิ่ม จนอาหารมันเยอะ เราคอยเก็บกินจนเริ่มท้อ น้ำหนักเราขึ้นมาห้ากิโล เราเลยหยุดทำแล้ว เราไม่ได้กลัวอ้วนนะเว้ย แต่เราท้องเสียด้วย เพราะว่ากินมากเกินไป เนื่องจาก งก! เสียดายของ ไม่อยากให้ใส่ตู้เย็น อาหารค้าง ๆ มันน่ากินตรงไหนเนี่ย ไม่อยากจะยุ่งแล้ว เหนื่อย เหนื่อยใจ เดิมเป็นไง ก็ปล่อยไป คงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้)
เลยมายาว ตอนเราเดินหน้าบ้าน เห็นงูบ่อยไป เคยเห็นเลื้อยขึ้นหลังคาบ้านเลยด้วยซ้ำ ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ก็เตะจานใส่งูตัวยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร แทนที่งูจะหนีลงดิน มันหนีเข้าใต้ถุนตู้รองเท้า! เคยเจองูจั๋ง ๆ หลายรอบ แต่โชคดี โกยหนีได้ตลอด (หนีโดยสัญชาติญาณ รู้ตัวอีกทีก็มาตั้งไกลแล้ว) เดิมก็เล่าให้ที่บ้านฟังว่าเจอ หลัง ๆ เจอผ่าน ๆ ก็ช่างหัวมัน
เราจึงเชื่อว่า ไม่ใช่แค่ตอนเห็นหรอก ที่งูจะอยู่ตรงนั้น
ตอนที่เราไม่เห็น (เพราะเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา) บางที ตรงนั้นอาจจะกลายเป็นบ้านของงูก็ได้ ใครจะไปรู้ ในเมื่อต่างฝ่าย ต่างมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน (งูก็เข้าใจว่าเป็นบ้านมัน และเราก็เข้าใจว่าเป็นบ้านเรา) เพราะไม่ได้คุยกัน?
ที่สำคัญ คนไม่กลัวงูอย่างป๋า บอกเราเสมอว่า ไม่เห็นเคยเจองูในบ้านเลย (หรืองูจะกลัวป๋า)
ดังนั้น ไม่เห็นจะต้องซีเรียสอะไรมากมายเลย
บางทีที่งูมาวันนี้ อาจจะมาตามความคิดหนึ่งที่ไม่อยากให้เรานั่งชิงช้าก็ได้ ใครจะไปรู้ (แต่งูมาจริง ๆ แตกตื่นกันทั้งซอย)
เอาว่าเราไม่ประมาทหรอก เราก็กลัวตายเหมือนกัน (ตายเพราะความอวดดี - เราภาวนาขอให้เราอย่าตายเพราะความอวดดี เพราะคนอวดดีมักตายก่อนถึงเวลาอันควร)
เราแค่อยากจะย้ำว่า คิดดี ให้ได้ (แม้ใจไม่อยากจะคิดดีเลย ก็ต้องพยายามทำใจให้ได้)
พรุ่งนี้เราจะถล่มห้องคอมอีกรอบ (ถ้าไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าเข้ามาแทรก) เราจะให้ป๋าเอาของของเขาออก แล้วจะขอห้องนี้แล้ว เราจะมาขลุกตัวอยู่ในห้องนี้แล้ว ปิดประตูห้องไปเลย พอแล้วกับห้องกลางที่มีทีวี
อืม ถ้าคุณคนนึงในมัลติพลายผ่านมาอ่าน (คนที่คอมเม้นต์ห้องคอมเรา) ขอถามหน่อยเหอะว่าห้องเรารกมากเหรอค่ะ ถามแบบกวนนะคะ รกแล้วไปหนักกบาลคุณหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้อยากให้มันรกหรอกค่ะ แต่ทำไงได้ บางอย่างมันก็ทิ้งไม่ได้ (แต่ถ้าแค่มาแซว ก็ขออภัยด้วยนะคะ เพราะบางทีเราก็ไม่เข้าใจเจตนาของคุณ จำไว้นะคะ "ถ้าเจ้าตัวเขารับสภาพนั้นได้ และคุณไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกับสภาพนั้น คุณก็ไม่น่าจะต้องเอามันขึ้นไปแบกไว้ และไม่ต้องแสดงความคิดเห็นก็ได้ เพราะถึงยังไง มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ที่เอาภาพไปโพสต์ ก็เพื่อเอาไว้โชว์จุ๊บ โชว์บูม เพื่อนซี้ ๆ ของเรา ว่าจัดห้องได้สำเร็จแล้ว พวกนี้รู้ดี ว่าถ้าเราทำงาน บริเวณนั้นจะรกขนาดไหน! ยังไงคนที่ไม่รู้จักกันในชีวิตจริง ก็ไม่ต้องมาแซวเราหรอกนะคะ เพราะเราไม่ชอบ! คนรู้จักเท่านั้นที่แซวได้)
งง ยิ่งบ่นยิ่งงง
ไปดีกว่า โน้ตบุ๊คจะไหม้ไหมเนี่ย เปิดมา หกชม.ครึ่งแล้ว
เออ รีดเด้อไดเจสต์ สนุกหลายเรื่องเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเขียนบันทึก (จำชื่อเรื่องไม่ได้) เราเป็นคนลักษณะนั้นแหละค่ะ
บางทีเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครมาอ่านที่เราเขียน เราแค่เขียนทิ้ง ๆ ไว้ เพื่อในขณะที่เขียน เราจะได้ทบทวนความคิดของตัวเอง สารภาพผิดของตัวเอง บันทึกสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันน่าจะใช้ทำอะไรได้บ้าง และเผื่อว่า ในสักโอกาส ข้อความเหล่านี้มันจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ต้องการ
แถม อยากให้มี เครื่องตรวจจับสิ่งมีชีวิตในบ้าน (แบบดูได้แบบเรียลไทม์เลย เห็นการเคลื่อนที่) จะเอาไว้ดู ว่ามีงูอยู่ตรงไหนในบริเวณบ้านไหม (ถ้าดูงู ดูตะขาบ ดูแมลงสาบ ดูหนู ดูได้ทุกอย่างจะดีมาก นึกถึงแผนที่ในเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์ ที่มองเห็น ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ อ่ะ ถ้าได้แบบนั้นเลยก็ดีดิ ก๊าก...)
