วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คว้ามือถือแล้ววิ่งเข้าสวน : อยากให้ทำอ่ะฮะ - ปลูกอะไรเอาไว้ให้ทาน


บานบุรี (สีชมพู) ที่แสนจะน่ารัก แต่กินไม่ได้! ก๊าก...
ชอบรูปนี้มาก ขนาดใช้มือถือถ่าย ไม่ได้แต่งอะไรเลยนอกจากกรอบ ใช้โฟโต้สกาป


โอ้ย แค่อัพโหลดรูปก็มึนแล้ว
ไปดูทั้งหมดบ้า ๆ บอ ๆ ได้ที่ รูปต้นไม้ที่ถ่ายในช่วงสองวันนี้

เมื่อวาน
เราบ้า ๆ เลยคว้าโทรศัพท์มือถือแล้ววิ่งเข้าสวน
เอาไปถ่ายภาพตอนรดน้ำต้นไม้เนี่ยแหละ!
นึกอยากได้ภาพต้นไม้เยอะ ๆ

พอดีระหว่างที่เรารดน้ำ
(เมื่อวานขยันกว่าปกติ ออกไปรดนอกรั้วด้วย ธรรมดาจะไม่ออก เพราะชอบมีใครไม่รู้เอารถมาจอดหน้าบ้านเรา ถ้าไปรดน้ำเดี๋ยวเผื่อรถมันเจ๊ง มันจะหาว่าเรากลั่นแกล้งมัน หรือบางทีก็จะมีหมาวิ่งไล่ ไม่ก็พวกโรคจิต สารพัด เลยไม่อยากออกไปรด แต่เมื่อวานเราไปรดแต่วัน แดดร้อนเปรี้ยง ต้นไม้ซาบซ่า)
ขณะที่กำลังรดน้ำในบ้าน เราสังเกตเห็นสาวโรงงานคนหนึ่ง เดินดุ่ม ๆ อยู่หน้ารั้วบ้านเรา

เรามองเขา แต่เขาไม่ได้มองเรา
เขากำลังเด็ดยอดตำลึง ยอดผักหวานหน้าบ้านเรา (ที่สดใสซาบซ่า เพราะเพิ่งรดน้ำ)
แล้วเดินจากไป (ได้ไปสักกำมือนึง น่าจะแกงได้สักชาม)

เราเลยรู้สึกว่า
ดีว่ะ
แบบว่าดีใจที่มันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้อ่ะ (คือเขาไม่ได้ดึงมันถึงตาย เด็ดไปกินอ่ะไม่หวงหรอก)

ตรงกันข้ามกับอีกบ้าน เห็นกะตาเลย
มีต้นตะขบหรืออะไรไม่แน่ใจ
ยื่นออกมานอกรั่ว
มีคนเดินผ่านมา แล้วเด็ดกิน แล้วก็ไป
สักพัก เจ้าของบ้านออกมาตัดกิ่งที่ออกนอกรั้ว
ไปเขวี้ยงทิ้ง (ข้างบ้านเรา!)
อะไรจะงกขนาดนั้น
(ประมาณว่า "ถ้าข้าไม่ได้กิน คนอื่นก็ไม่ต้องกิน!" หรือไง?)

ก็ไม่อยากจะอะไรหรอก
นานาจิตตัง จริง ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา

แต่เราแค่รู้สึกว่า อืม... สงสัยเราต้องให้ป๋าเอาต้นไม้ที่กินไม่ได้ออกไปให้หมดอ่ะ เหลือแต่ที่กินได้ดีกว่า ปลูกไว้ทำทาน ใครเดินผ่านไปผ่านมาจะได้เอาไปกินได้ คือตอนนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ คนก็ตกงานกันเยอะ ถ้าหาน้ำใจยากขึ้น ก็แปลว่าจะต้องมีโจร มีขโมยมากขึ้น โอเคว่าการปลูกผักเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้อ่ะ คงไม่ได้ช่วยให้ใครมีกินตลอดไป (แบบไม่ต้องทำงานทำการ) แต่มันก็อาจจะประทังไปได้บ้าง อย่างน้อยที่สุดคนที่เอาไปกินเขาอาจจะนึกขอบคุณ และช่วยสอดส่องดูแลบ้านให้เรา เพิ่มขึ้นนิ๊ดนึง

เราเรียนวิชา FE502 พื้นฐานสังคม
ตอนเรียน อาจารย์สอนว่า ที่ต่างจังหวัด ถ้าคุณไปซื้อที่ดินไว้ แล้วปลูกพืชผัก ผลไม้ ไว้เยอะ ๆ
- คุณไม่ได้ล้อมรั้ว ปล่อยให้คนเดินเข้าเดินออกสวนคุณได้ แบบนี้อ่ะคุณจะไม่ต้องเสียค่าจ้างคนเฝ้าสวนเลย เพราะจะมีชาวบ้านในระแวกนั้น (อย่างน้อยคุณก็ต้องทำความรู้จักไว้ด้วย) เข้ามาเอาผลไม้ของคุณไปกิน ดูแลสวนแทนคุณ ยิ่งถ้าเขารู้จักสนิทสนมกับคุณด้วยแล้ว หากมีใครมาทำอะไรในที่ดินคุณ เขาก็จะรีบติดต่อไปบอกคุณทันที
-ในขณะที่ถ้าคุณซื้อที่แล้วล้อมรั้วไว้ จะไม่มีใครมายุ่งกับสวนคุณเลย และไม่มีแจ้งข่าวคุณ ประมาณว่า ใครมาถล่มสวนคุณ คุณก็จะไม่มีทางรู้เลย

(มันมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้น แต่นี่คือหลักกว้าง ๆ)