ไปแล้ว
เอาน่า ฉันต้องสดชื่น ๆ หายและ ๆ
จริง ๆ ช่วงนี้เรารู้สึกป่วย ป่วยมาก (ไม่ได้ป่วยการเมือง) ประการแรก เรารักษาสิว (มันถือว่าเป็นการป่วยตรงไหนฟะ เกี่ยวกับป่วยมากตรงไหน) ต้องมานั่งทายาหลายตัวดึก ๆ ดื่น ๆ (เพราะไม่รีบทาเอง นึกได้ตอนจะนอน) ทำให้นอนไม่พอ (ข้ออ้าง จริง ๆ คือ มัวนั่งหายใจทิ้ง เพราะช่วงนี้เรามีอารมณ์มาก ???! - อารมณ์เสีย หงุดหงิด งี่เง่า เป็นปัญหาแอบโซหลูดเทรชโฮลกับคำพูดและทัศนคติบางอย่างของแม่มาก บอกตรง ๆ หงุดหงิดมาก วันนี้เราก็เป็นบ้า จริง ๆ มันคือเรื่องปกติของบ้านเรา เถียงกันประจำจนเป็นเรื่องปกติซึ่งเป็นสิ่งที่เลว [เรารู้ว่าเราเลว] แต่ช่วงนี้เป็นบ่อย สงสัยเข้าหน้าร้อน เราเลยเป็นบ้า)
พอเราเป็นบ้า แล้วเจอทีวี ที่มีแต่พวกละครน้ำเน่า (แต่แม่เราเรียกว่าความเพลิดเพลินใจ)
เราก็ออกไปนั่งนอกบ้าน ไม่ยอมกินข้าว คือเราไม่ได้ทำประชด เราแค่ไม่สามารถทนดูอะไรที่เราเกลียดได้อีกแล้ว เพราะว่ามันมากเกินลิมิตของเราแล้ว ตลอดเวลาที่บ้านเราเปิดทีวี ก็มีแต่ดูละคร จะมีข่าวก็แค่ตอนไม่มีละคร ถ้ามีข่าวกับละคร เขาเลือกละครกัน (ด้วยความพอใจ เต็มใจและจำใจ) แม่เขาไม่ได้ดูเงียบ ๆหรอก แต่เขากลับเชียร์ด้วย แบบเราอยากจะตีความไปว่า แม่เขารู้ว่าเราไม่ชอบ แต่เขากำลังจะพยายามทำให้เราชอบให้เรายอมรับให้ได้ ซึ่งการทำแบบนี้อ่ะ "นอกจากจะเป็นการไม่เข้าใจเราแล้ว ยังไม่เกรงใจเราด้วย" เราไม่เคยอยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับช่องทีวีเลยนะ คนอื่นกดดูกันไปเถอะ 3 5 7 9 NBT ThaiPBS มีแค่นี้ (เชื่อว่าถึงมีเคเบิล บ้านเราก็คงจะดูแต่ช่องสามช่องเจ็ด) เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้เรารู้ว่า แม้เราจะขอดูรายการอะไรมีสาระแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่เคยได้ดูอยู่แล้วถ้าหากมันมาชนกับละคร ไม่เคยได้อยู่แล้ว!!! ย้ำเลย ซึ่งถ้าใครไม่เคยเจอแบบนี้ ก็จะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของเราว่า มัน... มันอะไรดีล่ะ มันสุด ๆ แล้วนะ (อย่าบอกให้ไปหาทีวีอีกเครื่อง เราดูผ่านคอมก็ได้ แต่ไม่อยากเปลืองไฟ ไม่ได้อยากดูขนาดนั้น) - มีแต่บ้านอื่นเขาบังคับให้ลูกหลานดูสารคดี ดูรายการวิทยาศาสตร์ - แต่บ้านนี้ไม่ต้องบังคับ ลูกอยากดูเอง แต่ที่บ้านกลับไม่ให้ดู เพราะละครสำคัญกว่า - โอ๊ย เจ๊อยากตาย อยากตายมาก ๆ อยากตายไปเลย
เราอยู่จุดไหนในบ้าน ก็หนีไม่พ้น (พูดตรง ๆ คือเราเกลียดเสียงทีวี [เพราะเราเป็นคนที่มี learning style แบบ เรียนรู้ด้วยการฟังมากที่สุด] เกลียดมากกว่าภาพทีวี เพราะภาพทีวีอ่ะ ถ้าเราไม่นั่งอยู่ในรัศมีจอภาพ เราก็ไม่เห็นอยู่แล้ว - ง่ายกว่านั้น แค่หลับตาเราก็ไม่เห็นแล้ว - แต่เสียงแผด ๆ อ่ะ มันดังทะลุทุกจุดในบ้าน เราจึงต้องออกไปอยู่นอกบ้าน ทั้งที่รักษาสิวกับอาการหน้าแดงอยู่ (กะจะปลูกกระต๊อบไว้นั่งนอนเล่นหน้าบ้านแล้ว น่าเสียดาย หาที่ไม่ได้ มีแต่ต้นไม้ของป๋า)
เราต้องไปนั่งชิงช้าอยู่นาน ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยง
แล้วเราก็เข้ามากินข้าว ตอนรายการนั้นมันจบ แต่อารมณ์เราไม่จบ เพราะเราคาดว่าเราคงมีอาการทางประสาทแล้วแหละ (ประสาทแดก) เอเลยปิดทีวีให้ เพราะเกรงว่า ในวันอาการศร้อนจัด เราอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนหาอะไรใกล้มือเขวี้ยงจอทีวีให้มันพังไป (เราไม่ทำหรอก อืม แต่ก็ไม่แน่ เหอะ...)
แบบว่า กินข้าวเคล้าน้ำตา (ร้องทำบ้าอะไรไม่รู้ เราคงมีศัตรูเป็นทีวีไปแล้วมั๊ง)
แล้วเราก็ไปเปิดคอม กะพิมพ์งานชีตเลขที่รับมา แต่อารมณ์ไม่จบ เรานั่งตอบคำถามที่รู้รอบ ที่กูรู อ่านบล็อก คุ้ยบล็อกของพี่ที่รู้จัก (เรากรี๊ด ๆ เขา ตอนเรียนอยู่มัธยม) เราดูรูปเขาสวีตกับแฟน (อิจฉา เอิ๊ก ๆ) แต่ไม่ได้อารมณ์เสียนะ ตลกดี น่ารักดี ชอบ ๆ (ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอีกอีนี่) อารมณ์เริ่มดีขึ้น แต่ไม่มีอารมณ์พิมพ์งานอยู่ดี มามีอารมณ์พิมพ์ตอนจะห้าโมงเย็น (เปิดคอมตั้งแต่ 13:14:57 คือเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เวลาที่อารมณ์เสีย จะไม่ทำงานเลย ไม่ทำอะไรเลย ทิ้งทุกอย่าง จะไม่เป็นกรณีเดียวคือตอนงานใดใดก็ตามถึงเส้นตาย เพราะถ้ายังเป็นก็ถึงที่ตายจริง ๆ แน่) สรุปคือ เราต้องไปรดน้ำดูแลสวนช้ากว่าเดิม แต่ยังไม่ทันได้ไป
"งู ๆ บ้านป้าอาจารย์ งู กรี๊ด ๆ วี๊ดว๊าย"
น้อง ๆ ในซอย กรี๊ด ๆ งู
อยู่ไหนไม่ชัด แต่ได้ยินเขาคุยกันว่า มาจากข้างบ้าน มาที่ต้นชมพู่ เหนือชิงช้าของเรา (แล้วไง?)
มีผู้ใหญ่ในซอยมาช่วยดู มาช่วยจับ แต่จับไม่ได้ ตกลงไปไหนไม่รู้
เอบอกว่า อย่าไปรดน้ำเลย เขากลัว (กลัวเราไปกัดงูตายมั๊ง ไม่ใช่ ๆ กลัวงูมันกัดเรา)
แม่ก็ย้ำประมาณร้อยรอบว่า "ไม่ต้องไปนั่งชิงช้าอีกแล้วนะ"
อืม
ตกลงที่เราห่วงพิมพ์งาน (จนไม่ออกไปรดน้ำในเวลาเดิม ซึ่งเป็นเวลาที่งูมา)
นี่เป็นบุญของเรา?
หรือเป็นอะไร
หรือถ้าหากวันนี้ เราดันออกไปรดน้ำตรงเวลา (เราตัดใจเลิกพิมพ์งาน - ทำตัวเป็นคนตรงต่อเวลา)
งูมันจะยังมาไหม?
ถ้างูมา แล้วเราจะเป็นยังไง?
ไม่มีใครรู้!
และเพราะความที่เราไม่รู้ (อะไรเลย)
เราจึงคิดว่า "แน่ใจหรือ ว่าเวลาที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น ที่นั้น ๆ มันจะไม่เกิดอะไรขึ้น"
เราเดินเล่นหน้าบ้านกลางคืนบ่อยมาก (เกือบทุกวัน) ตรงหน้าบ้านในรั้วนะ เราเดินวนมองฟ้า พระจันทร์ ดาว เมฆ เครื่องบิน อะไรของเราไปเรื่อย (ออกกำลังกาย) เข้าบ้านมากินข้าวอย่างช้า ทุ่มครึ่ง (ไม่ได้ทำกับข้าวแล้ว เลยเข้าช้าได้ เพราะทำไปแม่เขาก็มักจะไม่ถูกใจ ไม่ใช่ไม่อร่อย เพราะเรารู้ตัวว่าเราทำอร่อย!!! เอก็บอกว่าอร่อย เราทำอาหารกลิ่นหอมกว่า แล้วก็กะจำนวนกินหมดมื้อเดียวไม่ใส่ให้เหลือค้างคารกตู้เย็น แล้วเขาก็ไปทำอย่างอื่นมาเพิ่ม จนอาหารมันเยอะ เราคอยเก็บกินจนเริ่มท้อ น้ำหนักเราขึ้นมาห้ากิโล เราเลยหยุดทำแล้ว เราไม่ได้กลัวอ้วนนะเว้ย แต่เราท้องเสียด้วย เพราะว่ากินมากเกินไป เนื่องจาก งก! เสียดายของ ไม่อยากให้ใส่ตู้เย็น อาหารค้าง ๆ มันน่ากินตรงไหนเนี่ย ไม่อยากจะยุ่งแล้ว เหนื่อย เหนื่อยใจ เดิมเป็นไง ก็ปล่อยไป คงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้)
เลยมายาว ตอนเราเดินหน้าบ้าน เห็นงูบ่อยไป เคยเห็นเลื้อยขึ้นหลังคาบ้านเลยด้วยซ้ำ ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ก็เตะจานใส่งูตัวยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร แทนที่งูจะหนีลงดิน มันหนีเข้าใต้ถุนตู้รองเท้า! เคยเจองูจั๋ง ๆ หลายรอบ แต่โชคดี โกยหนีได้ตลอด (หนีโดยสัญชาติญาณ รู้ตัวอีกทีก็มาตั้งไกลแล้ว) เดิมก็เล่าให้ที่บ้านฟังว่าเจอ หลัง ๆ เจอผ่าน ๆ ก็ช่างหัวมัน
เราจึงเชื่อว่า ไม่ใช่แค่ตอนเห็นหรอก ที่งูจะอยู่ตรงนั้น
ตอนที่เราไม่เห็น (เพราะเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา) บางที ตรงนั้นอาจจะกลายเป็นบ้านของงูก็ได้ ใครจะไปรู้ ในเมื่อต่างฝ่าย ต่างมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน (งูก็เข้าใจว่าเป็นบ้านมัน และเราก็เข้าใจว่าเป็นบ้านเรา) เพราะไม่ได้คุยกัน?
ที่สำคัญ คนไม่กลัวงูอย่างป๋า บอกเราเสมอว่า ไม่เห็นเคยเจองูในบ้านเลย (หรืองูจะกลัวป๋า)
ดังนั้น ไม่เห็นจะต้องซีเรียสอะไรมากมายเลย
บางทีที่งูมาวันนี้ อาจจะมาตามความคิดหนึ่งที่ไม่อยากให้เรานั่งชิงช้าก็ได้ ใครจะไปรู้ (แต่งูมาจริง ๆ แตกตื่นกันทั้งซอย)
เอาว่าเราไม่ประมาทหรอก เราก็กลัวตายเหมือนกัน (ตายเพราะความอวดดี - เราภาวนาขอให้เราอย่าตายเพราะความอวดดี เพราะคนอวดดีมักตายก่อนถึงเวลาอันควร)
เราแค่อยากจะย้ำว่า คิดดี ให้ได้ (แม้ใจไม่อยากจะคิดดีเลย ก็ต้องพยายามทำใจให้ได้)
พรุ่งนี้เราจะถล่มห้องคอมอีกรอบ (ถ้าไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าเข้ามาแทรก) เราจะให้ป๋าเอาของของเขาออก แล้วจะขอห้องนี้แล้ว เราจะมาขลุกตัวอยู่ในห้องนี้แล้ว ปิดประตูห้องไปเลย พอแล้วกับห้องกลางที่มีทีวี
อืม ถ้าคุณคนนึงในมัลติพลายผ่านมาอ่าน (คนที่คอมเม้นต์ห้องคอมเรา) ขอถามหน่อยเหอะว่าห้องเรารกมากเหรอค่ะ ถามแบบกวนนะคะ รกแล้วไปหนักกบาลคุณหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้อยากให้มันรกหรอกค่ะ แต่ทำไงได้ บางอย่างมันก็ทิ้งไม่ได้ (แต่ถ้าแค่มาแซว ก็ขออภัยด้วยนะคะ เพราะบางทีเราก็ไม่เข้าใจเจตนาของคุณ จำไว้นะคะ "ถ้าเจ้าตัวเขารับสภาพนั้นได้ และคุณไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกับสภาพนั้น คุณก็ไม่น่าจะต้องเอามันขึ้นไปแบกไว้ และไม่ต้องแสดงความคิดเห็นก็ได้ เพราะถึงยังไง มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ที่เอาภาพไปโพสต์ ก็เพื่อเอาไว้โชว์จุ๊บ โชว์บูม เพื่อนซี้ ๆ ของเรา ว่าจัดห้องได้สำเร็จแล้ว พวกนี้รู้ดี ว่าถ้าเราทำงาน บริเวณนั้นจะรกขนาดไหน! ยังไงคนที่ไม่รู้จักกันในชีวิตจริง ก็ไม่ต้องมาแซวเราหรอกนะคะ เพราะเราไม่ชอบ! คนรู้จักเท่านั้นที่แซวได้)
งง ยิ่งบ่นยิ่งงง
ไปดีกว่า โน้ตบุ๊คจะไหม้ไหมเนี่ย เปิดมา หกชม.ครึ่งแล้ว
เออ รีดเด้อไดเจสต์ สนุกหลายเรื่องเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเขียนบันทึก (จำชื่อเรื่องไม่ได้) เราเป็นคนลักษณะนั้นแหละค่ะ
บางทีเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครมาอ่านที่เราเขียน เราแค่เขียนทิ้ง ๆ ไว้ เพื่อในขณะที่เขียน เราจะได้ทบทวนความคิดของตัวเอง สารภาพผิดของตัวเอง บันทึกสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันน่าจะใช้ทำอะไรได้บ้าง และเผื่อว่า ในสักโอกาส ข้อความเหล่านี้มันจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ต้องการ
แถม อยากให้มี เครื่องตรวจจับสิ่งมีชีวิตในบ้าน (แบบดูได้แบบเรียลไทม์เลย เห็นการเคลื่อนที่) จะเอาไว้ดู ว่ามีงูอยู่ตรงไหนในบริเวณบ้านไหม (ถ้าดูงู ดูตะขาบ ดูแมลงสาบ ดูหนู ดูได้ทุกอย่างจะดีมาก นึกถึงแผนที่ในเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์ ที่มองเห็น ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ อ่ะ ถ้าได้แบบนั้นเลยก็ดีดิ ก๊าก...)
ไปแล้ว
เอาน่า ฉันต้องสดชื่น ๆ หายและ ๆ
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552
มะแว้งนก

ที่โพสต์ถามไว้วันก่อน
เราทราบแล้วนะคะ
ว่ามันคือ มะแว้งนก
เดี๋ยวคืนนี้จะบอกคุณป๋า
จากการเอารูปใส่ชื่อเอ็ม (ไม่มีใครสนใจเลย ก๊าก)
เอาไปเป็นรูปโปรไฟล์ที่ไฮไฟว์เรา
เอาไปถามที่กูรู
| | pranitee | 10 | 11 | 27/2/2009 |
ไม่มีใครมาตอบ หรือมาตอบก็ตอบไม่ถูกเลย
จนน้องกานต์เสนอให้เอาไปโพสต์ที่ pantip น้องกานต์โพสต์ให้ หน้านี้ (เพราะเราไม่เป็นสมาชิก)
ทำให้รู้แล้วว่า มันคือ มะแว้งนก
เอาว่าวันหลังเราสงสัยเรื่องต้นไม้ เราจะไปถามที่ pantip บ้างแล้ว
ใส่รายละเอียด ทีหามาจากเว็บอื่น
คัดลอกมาจาก http://www.songkhlaportal.com/forums/index.php?topic=558.75
มะแว้งนก
หญ้าต๋มต๊อก Black Nightshade, Wonderberry, Sanberry
Solanum nigrum Linn. SOLANACEAE
เป็น ไม้ล้มลุกขนาดเล็กสูงประมาณ 2-3 ฟุต ใบเดี่ยวรูปหอกปลายแหลมคล้ายต้นพริกชี้ฟ้า แต่ใบไม่ดก ดอกเล็กๆสีขาวเป็นช่อคล้ายดอกมะเขือพวง ผลกลมเขียวลายเหมือนมะแว้งเครือ เมื่อสุกสีดำ เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
สรรพคุณ
ทั้ง ต้น รสขมหวาน ต้มดื่มขับเสมหะ แก้จุกเสียด ถอนพิษ ลดอาการบวม แก้อาการหอบไอ รักษาครรภ์ไข่ปลาอุกชนิดร้ายแรง รักษาเนื้องอกที่เยื่อถุงน้ำคร่ำ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร แก้หลอดลมอักเสบ ผื่นคันตามผิวหนังเรื้อรัง แก้ฝีหนอง แก้หวัดจากลมร้อน
สารสำคัญ ผล มี glucoalkaloid พวก solanine
ผลดิบมีพิษ หลังจากกินเข้าไป 2-3 ชั่วโมง จะเกิดอาการคันปากและลำคออย่างรุนแรง ตามด้วยคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง อุณหภูมิร่างกายสูง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเปลี้ย หายใจขัด หมดความรู้สึก อุจจาระเป็นเลือด มีแผลในลำไส้ ไตถูกทำลาย ปัสสาวะเป็นเลือด แต่ลูกสุกไม่มีพิษ
เอิ๊ก ๆ ว่าแล้วว่าต้องมีพิษ
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดดู (อย่าเพิ่งตั้งกำแพงนะคะคุณผู้อ่าน อ่านก่อน ๆ)
ลองมีใครมาพูดต่อหน้าเรา
พูดอะไร?