เราคิดว่าเราพอจะสรุปเป็นแนวคิด (คิดเอาเองฝ่ายเดียว) ได้ว่า
ต้นไม้ที่อยู่นอกรั้ว (เจ้าของที่ดินในรั้ว เป็นคนปลูกไว้ และปลูกตรงพื้นที่ที่อยู่ระัหว่างรั้วกับถนน) จะถือเป็นสมบัติของเจ้าของที่ดินภายในรั้ว แต่เป็นสมบัติที่เจ้าของที่ดินภายในรั้ว ยินดีแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้กับสาธารณะ เช่น เราปลูกต้นมะม่วงไว้นอกรั้ว มะม่วงออกลูก ใครผ่านไปผ่านมาเห็นมะม่วงน่ากิน ก็สามารถเด็ดมะม่วงไปกินได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตเรา แต่ถ้าจะขออนุญาตก็จะน่ารักมาก ๆ (ยิ่งถ้าขอแล้ว ยังเอ่ยปากขอบคุณเราด้วย ก็จะยิ่งน่ารักสุด ๆ - คือดูเป็นคนมีมารยาทอ่ะนะ) แต่ที่อนุญาตให้เด็ดไปได้ ก็จะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า "เด็ดไปแค่พอกิน" (กินแค่พอหายอยาก ไม่ใช่เด็ดเอาไปขาย เอาไปตุนไว้ ไม่คิดเผื่อแผ่ให้เจ้าของบ้านหรือคนอื่น ๆ ได้กินมะม่วงบ้างเลย คนอย่างนี้ เรียกว่า "คนเห็นแก่ตัว") และต้องไม่เด็ดให้ต้นไม้ตาย ที่สำคัญ หากช่วยดูแลรักษาได้ ก็จะยิ่งดี เช่น ถ้าเห็นคนมาทำลายต้นมะม่วง ก็ต้องห้ามปราม ขัดขวาง (เพราะถ้าต้นมะม่วงตาย คุณก็อดกินเช่นกัน จริงป่ะ ต้องช่วย ๆ กันดูแล)
อะไรทำนองนี้
คือ เราถือว่าเป็นการทำทานอ่ะ บางทีถ้าทุก ๆ คนสามารถแบ่งปันกันได้ อาจทำให้วิกฤตนี้ไม่โหดร้ายนัก (คิดซะว่า ถ้าเรามีน้ำใจช่วยเหลือหรือแบ่งปันเขาได้บ้าง เขาก็อาจจะไม่คิดร้ายกับเรา แต่ก็ไม่ต้องไปคาดหวังหรอกว่าจะได้อะไรตอบแทนมากมาย เพราะคนที่มี-มีปัญญาตอบแทน เขาก็คงไม่มาเด็ดผักริมรั้วกินหรอก ก็คงจะมีแต่คนที่เขาไม่ค่อยจะมีอ่ะนะ ซึ่งมันก็คงช่วยปะทังชีวิตเขา ให้ผ่านพ้นไปได้อีกวัน ถือว่าช่วย ๆ กัน)

เราเชื่อว่าถ้าใครที่มีพื้นที่ (บ้านที่พอมีพื้นที่ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ไม่ใช่พวกคอนโด บ้านเช่า)
น่าจะเอาพื้นที่นอกรั้ว (หากพอปลูกอะไรได้บ้าง)
เอาไปปลูกพืชที่กินได้

ดอกไม้น่ะไม่ต้องปลูกหรอก เพราะมันกินไม่ได้ (เฉพาะที่กินไม่ได้) ได้แต่สวยไปวัน ๆ เชอะ ก๊าก... (เห็นแก่กิน)

มาดูดีกว่า ว่าคุณควรปลูกอะไรหน้ารั้ว

หน้ารั้วเรา ค่อนข้างมีพื้นที่ ปลูกอะไรได้มากพอสมควร
ขณะนี้มันเป็นงี้

เขียนไงดีวะงง?

เอาว่า ต้นไม้ที่น่าปลูกหน้ารั้วมีดังนี้
(ดูตามความทนทานต่อโรค และกินอร่อย ก๊าก... เออ เราอาจเข้าใจผิดนะ เพราะเราก็ทำสวนไปวัน ๆ ไม่มีหลักการทฤษฎีมากนัก)

๑) มะกรูด เพราะมันทนแดดมาก ๆ ยิ่งมีแดด ใบยิ่งใหญ่มาก
เอาไว้ไปใส่ผัดพริกก๊าก...


๒) พริกขี้หนู เพราะมันโตดี๊ดี (บ้านเรา ไม่ค่อยมีโรค ชอบมาก) และคนเรา จะกินพริกกันเยอะแยะเท่าไรกัน เอาเป็นทาน มาจิกทีเม็ดสองเม็ด พอกินฮา ๆ ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงิน ก๊าก...


แต่พริกบ้านเรามีหลายขนาดอ่ะ ตั้งแต่เล็กจิ๋วตามรูป ไปจนปกติ และพริกยักษ์ แต่เราชอบพริกเล็กน่ารักดี เวลาเด็ดต้องจิกถึงขั้ว ไม่งั้นจะไม่ออกอีก (ถ้าเด็ดแต่เม็ด ต้นพริกจะเข้าใจว่ายังมีพริกอยู่ เลยไม่ยอมออกดอก ถ้าใครจะมาเด็ดพริกบ้านคนอื่น เด็ดให้ถูกวิธีด้วยเน้อ... อย่าดึงถึงตายล่ะ ต้นมันอ่อนแรง)

๓) ผักหวาน แบบที่แม่สาวโรงงานเด็ดไปกิน อร่อยดีอ่ะ เราชอบมาก ๆ มันไม่ค่อยเป็นโรคอ่ะ ไม่ต้องดูแลเลย


๔) ตำลึง จำได้ตอนเล็ก ๆ เราไม่กินผัก ก็มีแต่ไอ้นี่แหละที่เรายอมกิน เด็ดตำลึงที่บ้านอ่ะ ปลอดภัยกว่าที่ซื้อตั้งเยอะ ที่ซื้อนะ คนเด็ดมันจะถลกลงมาทั้งกอ ใบอ่อนแก่ปนกันมั่ว ที่สำคัญ หนอน!!!!! กรี๊ด ๆ



ในรูปมีลูกตำลึงด้วย เอาไว้ให้นกกิน (ระวังมันจะมาขี้ใส่เสื้อ ก๊าก...)

๕) ใบเตย เอาไว้หอม ๆ พอดี นี่ของบ้านข้าง ๆ เรา เขาเอามาไว้หน้าบ้านเรา กับบ่อบัวเขา ก็ฮาดี ป๋าเลยให้เราดูแลไปด้วย บ่อบัวเขาเป็นบัวนางกวัก สวยแปลกดี ในบ่อมีปลา และเป็นที่กินน้ำของหมากับแมวที่เิดินไปมา (ทำทานได้อีก) เออ ใบเตยมีคนเด็ดบ่อยเหมือนกัน



บัวนางกวัก ในบ่อบัวที่เป็นบ่อปลา (และเป็นบ่อน้ำหมาแมว)

๖) กะเพรา เพราะบ้านเรากะเพราเยอะ แต่แปลกนะ บ้านยายเราปลูกกะเพราไม่ได้ แต่โหระพางามมาก ในขณะที่บ้านเราโหระพาไม่งาม อันนี้คงแล้วแต่ดิน แต่เราว่ากะเพรามันอร่อยดีอ่ะ แต่ปลูกแล้วอาจจะไม่ได้เยอะ เพราะต้นมันไม่โต มันไม่เลื้อย เปลืองที่เปล่า ๆ (เดี๋ยวเผื่อใครอยากกินมาก กระชากไปทั้งต้น จะน่าเสียดายเปล่า ๆ ก๊าก...)


๗) อัญชัญ เลื้อย ใช้เนื้อที่คุ้มมาก (รกเป็นบ้านร้างเลย ตำลึงเหมือนกัน เคยมีคนบอกหลายครั้งแล้วว่าบ้านเราโคตรรกเพราะต้นไม้เลื้อย ๆ) อร่อย ป๋าเราทำเป็นแกงจืดอัญชัญ อร่อยมาก.....