พูดให้เราเปลี่ยนความคิดซะ
เราจะตั้งกำแพงกับเขาทันที
แม้ว่าเหตุผลของเขา จะเป็นสิ่งที่ถูกก็ตามทีเถอะ
คงไม่มีชาวโลกคนใดชอบให้ใครมาบอก (จ้ำจี้จ้ำใช) ว่าสิ่งที่เราคิด (หรือเราเป็น หรือเราทำ) นั้นเป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยน
ยิ่งถ้าพูดตรง ๆ นี่ สะอึกเลย
อย่าว่าว่าเป็นอคติของเราเลยค่ะ เชื่อเราเถอะ ว่าไม่มีใครชอบเลยจริง ๆ
แต่อย่างน้อย เราเป็นบ้าอย่างนึงนะ เวลาใครด่า ว่า ติ มาเป็นข้อความในกระดาษเนี่ย (หรือเป็นข้อความใน หน้าเว็บ หน้าอีเมล หน้ากระทู้ หน้าบล็อก หน้าบ้าหน้าบอ) เราจะเฉย ๆ และเหมือนจะทำใจยอมรับได้มากกว่าการพูดตรง ๆ อาจเพราะ
๑) มีหลักฐานว่าโดนด่าจริง ๆ
๒) มันไม่มีการเผชิญหน้า ไม่ได้ยินเสียงจริง ไม่ได้เห็นหน้าตาตอนเขาพูดด่า
๓) เขาไม่เห็นเราชักสีหน้าใส่
๔) ...?!@#$%
หลายครั้งเราคิดได้จากการอ่านหนังสือ หนังสือที่เราอ่าน ที่ไม่ใช่แม้แต่หนังสือธรรมะ หนังสืออะไรก็ได้ อาจให้แง่คิดกับเราได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน
(?)
...
ปกติ เราจะเกลียด "คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น" เกลียดมาก ๆ ถ้าเห็นกับตาว่ามันเอาเปรียบ เราจะตอกกลับให้หน้าหงายไปเลย (อาจด้วยคำพูด ด่าตรง ๆ กระแทกแดกดัน หรืออื่น ๆ เท่าที่คิดออก) ครั้งนึงแทบจะกระชากหัวอีคนที่แย่งแท็กซี่ที่อ่อนนุช โชคดีที่มันตัวใหญ่กว่า เลยไม่ทำ (กลัวว่าจากที่จะไปตบเขา จะกลายเป็นถูกเขาตบแทน)
วันนี้ หลังวางบัตรคิวให้แม่ ขณะเรากับแม่กำลังจะเดินออกจากอาคารว่องวาณิช เพื่อไปกินข้าวกัน ก็มองเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินไปถึงประตูแล้ว และประตูต้องใช้ดึงหรือผลัก แต่เขากลับมองมาทางเรา แล้วยืนเฉย ๆ เหมือนว่าจะยังไม่ออก (เขาไม่เปิดประตู ไม่อะไรทั้งสิ้น ยืนเฉย ๆ) แต่สัญชาติญาณของเรา บอกเราว่า "อีนี่วอนซะแล้ว"
ปกติ แม่เราเขาชอบเดินแซงเราเพื่อมาเปิดประตูให้เราอ่ะ แต่คราวนี้เราต้องรีบแซงแม่ เพราะบานประตูที่แม่กำลังจะเปิด คือบานที่ติดอีนั่น อีนั่นต้องออกตามแม่เราทันทีแน่นอน
เราบอกแม่ไปว่า "แม่ไม่ต้องเปิด ออกทางนี้"
และก็เป็นอย่างที่เราคิดคือ พอเราออก และจับประตูไว้ให้แม่ออก
อีนั่น (ที่ตอนแรก ยืนรออยู่ที่ประตู เพราะมันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู) มันก็รีบแจ้นออกมาเลย
ขอบอก ในวินาทีนั้น เราคิดอยู่สองอย่างคือ
๑) จับประตูกระแทกหน้ามัน (คนอ่านคิด โห อีนังเจ้าของบล็อกนี้โหดเหี้ยมอำมหิตมาก ๆ)
๒) ด่าพฤติกรรมชั่ว ๆ ของมัน ให้มันได้ยิน
ภายในเวลาเสี้ยววินาที เราตัดสินใจทำสิ่งที่สอง เพราะว่า อย่างแรก มันเสี่ยง
๑) เดี๋ยวโดนแม่เรา เพราะว่ามันเดินติดแม่เรามาก
๒) เราไม่อยากให้ใครทำแบบนี้กับเรา กลัวกรรมตามทัน
๓) อาจมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล
แต่มันไม่อยู่ฟังเราด่าหรอก มันโกยตีนหมาวิ่งห้าร้อยเมตรไปเลย เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมาก เราเพิ่งด่าไปได้แค่ "เห็นแก่ตัวว่ะ" ยังไม่ทันได้ด่าว่า "แค่ประตูยังไม่มีปัญญาเปิดเอง" เลย (ที่มันไปเร็วมากน่ะ ใครจะอมพระ อมโบสถ์ อมวิหารมาพูด เราก็ไม่เชื่อหรอก ว่า "มันรีบ" เพราะว่ามันไปยืนรออยู่หน้าประตูได้ตั้งหลายวินาที และที่สำคัญ เราดูเจตนาออก ว่ามันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู ซึ่งถ้าหากเรากับแม่ไม่ได้กำลังจะเดินออกเหมือนมัน มันก็คงต้องเปิดออกไปเอง หรือไม่งั้นมันก็อาจจะยืนรอคนอื่นให้มาเปิดประตูให้มัน - โห อนามัยจัดไปป่าวยะหล่อน ฉันคิดว่าหูประตูน่ะ ยังสะอาดกว่าจิตใจของหล่อนเสียอีก)
เชื่อไหม เรื่อง แอ๊บ โซ หลูด เทรช โฮล เอ๊ย! แค่เนี๊ยะ ทำเราหงุดหงิดไปตลอดทางที่เดิน ตอนซื้อข้าว ตอนกินข้าว ตอนคืนคูปอง จนถึงตอนเดินกลับเข้าตึกว่องวาณิชก็ยังไม่หายหงุดหงิด แต่ไม่ได้แสดงอาการมากมาย เรารู้! รู้ว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า - ยอมรับเถอะค่ะ ว่าหลายคนท่องประโยคนี้ได้ แต่ทำใจตามนี้ไม่ได้ (เช่นเรา ณ ตอนนั้น เป็นต้น)
จนตอนรอห้องฉายแสง ช่วงรอเนี่ย เรามักจะเอาหนังสือไปอ่านทุกวัน หนังสือธรรมะบ้าง หนังสือบ้าบ้าบอบอ หรือเอากระดาษมาวาดรูปเล่นบ้าง วันนี้เราเอา GRAMMAR AND WORD STUDY NEW-REVISED EDITION 1991 2534 ผู้แต่งคือ วินิจ ธนวิทยาพล และ สมถวิล (จำเริญกิจ) ธนวิทยาพล ที่น้าต๋อยเพื่อนแม่มอบให้เรากับเอมาหลายปีแล้ว (ขอบคุณน้าต๋อยมากเลยค่ะ หนังสือดีมาก ๆ ถึงเก่าแต่เก๋าสุด ๆ) เพิ่งเอามาอ่าน อ่านมาเรื่อย ๆ
เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วหายโกรธคนที่ประตูตะกี้อ่ะ เป็นปลิดทิ้งเลย
(คนอ่านงง อ่านแกรมม่าแล้วมันน่าจะหายโกรธได้ตรงไหนเนี่ย!)
พอดีหน้านึง (หน้า 236) มีคติเตือนใจว่า
Treat everybody with politeness, even those who are rude to you. For remember that you show courtesy to others not because they are gentlemen but because you are one.
แปลว่า
จงปฏิบัติต่อทุก ๆ คนด้วยความสุภาพเถิด แม้ว่าเขาจะหยาบคายต่อเจ้าก็ตาม จำไว้เสมอว่าเจ้าแสดงความสุภาพอ่อนน้อมต่อเขาเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสุภาพชนดอก แต่เพราะเจ้าต่างหากที่เป็นสุภาพชน
อ่านแล้วซาบซึ้งมาก ๆ
คือนี่แหละที่บอกว่าอยากให้เปลี่ยนอ่ะ
ไม่ว่าคุณจะมีความคิดก่อนหน้านี้ เหมือนเรา ไม่เหมือนเรา หรือไม่เหมือนใครเลย
ก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพเถอะค่ะ คิดแบบนี้ซะ สบายใจ แล้วเราก็ไม่ต้องไปสถุลเหมือนมันด้วย
เราไม่ใช่สุภาพชนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ
แต่ที่เรารู้ก็คือ เราไม่ต้องการให้ใครมาปฏิบัติแย่ ๆ กับเรา ดังนั้นเราจะไม่ปฏิบัติแย่ ๆ กับใคร (ก่อน) ก๊าก...
อย่างน้อยที่สุด ควรจะมีวิจารณญาณกับทุกเรื่องค่ะ คิดง่าย ๆ เลยนะ จะได้ไม่ต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว
เรื่องของการรู้จักใช้วิจารณญาณ
ต้องคิดว่า
- สิ่งนี้ ดีสำหรับเราไหม?
- สิ่งนี้ ดีสำหรับทุกคนไหม?
ต้องดีสำหรับเราและสำหรับทุกคนด้วย ถึงลุยทำไปได้เลย
(แต่ถ้าดีสำหรับเราอย่างเดียว อย่าทำ เพราะมันคือ เห็นแก่ตัว)
เราจำและทำเสมอ
รู้มาจากตอนฟัง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา บรรยาย
เอาเถอะค่ะ ค่อย ๆ พยายามกันไป
ไม่มีใครดีไปเสียทุกอย่างหรอกค่ะ
แต่ถ้าหากคุณทำสิ่งเดียวสิ่งนี้ได้ ก็โอเคแล้ว นั้นคือ "อย่าทำความชั่ว"
อันนี้ได้ฟังมาจากคุณต้อย เศรษฐา ศิระฉายา ในวันประกาศผลไนน์เอนเตอร์เทน (พอดีที่บ้านเขาเปิดไปแป๊บนึงตอนคุณต้อยพูด แบบว่ากินใจมาก ๆ แต่ไม่ได้ฟังทั้งหมด ทันฟังมาแค่นี้)
แค่อย่าทำชั่วก็ถือว่าได้ทำดีแล้ว
จบไงดีวันนี้???
อ๋อ จบที่นี่ดีกว่า
รีดเด๋อ (สรรสาระ : Reader's Digest) ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ มาแล้ว เรายังอ่านไม่จบ แต่เท่าที่อ่านไปแล้ว ขอบอกมีสองเรื่องที่ถูกใจอย่างแรง เรื่องแรก (เอามือถือถ่ายรูปมาฝากด้วย ขนาดใหญ่ อ่านได้) ใครชอบก็ไปซื้อมาอ่านเองนะคะ แค่นี้ก็กลัวเขาจะฟ้องเอาแล้ว แต่นะนะ มันเป็นเรื่องสั้น ๆ และคิดว่าน่าจะเป็นจุดโฆษณาให้หนังสือได้บ้าง (แม้เราจะไม่ได้เงินจากการโฆษณา แถมป๋าเรายังต้องเสียเงินจากการเป็นสมาชิกหนังสืออีก ก๊าก...)
เป็นเรื่องที่บอกว่า

ความรักทำให้หัวใจแข็งแรงค่ะ
อีกเรื่องคือ "๔๑ ประเด็น (หรือคำว่าไรไม่แน่ใจ หนังสือไม่ได้วางแถวนี้ ขี้เกียจเดิน) ที่หมออยากบอก"
ขอบอก ชอบมาก อยากให้รีดเดอร์ไดเจสต์ ตามทำทุกอาชีพมาลงเลย เราชอบมาก ๆ
แม้สมัยเด็ก ๆ เราจะเกลียดหมอมาก (เพราะเคยโดนหมอไซโคใส่ หาว่าเราสร้างโรคให้ตัวเอง) สมัยที่เพลงกลิ่นโรงพยาบาลของพาราด็อกซ์ดังน่ะ นั่นเพลงโปรดของเราเลยนะ ก๊าก.. ตอนนี้ไม่แล้ว หมอเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป เราก็ทำหน้าที่ของเราไป ไม่เห็นต้องเกลียดอะไร จริงไหม
เท่าที่อ่านเนื้อหาอ่ะนะ เราเข้าใจหมอทุกข้อเลย (เช่น หมอก็ต้องผ่อนบ้านเหมือนคุณ) อะไรทำนองนี้ และเห็นด้วยทุกข้อด้วย (เช่น หมอก็ต้องไม่บกพร่องในหน้าที่การเป็นพ่อเหมือนกัน) ไม่เคยเป็นแบบที่เขียนเลยด้วย (เช่น คนไข้ที่บอกว่า ห้ามพ่อผมเป็นอะไรนะ ถ้าพ่อผมเป็นอะไร คุณมีปัญหาแน่ เราไม่เคยกดดันหมอ ---และเราผ่านความรู้สึกลักษณะนี้มาได้ เพราะคิดได้ว่า ทุกคนก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างน้อยเราก็เรียนรู้มาว่า คำพูดหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นแรงกดดัน ไม่เป็นผลดีกับเรา เราจึงไม่คิดจะไปกดดันคนอื่นเช่นกัน)
ลองอ่านดู แล้วคุณจะเข้าใจหมอมากขึ้น (อ้อนวอน ๆ รีดเด๋อ ทำหลาย ๆ อาชีพนะ นะ อยากอ่าน ชอบ ๆ)
นิตยสารหัวอื่นจะทำก็ได้นะ แต่เราไม่ได้ซื้ออ่าน (ถ้าไม่มาบอก เราก็คงไม่รู้ เพราะเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินซื้อหนังสือวารสารนิตยสารได้ยกแผง ถ้าอยากให้ซื้อเล่มไหนก็มาคอมเม้นต์บอกแล้วกัน จะได้ไปซื้อ) ก๊าก...