ไอ้บ้า ห้าโมงแล้วยังเขียนไม่เสร็จเลย

สรุป ๆ แล้วกัน
จะไปทำสวนแล้ว


ป๋าบอกว่าจะลง มะละกอไว้หน้าบ้าน อันนี้วางแผนแล้ว

มะละกอจะได้ไว้ทำส้มตำ ก๊าก...


นอกจากนี้มีต้นที่ไปปลูกสักนิดหน่อยก็ดี ไว้เป็นทานให้เด็ก ๆ ????
มาดูว่า เด็ก ๆ ยังไง

พลูด่าง เอาไว้เผื่อให้เด็กประถมมาเด็ดเอาไปส่งครู (ที่ชอบบังคับให้ปลูกพลูด่าง)
พลูด่างที่มีในบ้านเรา ก็เพราะว่าแม่เราไปหาซื้อมาให้เราเอาไปส่งครู แต่แล้วก็เอากลับมาลงดิน เลยมีมาจนถึงทุกวันนี้



กระสัง ไว้ให้เด็ก ม.ต้น เอาไปเรียนเรื่องท่อลำเลียงน้ำ
ว่าแต่กินได้ด้วยเหรอ น่ากลัวว่ะ ไปค้นมายําผักกระสัง




ว่านกาบหอย ไว้ให้เด็กม.ปลาย เอาไปส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูปากใบ วิชาชีววิทยา ก๊าก...


ฤาษีผสม เอาไว้ให้เด็ก ม.ปลาย เอาไปทำครอสเซกชั่น (cross section) วิชาชีววิทยา


มีอีกแต่จำไม่ได้ จำได้แค่นี้

นอกจากนี้อาจจะปลูก
ทับทิม เอาไว้ให้คนที่กลับมาจากงานศพ เด็ดยอดเอาไปใส่น้ำล้างหน้า
และไว้กินลูก (กินย๊ากยาก ไม่อิ่มด้วย)


นอกจากนี้ จะเล่าว่า
เราปลูก ถั่วฝักยาว แล้วก็พบว่าสภาพมันเป็นงี้ ทำให้เรายืนยันได้ว่า การปลูกถั่วฝักยาวตามธรรมชาติ (บ้านเราไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอะไรใดใดทั้งสิ้น ปลูกไปตามธรรมชาติ ยกเว้นต้นไม้ราคาแพงของป๋าที่เพลี้ยลง อะไรทำนองนี้ ถึงจะหายามาใส่) ปลูกแบบไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ได้กางมุ้ง ไม่ได้ดูแลอย่างดี จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะแมลงลงอย่างบ้าคลั่ง จากตอนแรกปลูกไว้หลาย โตมาได้สิบห้าต้น ตอนนี้เหลือสองต้น (วันนี้ออกไป จะเหลือสักต้นหรือเปล่าก็ไม่รู้) ดังนั้นก่อนกิน จงล้างให้มาก ๆ เพราะไม่พ้นยาฆ่าแมลงแน่นอน



ไอ้นี่ หอมแดง เราปลูกเอง



เรายังชอบเอาหอมกระเทียมหัวเน่า ๆ ไปปักในกระถางต้นอื่น ๆ แล้วก็รากขึ้นฉ่ายด้วย ปัก ๆ ก็ขึ้น ฮาดี ขึ้นแล้วก็เอามากิน

มะม่วง
ที่ลงแทนพญาสัตบัน (ส่วนพญาสัตบัน โดนถีบลงข้างทางไปแล้ว)



สุดท้าย ถามหน่อย ว่านี่ต้นอะไร ใครทราบบ้างคะ?????




ใบ



ลูก


ลูก ตอนแตก เราบีบให้มันแตกเอง เม็ดเหมือนมะเขือ ((((ลูกมะแว้งนก รู้แล้ววววว))))



ไปรดน้ำแล้ว ปวดหลัง เขียนนาน ร้อน ๆ ๆ
ถ้าสะกดผิดขออภัย พอดีรีบไปรดน้ำ เดี๋ยวมืด!

อยากให้หมอเขียนบล็อก เรื่องเกี่ยวกับ การดูแลตัวเองแบบไม่วิชาการ เอาปฏิบัติจริง

คิดมาหลายวันแล้ว

เห็นว่าหมอส่วนใหญ่จะสวย ๆ หล่อ ๆ สุขภาพดี ดูดีกันเกือบทุกคน

ถ้าใครรู้ว่า มีหมอคนไหนเขียนบล็อกเกี่ยวกับการดูแลตัวเองแล้ว ก็คอมเม้นต์บอกเราทีนะ จะตามไปอ่าน (ขอว่า หมอจริง ๆ และเขียนแบบไม่วิชาการ ก๊าก...)

อยากให้มีอ่ะ

เราว่าหมอเขาต้องมีอะไรดี ๆ แน่ ๆ ที่คนธรรมดาไม่รู้ ฮุ ๆ

ที่สำคัญอยากรู้ว่าหมอเขาป่วยกันบ้างป่าว?
แล้วหมอเขาให้ใครรักษาเวลาป่วย

เคยมีใครสงสัยกันบ้างป่าว?

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อยากให้นึกถึงใจเขาใจเราด้วย : กรณีเกลียดทีวี หรือ เกลียดคนดูทีวี

พอดีเราเป็นทั้งสองแบบ (ที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้ จะมีคนอยู่สองแบบ แต่อยากให้เข้าใจตรงกัน)
..

สมัยก่อนเรา ตอนเรา

ดูหนัง (ตลอดชีวิตเพิ่งดูหนังในโรงสิบครั้งเท่านั้น เขียนบอกไว้ใน MSN Spacse ของเรา คาดว่าคงหาเรื่องที่ ๑๑ ดูเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่มีอะไรอยากดู!) กับเพื่อนป.ตรี เพื่อนเราจะบอกเสมอว่า
"แอม แกหัวเราะเสียงดังมาก.................."
"หัวเราะแล้วเก้าอี้สั่น คนอื่นสะเทือน จะอ้วก รำคาญ"
ฯลฯ

ไอ้เราก็โกรธเพื่อนว่า "เฮ้ย น่ารำคาญขนาดนั้นเลยเหรอวะ แม่ง รมณ์เสีย!" (โกรธเพื่อนอีก ดูหนังไม่หนุกเลย)
...

ดูทีวี


สมัยมัธยม ยังไม่เกลียดทีวีเท่าไร ออกจะชอบ (มียุคนึงเราบ้าถึงขั้นจดวันละครมา วันละครอวสานเลย แต่จดได้สักปี ก็เขวี้ยงมันทิ้ง เพราะไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นเลย มันจะมาจะจบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา)

เราจำได้ว่าเรารีดผ้าอยู่ แต่อยากดูละคร ตามองเห็นละคร เพราะทิศมันตรงทีวี แต่ว่าเสียงไม่ได้ยิน จะเปิดดังคนในบ้านเขาก็รำคาญ (เพราะเขาอยู่ใกล้ทีวีมากกว่าเราเยอะ) เราก็ตะโกนถามไปแทบทุกฉาก ประมาณว่า "ตะกี้นางเอกมันพูดว่าอะไรฮะ? พระเอกมันร้องไห้ไมฮะ? นางอิจฉาถูกใครตบฮะ? แล้วมันจะตบกันทำไมฮะ? ฯลฯ" จนที่บ้านบอกว่า "เฮ้ย มาดูเองเลยมา น่ารำคาญที่สุด ถามอยู่ได้ คนอื่นเขาดูไม่รู้เรื่องแล้ว"

เราคิดในใจ "เออ... งั้นมารีดผ้าเองมา ข้าเจ้าจะได้ไสหัวไปดูบ้าง" (เรารีดของเอซังกับของเราตอนนั้น) ยอมรับว่าโมโหมาก
..........

แต่อีกด้านหนึ่ง

ดูหนัง

มีคนอื่นถีบเก้าอี้เรา
เรารู้สึกรำคาญ และคิดในใจ "จะถีบเรียกบิดามารดาหรือไง"

เสียงริงโทนดัง จากนั้นเจ้าของเครื่อง มันก็ดันรับสาย คุยเสียงโหวกเหวกโวยวาย ตอนชาวบ้านกำลังดูหนังกัน
เรารู้สึกรำคาญ และคิดในใจ "ถ้าไม่รับ จะมีใครตายหรือไง"

เยอะแยะ ตามนี้เลย
คุ้ยหามาจากในเน็ต คนแปดแบบที่เราต้องเจอในโรงภาพยนตร์
...

และอีกด้านหนึ่ง
ดูทีวี


นางเอกถูกนางอิจฉาแกล้ง
คนดูบางคนจิกหัวด่าชื่อจริงของดาราที่เล่นเป็นนางอิจฉา
แล้วตามด่าทุกครั้งที่เห็นในข่าว เห็นในสื่อ
แบบด่าชื่อจริง (ทั้งที่ เหตุที่ด่า มาจากบทละคร)

หรือคุยตลอดเรื่อง เช่น แล้วมันจะตายไหม แล้วมันจะไปต่อยังไง (ถ้าอยากรู้ ไปซื้อเล่มมาอ่าน แล้วไม่ต้องดู น่ารำคาญ จะพูดทำไมนักหนา รู้ทั้งรู้ว่า "กูไม่ได้อยากดู" เราประกาศกร้าว ว่าเราไม่อยากดูละคร)
..........


เราจึงได้รับรู้ถึงความรู้สึกทั้งสองแบบ ทั้งของคนที่กลายเป็นผู้กระทำการให้เขารำคาญแล้วโดนเขาด่า (เรารู้สึกสำนึกผิดนะ แต่ก็รำคาญที่มันด่าเหมือนกัน) แล้วก็คนที่ต้องรู้สึกรำคาญกับพฤติกรรมของคนที่น่ารำคาญ
สรุปมีแต่ความรำคาญ
เพราะคนเรา ล้วนแต่มองเห็นเฉพาะด้านที่เราเป็นผู้ถูกกระทำ

จริง ๆ แล้ว ถ้าคนเรานึกถึงในเขาใจเรามากกว่านี้ เรื่องแบบนี้ก็อาจจะไม่เป็นเรื่อง

ที่เราโปรยหัว เรื่องทีวี เพราะว่า หลัก ๆ เราเจอแต่ทีวี (บ้านมันแคบ ห้องกลางคือห้องวางทีวี) หลายครั้งเราเหนื่อย เราอยากนอนกลางวัน (เช่นวันนี้) แต่มันนอนไม่ได้ เพราะทีวีมันดัง มันน่ารำคาญ ร้อนก็ร้อน (บ่ายสอง ยังจะเปิดทีวีให้บ้านมันร้อนเพิ่มขึ้นอีก) บางทีเปิดทีวีแล้วก็ไม่ดู แต่ถ้ามีใครปิดก็จะด่า เลยไม่รู้ว่าตกลงทีวีมันมีประโยชน์ยังไง นอกจากคอยสร้างความรำคาญให้กับเรา อย่างที่เราเคยเล่าไปบ้างแล้วว่าหลายครั้ง ที่คนที่บ้านเรา จะชอบถามว่า "คนนี้ใคร" (จะไปรู้เหรอ ทีวี หนูก็ไม่ค่อยได้ดู มาถามอยู่ได้) "ไอ้นั่นช่้องไหน" (โห เป็นคนดูเอง ยังไม่รู้ มาถามคนไม่ดู คิดว่าจะรู้ไหมล่ะ) "อีนางอิจฉามันชั่วมาก วางยาพระเอก... (เล่าตามที่ดู ฟุ้งน่ารำคาญ เหมือนรีเพลย์อีกที ประหนึ่งว่าตะกี้เราพลาดฉากสำคัญไป ทั้งที่ส่วนใหญ่เราก็นั่งทนดูฉากเมื่อกี้อยู่เหมือนกัน เราพยายามจะปล่อยวางไง เลยดูทีวีตามน้ำไปด้วย แต่ส่วนใหญ่จะได้รับความหงุดหงิดคืนมาแทน ทั้งที่พยายามไม่อยากจะใส่ใจแล้วนะ อดไม่ได้จริง ๆ จะคลั่ง เพราะลึก ๆ เราไม่ชอบดูละคร อยากดูรายการอื่นที่มีสาระกว่านี้ *เราไม่สนใจดูละครมานานพอสมควรแล้ว แต่จริง ๆ เราทนดูละครได้นะ "ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ละคร" มีครั้งนึง อาจารย์ที่สอนวิจัย พูดถึงละคร มีเพื่อนของเราคนหนึ่ง ถามท่านว่า "อาจารย์ครับ อาจารย์ดูละครเรื่องนั้นไหม?" ท่านคิดอยู่ครู่นึง แล้วบอกว่า "ไม่มีเวลาดู แล้วก็..." ท่านคิดไปอีกสักพักใหญ่ ๆ เราเลยบอกอาจารย์ไปว่า "เพราะอาจารย์ไม่ชอบการติดตามดู อะไรทำนองนี้ป่าวคะ" อาจารย์ตอบว่า "ใช่เลย ผมไม่ชอบการติดตาม มันทำให้เราไปไหนมาไหนไม่ได้ ห่วงละคร ผมก็เลยไม่ดู" ที่เราพูดงั้น เพราะเราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน หนัง ละคร หรือรายการอะไรก็ตาม เราสามารถดูได้หมด แต่ดูแล้วก็จบ มีเวลาว่างดู-ก็ดู ไม่ว่างดู-ก็ไม่ตาย พลาดฉากสองฉาก ยังไงก็ไม่ตาย ถึงแม้บางทีจะมีเสียงโปรโมตจากผู้จัดละคร ว่า "ห้ามพลาดสักฉาก" ก็ตามเถอะ ไม่สนหรอก ชีวิตนี้ยังมีเรื่องราวให้ต้องพบเจออีกมากมาย กะอีแค่พลาดละครน่ะ ไม่มีมนุษย์ปกติคนไหนตายหรอกค่ะ ต้องหัดปล่อยวางซะบ้าง อย่าสร้างเงื่อนไขกันนักเลย ก็แค่เรื่องขี้หมาที่หาแก่นสารไม่ได้ ส่วนใหญ่คนดูมักจะสนใจก็แค่เรื่องราวฉากหน้า แต่ไม่ค่อยมองลึกไปถึงสิ่งที่เป็นคติสอนใจ ไม่เคยหยิบเอาสิ่งดี ๆ จากละครไปใช้ บ่อยครั้งยังเอาแต่สิ่งเลว ๆ ไปใช้แทนเสียอีก หรือจะเถียงว่าไม่จริง บ้านเมืองนี้ยังมีอะไรให้ต้องคิดต้องทำอีกมากมาย มัวใส่ใจอะไรกันอยู่! มันเพลิดเพลินใจมากเลยเหรอ?) ถ้าเจอตัวจริงจะไปตบมัน!!!" (มันเป็นละครนะ แยกแยะไม่ได้เหรอไง โต ๆ กันแล้ว ยังเป็นแบบนี้อีก) "พระเอกจะตายไหม นางเอกจะรอดไหม" (ยังไง พระเอกกับนางเอกก็ชนะอยู่ดี! จะไปคิดมากหาสวรรค์วิมานอะไร คนเขียนมันก็ต้องเขียนเรื่องให้จบดีอยู่แล้ว เปลืองสมองว่ะ ถ้าดูแล้วมันเพิ่มปัญหาให้ ก็อย่าดูเลยดีกว่า) ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นเสียงแบบ คำถาม แบบต้องการคำตอบ ไม่ใช่เปรย มีบ้างที่เปรย ๆ แต่ลองคิดดูนะ ว่าจะเปรยทำไม (เปรยแล้วได้อะไีร นอกจากความรำคาญ) นั่งดูแบบเงียบ ๆ ไม่เป็นหรือไง? การพูดอะไรออกมา มันทำให้คนอื่นที่เขาอาจจะดูอยู่ด้วย หรือไม่ก็ทำงานอื่นอยู่ ต้องถูกขัดจังหวะ เพราะคำที่โพล่งออกมา