ไปแล้ว เจอกันเมื่อเราคิดอะไรออก
แถมหน่อย ตอนเขียนเอนทรี่นี้ เรากำลังฟังเพลงนี้อยู่
http://www.imeem.com/bentadin/music/cTTzN5Vp/toy-music-tune/
ชื่อเพลงความหมายดีอ่ะ (ชื่อเพลง พอจะเข้ากับจุดประสงค์ของการเขียนเนื้อหาในเอนทรี่นี้) เนื้อหาของเพลงก็งดงามดี แต่ไม่ได้ตรงเตริงอะไรกับชีวิัตเราเลย พอดีเพิ่งได้ฟัง (สารพัดจะแชร์ไอมีมมา หลายท่านเลยอ่ะ ขยันแชร์กันจริง แบบว่าเข้าใจนะ ว่าหลายครั้งมันเป็นแค่พฤติกรรมการเพิ่มจำนวนตัวนับการเพลย์เพลง โดยทำการ "ส่งกราดเพลงนั้น ๆ ไปให้คนอื่น ๆ แม้จะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้จัก ก็ไม่สน ตูจะส่งอ่ะ ไมวะ" จนตอนนี้มันมากองเยอะแยะเต็มอินบอกซ์ไปหมด เราฟังไม่หวาดไม่ไหว ฟังจนจะอ้วกเป็นเพลงแล้ว -ที่ไปลองกดฟัง เพราะพอดีช่วงนี้ไม่มีเพลงฟัง กร๊าก... แซว แต่ยังไงซะก็ส่ง ๆ กันไปเถอะ ฟังไม่ฟังมันก็เรื่องของเรา ไม่มีใครบังคับ)
แต่ก็นะ เพลงรักหรือจะสู้ความรักจริง ๆ ได้ ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีใครเขียนหรือร้องเพลงรักให้ได้ฟังอีกแล้ว (เรื่องสมมติ if if น่ะ เพราะรู้ว่าความจริง มันเป็นไปไม่ได้!) เราก็แต่งเพลงรักของเราเองร้องเองฟังเองก็ได้
เพราะเรารู้ตัวว่า เรามีความรัก เรามีคนที่เรารัก และเรามีคนที่รักเรา
พูดอะไร?
พูดให้เราเปลี่ยนความคิดซะ
เราจะตั้งกำแพงกับเขาทันที
แม้ว่าเหตุผลของเขา จะเป็นสิ่งที่ถูกก็ตามทีเถอะ
คงไม่มีชาวโลกคนใดชอบให้ใครมาบอก (จ้ำจี้จ้ำใช) ว่าสิ่งที่เราคิด (หรือเราเป็น หรือเราทำ) นั้นเป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยน
ยิ่งถ้าพูดตรง ๆ นี่ สะอึกเลย
อย่าว่าว่าเป็นอคติของเราเลยค่ะ เชื่อเราเถอะ ว่าไม่มีใครชอบเลยจริง ๆ
แต่อย่างน้อย เราเป็นบ้าอย่างนึงนะ เวลาใครด่า ว่า ติ มาเป็นข้อความในกระดาษเนี่ย (หรือเป็นข้อความใน หน้าเว็บ หน้าอีเมล หน้ากระทู้ หน้าบล็อก หน้าบ้าหน้าบอ) เราจะเฉย ๆ และเหมือนจะทำใจยอมรับได้มากกว่าการพูดตรง ๆ อาจเพราะ
๑) มีหลักฐานว่าโดนด่าจริง ๆ
๒) มันไม่มีการเผชิญหน้า ไม่ได้ยินเสียงจริง ไม่ได้เห็นหน้าตาตอนเขาพูดด่า
๓) เขาไม่เห็นเราชักสีหน้าใส่
๔) ...?!@#$%
หลายครั้งเราคิดได้จากการอ่านหนังสือ หนังสือที่เราอ่าน ที่ไม่ใช่แม้แต่หนังสือธรรมะ หนังสืออะไรก็ได้ อาจให้แง่คิดกับเราได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน
(?)
...
ปกติ เราจะเกลียด "คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น" เกลียดมาก ๆ ถ้าเห็นกับตาว่ามันเอาเปรียบ เราจะตอกกลับให้หน้าหงายไปเลย (อาจด้วยคำพูด ด่าตรง ๆ กระแทกแดกดัน หรืออื่น ๆ เท่าที่คิดออก) ครั้งนึงแทบจะกระชากหัวอีคนที่แย่งแท็กซี่ที่อ่อนนุช โชคดีที่มันตัวใหญ่กว่า เลยไม่ทำ (กลัวว่าจากที่จะไปตบเขา จะกลายเป็นถูกเขาตบแทน)
วันนี้ หลังวางบัตรคิวให้แม่ ขณะเรากับแม่กำลังจะเดินออกจากอาคารว่องวาณิช เพื่อไปกินข้าวกัน ก็มองเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินไปถึงประตูแล้ว และประตูต้องใช้ดึงหรือผลัก แต่เขากลับมองมาทางเรา แล้วยืนเฉย ๆ เหมือนว่าจะยังไม่ออก (เขาไม่เปิดประตู ไม่อะไรทั้งสิ้น ยืนเฉย ๆ) แต่สัญชาติญาณของเรา บอกเราว่า "อีนี่วอนซะแล้ว"
ปกติ แม่เราเขาชอบเดินแซงเราเพื่อมาเปิดประตูให้เราอ่ะ แต่คราวนี้เราต้องรีบแซงแม่ เพราะบานประตูที่แม่กำลังจะเปิด คือบานที่ติดอีนั่น อีนั่นต้องออกตามแม่เราทันทีแน่นอน
เราบอกแม่ไปว่า "แม่ไม่ต้องเปิด ออกทางนี้"
และก็เป็นอย่างที่เราคิดคือ พอเราออก และจับประตูไว้ให้แม่ออก
อีนั่น (ที่ตอนแรก ยืนรออยู่ที่ประตู เพราะมันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู) มันก็รีบแจ้นออกมาเลย
ขอบอก ในวินาทีนั้น เราคิดอยู่สองอย่างคือ
๑) จับประตูกระแทกหน้ามัน (คนอ่านคิด โห อีนังเจ้าของบล็อกนี้โหดเหี้ยมอำมหิตมาก ๆ)
๒) ด่าพฤติกรรมชั่ว ๆ ของมัน ให้มันได้ยิน
ภายในเวลาเสี้ยววินาที เราตัดสินใจทำสิ่งที่สอง เพราะว่า อย่างแรก มันเสี่ยง
๑) เดี๋ยวโดนแม่เรา เพราะว่ามันเดินติดแม่เรามาก
๒) เราไม่อยากให้ใครทำแบบนี้กับเรา กลัวกรรมตามทัน
๓) อาจมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล
แต่มันไม่อยู่ฟังเราด่าหรอก มันโกยตีนหมาวิ่งห้าร้อยเมตรไปเลย เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมาก เราเพิ่งด่าไปได้แค่ "เห็นแก่ตัวว่ะ" ยังไม่ทันได้ด่าว่า "แค่ประตูยังไม่มีปัญญาเปิดเอง" เลย (ที่มันไปเร็วมากน่ะ ใครจะอมพระ อมโบสถ์ อมวิหารมาพูด เราก็ไม่เชื่อหรอก ว่า "มันรีบ" เพราะว่ามันไปยืนรออยู่หน้าประตูได้ตั้งหลายวินาที และที่สำคัญ เราดูเจตนาออก ว่ามันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู ซึ่งถ้าหากเรากับแม่ไม่ได้กำลังจะเดินออกเหมือนมัน มันก็คงต้องเปิดออกไปเอง หรือไม่งั้นมันก็อาจจะยืนรอคนอื่นให้มาเปิดประตูให้มัน - โห อนามัยจัดไปป่าวยะหล่อน ฉันคิดว่าหูประตูน่ะ ยังสะอาดกว่าจิตใจของหล่อนเสียอีก)
เชื่อไหม เรื่อง แอ๊บ โซ หลูด เทรช โฮล เอ๊ย! แค่เนี๊ยะ ทำเราหงุดหงิดไปตลอดทางที่เดิน ตอนซื้อข้าว ตอนกินข้าว ตอนคืนคูปอง จนถึงตอนเดินกลับเข้าตึกว่องวาณิชก็ยังไม่หายหงุดหงิด แต่ไม่ได้แสดงอาการมากมาย เรารู้! รู้ว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า - ยอมรับเถอะค่ะ ว่าหลายคนท่องประโยคนี้ได้ แต่ทำใจตามนี้ไม่ได้ (เช่นเรา ณ ตอนนั้น เป็นต้น)
จนตอนรอห้องฉายแสง ช่วงรอเนี่ย เรามักจะเอาหนังสือไปอ่านทุกวัน หนังสือธรรมะบ้าง หนังสือบ้าบ้าบอบอ หรือเอากระดาษมาวาดรูปเล่นบ้าง วันนี้เราเอา GRAMMAR AND WORD STUDY NEW-REVISED EDITION 1991 2534 ผู้แต่งคือ วินิจ ธนวิทยาพล และ สมถวิล (จำเริญกิจ) ธนวิทยาพล ที่น้าต๋อยเพื่อนแม่มอบให้เรากับเอมาหลายปีแล้ว (ขอบคุณน้าต๋อยมากเลยค่ะ หนังสือดีมาก ๆ ถึงเก่าแต่เก๋าสุด ๆ) เพิ่งเอามาอ่าน อ่านมาเรื่อย ๆ
เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วหายโกรธคนที่ประตูตะกี้อ่ะ เป็นปลิดทิ้งเลย
(คนอ่านงง อ่านแกรมม่าแล้วมันน่าจะหายโกรธได้ตรงไหนเนี่ย!)