มองบางที อาจเป็นเพราะอยากหาเรื่องคุยด้วย (แก้เก้อ หรืออาจเลยเถิดไปเป็นแนว พูดง้อขอคืนดี - มีความเป็นไปได้นะ เพราะเราเองก็เป็นแบบนี้ และเคยเห็นคนเป็นแบบนี้เหมือนกัน) แต่เราว่า ยังไงก็น่าจะนึกถึงใจเขาใจเรานะ ว่า ประเด็นแบบนี้อ่ะ (จากละครน้ำเน่า) ไม่ต้องเอามาคุยก็ได้ (โลกนี้มีเรื่องอื่นคุยอีกเยอะแยะ) เพราะคุยแล้วก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง (แต่การเอาเรื่องในทีวีมาคุยกัน ก็อาจจะเหมาะสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัยต่ำกว่า ๑๓ ปี หรือ ๑๘ ปี ที่ทีวีเขาขึ้นเรตรายการว่า น=แนะนำ! น๑๓ น๑๘ ก๊าก...)

เอาว่าทางที่ดี อย่าคุยเรื่องในละครเลยค่ะ ในละคร มันเป็นเรื่องสมมติ (ถึงจะมีเค้าความจริง แต่ก็เป็นเรื่องสมมติอยู่ดี) อย่าไปจริงจัง อย่าไปอิน! จนทำให้คนรอบข้างเอือมระอา
ที่สำคัญอีกเรื่อง ดาราก็คือดารา เวลาเกลียดบทบาทการแสดงของเขา ก็ให้รู้ว่านั่นคือเขาเล่นตามบท (เล่นสมบทบาท) ไม่ต้องด่าออกมาดัง ๆ เพราะดารามันไม่ได้ยินหรอก (จริง ๆ ด่าดาราไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ชีวิตของดารา เขาเล่นเพราะเป็นอาชีพของเขา) และการด่าอะไรในละคร แบบด่าเสียงดัง ๆ ในบ้านน่ะ คนเขียนบทละครมันก็ไม่มีทางได้ยินคำที่ด่า (คำวิจารณ์) หรอกนะคะ แต่คนที่ต้องทนได้ยินเสียงด่า คือ คนในบ้าน (เสียงด่ามันน่าฟังนักเหรอ??? คิดว่าคนในบ้านอยากฟังคำด่าเหรอ ด่าในบ้าน ก็เหมือนด่าคนในบ้าน หยุดด่าละครในบ้านสักทีเถอะ ถ้ามันทำให้โกรธให้เกลียดนัก ก็ปิดไป ไม่ต้องดู!)

เพราะบางที ทีวีอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของคุณ "ร้าวฉาน" แทนการสร้างความรักความผูกพันให้ครอบครัวก็เป็นได้

มาดูท่านอื่นที่รำคาญทีวี ในมุมอื่น ๆ
จะทำงาน แต่รำคาญเสียงวิจารณ์การเมือง... (เจอเหมือนกัน เปิดแล้วไม่ดู แต่ถ้าปิดไป ก็จะไม่พอใจ ตกลงจะเปิดทีวีไว้กันผีหลอกหรือไง?)
จะซ้อมเปียโน แต่รำคาญทีวี (เคยเหมือนกัน แต่เราย้ายคีย์บอร์ดออกจากห้องกลางแล้ว)

มีเรื่องที่คุณอาจไม่ค่อยนึกถึงอีกมากมาย ที่มันอาจส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างของคุณ (เพื่อนร่วมโลก) ดังนั้น กรุณานึกถึงใจเขาใจเราให้มากขึ้นอีกนิด แล้วโลกของเราจะได้น่าอยู่ ไม่ต้องรำคาญ ไม่ต้องหงุดหงิดใส่กัน
มีอื่น ๆ ที่เจอมาอีก
10 อันดับเรื่องน่ารำคาญในที่ทำงาน ที่คนทำงานส่วนใหญ่ลงมติเป็นเอกฉันท์
และ
100 ข้อที่ทำให้ผู้หญิงน่ารำคาญ
และ
นิสัย "ขี้ๆ"...ที่ทำให้ผู้ชายไม่น่าคบ
และ
สิบอันดับฟอร์เวิดเมลที่น่ารำคาญที่สุด
และ
เรื่องนี้แหละ กวนใจที่สุด (เราอ่านแล้วแต่จำไม่ได้ อันนี้ฉบับไม่จบ)

ฯลฯ

ค้นหาได้ตามไหล่ทาง (ไปลองหาดู)

บางอย่างที่เขาเขียน ๆ กันไว้ ก็โอเคนะ แต่บางอย่างก็ออกแนวมากไปน้อยไป ยังไงก็ปรับใช้ตามความสะดวก แต่นอกเหนือจากความสะดวกคือ ความรู้จักพอดีในระดับของสุภาพชนทั่วไปด้วย
.............................................................