พอดีหน้านึง (หน้า 236) มีคติเตือนใจว่า
Treat everybody with politeness, even those who are rude to you. For remember that you show courtesy to others not because they are gentlemen but because you are one.
แปลว่า
จงปฏิบัติต่อทุก ๆ คนด้วยความสุภาพเถิด แม้ว่าเขาจะหยาบคายต่อเจ้าก็ตาม จำไว้เสมอว่าเจ้าแสดงความสุภาพอ่อนน้อมต่อเขาเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสุภาพชนดอก แต่เพราะเจ้าต่างหากที่เป็นสุภาพชน
อ่านแล้วซาบซึ้งมาก ๆ
คือนี่แหละที่บอกว่าอยากให้เปลี่ยนอ่ะ
ไม่ว่าคุณจะมีความคิดก่อนหน้านี้ เหมือนเรา ไม่เหมือนเรา หรือไม่เหมือนใครเลย
ก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพเถอะค่ะ คิดแบบนี้ซะ สบายใจ แล้วเราก็ไม่ต้องไปสถุลเหมือนมันด้วย
เราไม่ใช่สุภาพชนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ
แต่ที่เรารู้ก็คือ เราไม่ต้องการให้ใครมาปฏิบัติแย่ ๆ กับเรา ดังนั้นเราจะไม่ปฏิบัติแย่ ๆ กับใคร (ก่อน) ก๊าก...
อย่างน้อยที่สุด ควรจะมีวิจารณญาณกับทุกเรื่องค่ะ คิดง่าย ๆ เลยนะ จะได้ไม่ต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว
เรื่องของการรู้จักใช้วิจารณญาณ
ต้องคิดว่า
- สิ่งนี้ ดีสำหรับเราไหม?
- สิ่งนี้ ดีสำหรับทุกคนไหม?
ต้องดีสำหรับเราและสำหรับทุกคนด้วย ถึงลุยทำไปได้เลย
(แต่ถ้าดีสำหรับเราอย่างเดียว อย่าทำ เพราะมันคือ เห็นแก่ตัว)
เราจำและทำเสมอ
รู้มาจากตอนฟัง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา บรรยาย
เอาเถอะค่ะ ค่อย ๆ พยายามกันไป
ไม่มีใครดีไปเสียทุกอย่างหรอกค่ะ
แต่ถ้าหากคุณทำสิ่งเดียวสิ่งนี้ได้ ก็โอเคแล้ว นั้นคือ "อย่าทำความชั่ว"
อันนี้ได้ฟังมาจากคุณต้อย เศรษฐา ศิระฉายา ในวันประกาศผลไนน์เอนเตอร์เทน (พอดีที่บ้านเขาเปิดไปแป๊บนึงตอนคุณต้อยพูด แบบว่ากินใจมาก ๆ แต่ไม่ได้ฟังทั้งหมด ทันฟังมาแค่นี้)
แค่อย่าทำชั่วก็ถือว่าได้ทำดีแล้ว
จบไงดีวันนี้???
อ๋อ จบที่นี่ดีกว่า
รีดเด๋อ (สรรสาระ : Reader's Digest) ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ มาแล้ว เรายังอ่านไม่จบ แต่เท่าที่อ่านไปแล้ว ขอบอกมีสองเรื่องที่ถูกใจอย่างแรง เรื่องแรก (เอามือถือถ่ายรูปมาฝากด้วย ขนาดใหญ่ อ่านได้) ใครชอบก็ไปซื้อมาอ่านเองนะคะ แค่นี้ก็กลัวเขาจะฟ้องเอาแล้ว แต่นะนะ มันเป็นเรื่องสั้น ๆ และคิดว่าน่าจะเป็นจุดโฆษณาให้หนังสือได้บ้าง (แม้เราจะไม่ได้เงินจากการโฆษณา แถมป๋าเรายังต้องเสียเงินจากการเป็นสมาชิกหนังสืออีก ก๊าก...)
เป็นเรื่องที่บอกว่า

ความรักทำให้หัวใจแข็งแรงค่ะ
เราขอยืนยัน (เดี๊ยนรับรอง) ว่าความรักทำให้หัวใจแข็งแรงได้จริง ๆ ยิ่งพอเห็นมีลงในหนังสือ ก็เลยต้องเอามาอ้างอิง แต่ยังไงซะ ก็ขอให้เป็นรักที่แท้จริงนะคะ ไม่ใช่แค่การเขียนคำว่ารัก หรือการพูดคำว่ารัก แต่ออกมาจากจิตใจชั่ว ๆ อันนี้อาจทำให้หัวใจรั่ว มั่วซั่ว เอิ๊ก ๆ เชื่อเถอะค่ะ ไม่ต้องถึงกับเห็นพ้องตามหน้านี้ทั้งหมด (พอดีมันมีเรื่องเซ็กซ์ด้วย) จริง ๆ เพียงแค่คุณเปิดใจรักคนทั้งโลกด้วยความจริงใจ ปรารถนาที่จะเห็นเขามีความสุข เห็นเขาพ้นทุกข์ หัวใจของคุณก็จะแข็งแรงขึ้น กว่าที่จะไปเที่ยวเกลียดชังชาวบ้าน แก่ง่าย ตายไว หัวใจสลาย
อีกเรื่องคือ "๔๑ ประเด็น (หรือคำว่าไรไม่แน่ใจ หนังสือไม่ได้วางแถวนี้ ขี้เกียจเดิน) ที่หมออยากบอก"
ขอบอก ชอบมาก อยากให้รีดเดอร์ไดเจสต์ ตามทำทุกอาชีพมาลงเลย เราชอบมาก ๆ
แม้สมัยเด็ก ๆ เราจะเกลียดหมอมาก (เพราะเคยโดนหมอไซโคใส่ หาว่าเราสร้างโรคให้ตัวเอง) สมัยที่เพลงกลิ่นโรงพยาบาลของพาราด็อกซ์ดังน่ะ นั่นเพลงโปรดของเราเลยนะ ก๊าก.. ตอนนี้ไม่แล้ว หมอเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป เราก็ทำหน้าที่ของเราไป ไม่เห็นต้องเกลียดอะไร จริงไหม
เท่าที่อ่านเนื้อหาอ่ะนะ เราเข้าใจหมอทุกข้อเลย (เช่น หมอก็ต้องผ่อนบ้านเหมือนคุณ) อะไรทำนองนี้ และเห็นด้วยทุกข้อด้วย (เช่น หมอก็ต้องไม่บกพร่องในหน้าที่การเป็นพ่อเหมือนกัน) ไม่เคยเป็นแบบที่เขียนเลยด้วย (เช่น คนไข้ที่บอกว่า ห้ามพ่อผมเป็นอะไรนะ ถ้าพ่อผมเป็นอะไร คุณมีปัญหาแน่ เราไม่เคยกดดันหมอ ---และเราผ่านความรู้สึกลักษณะนี้มาได้ เพราะคิดได้ว่า ทุกคนก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างน้อยเราก็เรียนรู้มาว่า คำพูดหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นแรงกดดัน ไม่เป็นผลดีกับเรา เราจึงไม่คิดจะไปกดดันคนอื่นเช่นกัน)
ลองอ่านดู แล้วคุณจะเข้าใจหมอมากขึ้น (อ้อนวอน ๆ รีดเด๋อ ทำหลาย ๆ อาชีพนะ นะ อยากอ่าน ชอบ ๆ)
นิตยสารหัวอื่นจะทำก็ได้นะ แต่เราไม่ได้ซื้ออ่าน (ถ้าไม่มาบอก เราก็คงไม่รู้ เพราะเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินซื้อหนังสือวารสารนิตยสารได้ยกแผง ถ้าอยากให้ซื้อเล่มไหนก็มาคอมเม้นต์บอกแล้วกัน จะได้ไปซื้อ) ก๊าก...