ขอต่ออีกนิด เพื่อปิดประเด็นแนวนี้ไปเลย (จริง ๆ เราว่าจะเขียนที่ hi5 ไปด่าด่าด่า แต่ไม่เอาดีกว่า อยากให้เป็นแนวความรู้ ไม่ใช่อะไรอะไรก็ด่า)

สิ่งที่จะทำให้คนเรารู้สึกรำคาญก็คือ
การไปใส่ใจ
ใส่ใจอะไร?
ใส่ใจกับสิ่งเร้า (สิ่งที่เข้ามาในการรับรู้ ตาดู หูฟัง จมูกดม ลิ้นชิม กายสัมผัส)
สิ่งเร้าแบบไหน?
สิ่งเร้าในแบบที่ทำให้ตัวคุณเกิดความไม่พึงพอใจ
(อันนี้ เราสรุปเองนะ ออกแนวไร้วิชาการ)

คนเราล้วนรับรู้กับทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา (ถ้าไม่ใช่คนร่างกายจิตใจตายด้าน)
๑ หลายคนรับรู้ แต่ไม่ใส่ใจ
๒ หลายคนรัีบรู้ และใส่ใจ
๓ หลายคนรับรู้ แล้วรู้ตัวว่าแค่รับรู้
๔ หลายคนไม่รับรู้

ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมมากมายหลายแบบ แล้วแต่ เช่น
๑ บางคนทำงานยุ่ง ๆ ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ก็รู้ว่ามีคนพูด แต่ไม่ใส่ใจว่าใครจะทำอะไรยังไง (เราทำงานให้เสร็จก่อนเป็นดี - อาจเป็นประมาณว่า รู้นะว่ามีคนคุยกัน แต่ไม่สนใจฟังเรื่องที่เขาคุยกัน ถึงแม้จะได้ยิน เพราะไม่อยากใส่ใจ)
๒ บางคนทำงานยุ่ง ๆ ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ก็รู้ว่ามีคนพูด แต่ใส่ใจ ต้องรีบไปถาม ต้องรู้ให้ได้ ว่าเขามาทำอะไร ยังไง กับใคร
๓ บางคนทำงานยุ่ง ๆ ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ก็รู้ว่ามีคนพูด แต่พอจับคำพูดได้ว่าเขามาหาคนอื่น ก็เฉย ๆ ไม่ได้อะไรมากมาย รับรู้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ตาม ไม่ต่อ (รู้แค่ไหนก็แค่นั้น คือรับรู้เท่าที่รับรู้มาได้)
๔ บางคนทำงานยุ่ง ๆ ถึงจะมีเสียงคนอื่นพูด ก็ไม่ได้ยิน เพราะไม่ใส่ใจอะไรอื่นเลยนอกจากงานที่ทำอยู่ เหมือนฟังเสียงนกเสียงกา

อะไรแบบนี้ (ยกเอง มั่ว ๆ)
ซึ่งจะมีแบบที่ทำให้รำคาญได้คือ
กรณีที่ ๒ (มันแล้วแต่เรื่องอะนะ เรายกส่งเดชแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะเราก็ไม่รู้จะยกอะไร ขี้เกียจ) ที่น่ารำคาญเพราะ ดันไปใส่ใจไง "ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก็ยังไปเอามาใส่ใจ" สมมติว่าไม่ได้รู้ (ไปถามแล้วเขาไม่บอก - เขาจะบอกคุณทำไมล่ะ ถ้าหากเขาเห็นว่าเรื่องนี้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณ) คุณก็จะอารมณ์เสีย เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าอยากจะรู้ ต้องรู้ให้ได้
อะไรแบบนี้

ดูตามที่บอกไปแต่แรก
การไปใส่ใจ - ใส่ใจใคร่จะรู้ให้ได้ ว่ามันเป็นอะไรยังไง
กับสิ่งเร้า - เสียงคนอื่นคุยกัน
ในแบบที่ทำให้ตัวคุณเกิดความไม่พึงพอใจ - คือใส่ใจไปแล้วว่าจะต้องรู้ให้ได้ (ถ้าได้รู้ คุณถึงจะพึงพอใจ) แต่แล้วพอไม่ได้รู้ ก็จะเกิดความรู้สึก หงุดหงิด รำคาญ
อะไรประมาณนี้

ถ้าเป็นแบบนี้นะ ก็จะทำให้คนที่เป็นแบบนี้ ต้องหงุดหงิดงี่เง่าน่ารำคาญ (ทั้งรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเอง และสร้างความรำคาญยุ่งวุ่นวายให้กับผู้อื่นไม่จบไม่สิ้น)
เรามีศัพท์คำนึง ที่ชอบใช้เรียกคนแบบนั้น (และเคยใช้ด่าตัวเองด้วย) ว่า Absolute Threshold เอ๊ย!!!! ออกเสียงภาษาอังกฤษเหน่อ ๆ ว่า แอ๊บ โซ หลูด เทร๊ช โฮลด์
(ประมาณว่าจะบอกว่า สิ่งเร้าแค่นั้น ยังไปรับรู้ได้อีก แถมรับรู้ไม่พอ ยังใส่ใจงี่เง่า ๆ ด้วย มันเป็นคำเรียกที่เราเอามาเรียกแบบบ้า ๆ บอ ๆ เอง ไม่ได้อยากให้เรียกตามหรอกนะ ก๊าก...)

งง???

จริง ๆ แล้ว เรารู้จัก Absolute Threshold ตอนเรียนวิชาจิตวิทยา

Absolute Threshold
คือ ปริมาณสิ่งเร้าที่น้อยที่สุด ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดการรับสัมผัสได้

Absolute Threshold
ตาดู (Vision) : แสงเทียนระยะห่าง 50 กม.ในคืนเดือนมืด และอากาศดี
หูฟัง (Hearing) : เสียงนาฬิการะยะห่าง 6 เมตร ในที่เงียบ ๆ
ลิ้นชิม (Taste) : เกลือแกง 1 กรัมผสมน้ำ 500 ลิตร
จมูกดม (Smell) :น้ำหอม 1 หยดแพร่กระจายในบ้านพักขนาด 3 ห้อง
กายสัมผัส (Touch) : ปีกผึ้งหล่นบนจมูกระยะสูง 1 ซม.