ไปแล้ว เจอกันเมื่อเราคิดอะไรออก
แถมหน่อย ตอนเขียนเอนทรี่นี้ เรากำลังฟังเพลงนี้อยู่
http://www.imeem.com/bentadin/music/cTTzN5Vp/toy-music-tune/
ชื่อเพลงความหมายดีอ่ะ (ชื่อเพลง พอจะเข้ากับจุดประสงค์ของการเขียนเนื้อหาในเอนทรี่นี้) เนื้อหาของเพลงก็งดงามดี แต่ไม่ได้ตรงเตริงอะไรกับชีวิัตเราเลย พอดีเพิ่งได้ฟัง (สารพัดจะแชร์ไอมีมมา หลายท่านเลยอ่ะ ขยันแชร์กันจริง แบบว่าเข้าใจนะ ว่าหลายครั้งมันเป็นแค่พฤติกรรมการเพิ่มจำนวนตัวนับการเพลย์เพลง โดยทำการ "ส่งกราดเพลงนั้น ๆ ไปให้คนอื่น ๆ แม้จะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้จัก ก็ไม่สน ตูจะส่งอ่ะ ไมวะ" จนตอนนี้มันมากองเยอะแยะเต็มอินบอกซ์ไปหมด เราฟังไม่หวาดไม่ไหว ฟังจนจะอ้วกเป็นเพลงแล้ว -ที่ไปลองกดฟัง เพราะพอดีช่วงนี้ไม่มีเพลงฟัง กร๊าก... แซว แต่ยังไงซะก็ส่ง ๆ กันไปเถอะ ฟังไม่ฟังมันก็เรื่องของเรา ไม่มีใครบังคับ)
แต่ก็นะ เพลงรักหรือจะสู้ความรักจริง ๆ ได้ ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีใครเขียนหรือร้องเพลงรักให้ได้ฟังอีกแล้ว (เรื่องสมมติ if if น่ะ เพราะรู้ว่าความจริง มันเป็นไปไม่ได้!) เราก็แต่งเพลงรักของเราเองร้องเองฟังเองก็ได้
เพราะเรารู้ตัวว่า เรามีความรัก เรามีคนที่เรารัก และเรามีคนที่รักเรา
ป้ายกำกับ:
ความคิด,
สรรสาระ,
สุภาพชน,
หมอ,
หัวใจแข็งแรง,
เห็นแก่ตัว,
แง่คิด
| อ่านแล้วรู้สึก: |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คลังข้อมูล
-
►
2011
(13)
-
►
พฤษภาคม
(8)
- หายใจไม่ออกตอนนอน แถมหลอนอีก
- ไว้จะอ่าน ตอนนี้ขี้เกียจ จะเอาออกจากบุ๊คมาก รกมาก
- หายใจไม่ออกตอนนอน, ไม่ค่อยสบาย
- ใช้ประโยชน์จากของในเน็ต พวกเฟสบุ๊ค และอื่น ๆ
- เวียนหัวอ้วกแตก
- บันทึกที่สอง บันทึกอาการเจ็บป่วยของเรา (ใช้คำเบา ๆ...
- เจ้าหน้าที่ติดเที่ยงมั๊ง ไม่มีคนรับ อ่ะ บันทึกแรก ...
- เอาที่นี่ไว้ช่วยจำ มันจะเวิร์คไหมเนี่ย แต่คิดว่าเว...
-
►
พฤษภาคม
(8)
-
►
2010
(28)
-
►
มิถุนายน
(9)
- เฉลย โอเน็ต ป.6 ไทย สังคม วิทย์ ถ้าเฉลยผิด ก็คือเร...
- เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 อังกฤษ สุขศึกษาพละ เช่นเดิม ถ...
- เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 เลข (ถ้าผิด ต่อว่าได้เลยค่ะ)
- หน้าตากระดาษคำตอบ ONET 2552
- เฉลย การงานอาชีพและเทคโนโลยี ให้นักเรียน (เช็คอีกท...
- เฉลย ให้นักเรียน (เช็คอีกที เพราะครูแอมอาจเฉลยผิด ...
- นับเลข หามาปะ ๆ ไว้
- โพสต์ขายเรือให้ลุง
- I love พิมเสน การบูน เมนทอล กานพลู ฯลฯ
- ► กุมภาพันธ์ (6)
-
►
มิถุนายน
(9)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
เล่าสรุป ๆ แล้วกัน เพราะอยากเขียนให้ครบเท่าที่อยากเขียน เพราะดูแล้ว เราไม่มีเวลายาวและเนิ่นนาน วันนี้กะมาเขียนให้ครบทุกเรื่องที่อยากเขียนเลย...
-
วันก่อนสงสัยเรื่องนี้มาก ถามพี่รุต (เพื่อนพี่ที่ชื่อจริงเหมือนเรา แต่พี่คนนั้นเขาโตกว่าเราหลายปี) พี่รุตคร๊าบ แอ มถามหน่อยดิ ที่พี่รุตเคยท...
-
ยาวมาก จุดประสงค์หลักอยู่ท้ายสุด เอาว่า หลัง *********** ก็แล้วกัน ถ้าอ่านไม่ไหว ก็โปรดอย่าอ่าน เพราะขนาดเราเอง ยังไม่อยากเขียนเลย เบื่อว...
-
เราสงสัยมานานแล้ว ว่า สบู่ก้อนกับสบู่เหลว อันไหนดีกว่ากัน? ดีกว่าในที่นี้คือ ดีต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า จำได้ว่าเคยถามป๋าไปนานแล้ว (ตั้งแต่ยุคก...
-
บานบุรี (สีชมพู) ที่แสนจะน่ารัก แต่กินไม่ได้! ก๊าก... ชอบรูปนี้มาก ขนาดใช้มือถือถ่าย ไม่ได้แต่งอะไรเลยนอกจากกรอบ ใช้โฟโต้สกาป โอ้ย แค่อ...
-
เท้าความ ขี้เกียจเท้าแล้ว เฉลย โอเน็ต ป.6 ไทย สังคม วิทย์ ถ้าเฉลยผิด ก็คือเร... เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 อังกฤษ สุขศึกษาพละ เช่นเดิม ถ... เฉลย ...
-
ต่อจากอันนี้ http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_11.html (ความเป็นมา ก็อยู่ในนั้น) วันนี้การงานอาชีพและเทคโนโลยี . . . http://s8...
-
แบบว่า อยากเก็บไว้ตอนทำธุรกิจเองด้วย (เหรอ?) กร๊าก วิธีสมัครเฟสบุ๊ค http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%...
-
ความเดิม http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_11.html http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_14.html http://pranitee.blogs...
-
ตอนแรกพิมพ์กะจะเก็บไว้เป็นไฟล์ในกูเกิลดอกคิวเมนต์เฉย ๆ คิดอีกที ขอโพสต์เป็นบล็อกเลยดีกว่า คนอื่นจะได้อ่านแนวคิดนี้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์ แ...