ถ้าสนใจลองอ่านรายละเอียดจากที่นี่ในเบื้องต้นก่อน (ค้นมา เหมือนจะ!อ่านง่ายดีั) แล้วถ้าคิดจะศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง กรุณาตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ อีกมากมาย (ไปหาเอาเอง) เพราะอย่างน้อย ๆ หน้าตะกี้ ก็มีสะกดผิด!

Absolute Threshold เนี่ย จะเป็นสิ่งเร้าที่แผ่วมาก ๆ (ปริมาณน้อยที่สุด แต่รับรู้ได้ - อย่างที่รายละเอียดบอกไว้แหละ ที่ว่า ตาของคนเราจะเห็นแสงเทียนที่อยู่ห่างเราไป 50 กม.ในคืนเดือนมืด และอากาศดี ย้ำว่าคืนเดือนมืดและอากาศดี ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญและอากาศแปรปรวน คงไม่เห็น) ดังนั้นคนที่ขี้รำคาญนี่น่ะ เป็นอะไรที่งี่เง่าสุด ๆ ไปเลย เพราะขนาดสิ่งเร้าที่แผ่ว (หรือจริง ๆ ในที่เราเอามาใช้เรียก เราก็หมายไปถึงว่า เป็นสิ่งเร้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา หรือ ไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตของเรานัก) ก็ยังพยายามไปรับรู้มัน ยังไปแบกมัน ยังไปเอามันมาใส่ในใจ ให้หนักให้เหนื่อยใจ

ถ้าคนทุกคน สามารถรับรู้ (และรำคาญ) กับอะไรแบบนี้ เช่น แสงแยงตา ที่ต้นกำเนิดแสงอยู่ห่างจากเราไป 50 กม.! เสียงรบกวนที่มาจากระยะห่าง 6 เมตร! รสเค็มของเกลือแกง แค่ 1 กรัมผสมน้ำ 500 ลิตร! น้ำหอม 1 หยดผสมกลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวที่แพร่กระจายในบ้านพักขนาด 3 ห้อง! หรือ ปีกผึ้งบางจ๋อย ปลิวหล่นลงมาบนจมูกระยะสูง 1 ซม.! วันวันคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว คงได้แต่นั่งรำคาญกันทั้งวันแน่ ๆ

เลยอยากจะมาบอกว่า คนเรามีสิทธิ์จะรำคาญหรือหงุดหงิดได้ทุกคน แต่ก็ควรเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล และอะไรที่ทำแล้ว ไม่เกิดการดีกับใคร (เช่นด่านางร้ายในละคร) ก็แค่รับรู้ไว้ว่าเราหงุดหงิด แต่ไม่ต้องไปโวยวายบอกใคร เพราะโวยวายไป คนที่มารับฟังก็ช่วยให้นางร้ายมันเปลี่ยนบทไม่ได้หรอก จริงป่ะ???

สมัยก่้อนเราขี้รำคาญค่ะ แต่เดี๋ยวนี้คิดได้แบบนี้แล้ว ก็พยายามไม่อยากไปใส่ใจ (จะไม่กรี๊ด ๆ ถ้าไม่เหลืออดจริง ๆ - อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าเรื่องแบบนี้ ต้องนึกถึงใจเขาใจเราทั้งสองฝ่าย จะมามัวให้ใครคอยเอาใจใครหรือตามใจใครอยู่ฝ่ายเดียว คงไม่ไหวหรอกค่ะ มันเหนื่อยจนท้อ เพราะยิ่งยอมให้ อีกฝ่ายก็ยิ่งจะไม่รู้จักคำว่าพอ ถ้าใครเจอแบบนี้ ต้องพยายามชี้แจงให้เข้าใจกันด้วย เพราะคนเรานานาจิตตังจริง ๆ ค่ะ กับที่บ้าน เราก็บอกตลอดนะ เฮ้อ...!!!????)

แต่ยังไงก็อยากเตือนให้ทุกคน ระมัดระวังในพฤติกรรมของตัวเองไว้บ้าง เพราะบางพฤติกรรมที่คุณอาจไม่ตั้งใจ หรือไม่คิดว่าเป็นปัญหา เช่น พูดเสียงดังในที่แคบ ยืนแล้วเซไปกระแทกชาวบ้าน นั่งเบียดแถมบางทียังเอามือพาดพนักเก้าอี้ของคนอื่น (ทำท่าอย่างกับจะไปกอดเขา) ยืนอ่านการ์ตูนแล้วหนังสือการ์ตูนไปทิ่มหัวคนยืนข้าง ๆ ฯลฯ อะไรทำนองนี้น่ะ ก็ระวังไว้หน่อยนะ ถ้าเผลอลืมตัวทำแบบนี้ แล้วถ้าหากคุณไม่ได้สูญเสียการรับรู้ ถึงขั้นที่ไม่รู้ตัวว่าสร้างความรำคาญให้ชาวบ้าน ก็ช่วย เอ่ยปากขอโทษ คนที่คุณได้แสดงพฤติกรรมอันเป็นการวิสาสะกับเขาสักหน่อยนะ มันจะเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีได้เลย (คุณจะดูเป็นผู้มีกิริยามารยาทดี ไม่มีใครถือสา มีแต่คนชื่นชม) เพราะยังไงซะ โลกนี้ ก็คงไม่มีใครจะดีไปเสียหมดทุกอย่างหรอก (ตัวเราเอง ที่ชอบมาสอน ๆ + ด่าชาวบ้าน ก็มีพฤติกรรมแย่ ๆ ไม่แพ้คนอื่น ๆ ก็เหมือนคนทั่วไป ที่มีทั้งดีทั้งชั่วในตัวคนเดียว) แต่มันน่าจะดีกว่านะ ถ้าหากเราทุกคน จะรู้ตัว ว่าทำอะไรลงไปบ้าง! (ทำผิดก็ยอมรับผิด หรือถ้าคุณไม่ผิด แต่หากโอนอ่อนผ่อนตามกันได้ โอนอ่อนผ่อนตามกันแล้วเรื่องมันสามารถจบลงได้ ก็ควรยอมกันไป ให้อภัยกันไปเถอะ อย่าไปใส่ใจนักเลย จะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวทำ ตนเองย่อมรู้เจตนาของตนดีอยู่แล้ว)

แต่ยังไงซะ ก็ไม่มีใครชอบคนที่ชอบถือวิสาสะหรอกค่ะ (รวมถึงไม่มีใครชอบคนไร้มารยาท ตัวอย่างการไร้มารยาทอยู่ตรงข้อความที่เราใช้ตัวอักษรสีม่วงที่กล่าวไปแล้วข้างต้น)
แม้แต่กับคนใกล้ชิด กับญาติมิตร เขาก็ยังต้องมีความเกรงใจกันเลย

ดังนั้นจงนึกถึงใจเขาใจเรากันหน่อยเถอะนะคะ

ทุกครั้งที่มีเรื่องน่ารำคาญใจ ทั้งทางตรงทางอ้อม หรือทางไหน ๆ ก็ตาม ที่มีบุคคลอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องกับคุณ คุณจงลองคิดย้อนกลับไปถามตัวคุณเองดูนะคะ และโปรดตอบคำถามนั้นอย่างยุติธรรม อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงบุคลิกและลักษณะของคนที่เกี่ยวข้อง-คนที่คุณนำมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคุณด้วย ว่า "ถ้าหากมีใครมาทำแบบนี้กับคุณ คุณจะรู้สึกยังไง?" และ "ถ้ามีใครไปทำแบบนี้กับเขา เขาน่าจะรู้สึกยังไง?" คำตอบมันอาจจะเหมือนกัน หรือ อาจจะไม่เหมือนกัน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น (นานาจิตตัง)
ลองคิดดูบ่อย ๆ ก็แล้วกันนะคะ
บางที วิธีง่าย ๆ แค่นี้ อา่จจะทำให้คนเราปฏิบัติต่อกัน ได้อย่างเหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นได้
.............................................................

ของแถม ที่เจอตอนค้นเว็บที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
22 เคล็ดลับของนักออมทั่วโลก หุหุ ไม่ได้เกี่ยวเล๊ย แต่ชอบ

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

PhotoScape เจ๋งมากเลยนะคะ เมื่อเทียบกับว่า มันเป็นฟรีแวร์


ขอเขียนเป็นขยัก ๆ ตามลำดับการรู้จัก!

เรารู้จักชื่อโปรแกรมนี้ (เพราะเราตามดูการอัพเดทมัลติพลายของท่านอื่น ๆ แต่แล้วเราก็โหลดไม่ได้ เลยไม่สนใจจะอ่านรายละเอียดในเอนทรี่นั้น) ตั้งแต่วันที่ (และจากเว็บ)
19 AUG 08

ไม่หล่อ ไม่ดี ไม่มีอะไรเลย 2.0 - PhotoScape V 3.1

โหลดไม่ได้ แต่ดูน่าสนใจดี
TAGS
...

หลังจากนั้นเราก็ลืม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไปนานมาก

จนกระทั่ง เราไปเจอคำถามนี้ (ที่เราไปตอบให้เขา)
pranitee
11/2/2009

ตอนจะตอบ มันก็ต้องไปตามหาโปรแกรมแต่งภาพที่เป็นฟรีแวร์ ก็เลยต้องทำความรู้จักอีกครั้ง
ลองใช้ตัดภาพ กับเซฟ ลองแค่นั้น ก็คิดว่าเจ๋งดี เลยเอาไปแนะนำคนถาม
ได้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดด้วย ดีใจจัง ขอบคุณค่ะ
...

แต่แล้วเราได้เข้า hi5 ของปูปลาวอทซับเพื่อนของเรา
เห็นทำรูปโปรไฟล์สวยมาก มีกรอบเป็นเหมือนแปะเทปใส ลองอ่านคำบรรยาย เห็นว่าใช้โฟโต้สกาป เลยกรี๊ดใหญ่ ว่ากดตรงไหน ลองไปกดดูบ้างดีกว่า
เราก็เลยไปตามหาจนเจอ (ตอนแรกก็เห็นแต่ไม่ได้ลองใช้อ่ะ แบบว่าเราเป็นคนไม่ค่อยละเอียดรอบคอบเท่าไร เอิ๊ก ๆ)


อยู่ตรงกรอบรูป ลองเลือก ๆ ดู


เรารู้สึกได้ว่า มันเริดอ่ะ เริดมาก ๆ เลยอยากเอามาย้ำว่ามันเป็นฟรีแวร์ที่เจ๋งจริง ๆ
...

ลองทำเล่น

แสตมป์รูปน้ำใบบัวบก แก้ร้อนในกระหายน้ำ

ส่วนการพิมพ์ตัวหนังสือก็โอเคมากนะ (ไม่มีสระลอย)

เอาว่า เราคงใช้แต่ไอ้นี่แล้วอ่ะ เพราะเราไม่ใช่โปรเฟชชั่นนอล กะว่า เดี๋ยวจะไปหาทางบริจาคอ่ะ เห็นแบบนี้แล้วประทับใจ ใครรู้มาแนะนำที เราตั้งคำถามไว้ที่
pranitee
10 6 12:09

จริง ๆ เราถามไว้เพื่อการประมาณนี้แหละ เฮ้อ... ไม่อยากมีบัตรเครดิตอะไรยังไงทั้งสิ้น (ไม่ชอบ) จริง ๆ ถ้ามันมีตัวแทนมูลค่าอะไรสักอย่างที่ซื้อง่ายเหมือนซื้อแพคเกจเวลาเน็ต (ที่ซื้อ ๆ มาใช้กัน ในยุคก่อนที่จะมีไฮสปีดอินเทอร์เน็ตอ่ะ) ถ้าซื้อได้ง่ายแบบนั้น เราคงไปซื้อมาสัก $10 U.S. แล้วส่งไปบริจาคให้แล้ว (แบบว่าเราชอบอะไรทำนองนี้อ่ะ ซื้อสะดวก จ่ายสะดวก ไม่มีความเสี่ยงยืดเยื้อ) ถ้าหากมีอะไรทำนองนี้แล้วก็คอมเม้นต์บอกหน่อยแล้วกันนะคะ พอดีตอนนี้เราไม่ค่อยรู้อะไรเลย ไม่ว่างศึกษาอะไีรลึก ๆ นาน ๆ ชีวิตเร่งรีบ ลุกลี้ลุกลน สมาธิสั้น เป็นบ้า อาการหนัก ก๊าก... (ล้อเล่น จริง ๆ ก็แค่ขี้เกียจ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อยากให้มี : วีดิโอสาธิตขั้นตอนการเข้ารับการรักษาพยาบาล อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทุกจุดที่ต้องเกี่ยวข้อง!

ลืมบอก เลิกเขียน อยากให้มี อยากให้ทำ ที่ http://360.yahoo.com/profile-XOwfZwchaaeb6zOOPhOfsC3K แน่นอนแล้วนะคะ เอามาเขียนรวมกับที่นี่ที่เดียวเลย แบบว่าเราคิดว่ามันสะดวกกว่ากันเยอะ
................
แบบว่าเอนทรี้นี้ออกแนว ไร้ความอดทน บ้า ๆ บอ ๆ หน่อยนะคะ

แต่เนื่องจากว่า เจอมาแล้วพบว่ามันเป็นปัญหามากเลยอ่ะค่ะ เสียเวลาทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ พูดแบบบ้า ๆ ได้ว่า ถ้าเราป่วยนะคะ แล้วเจอสภาพแบบนั้นเอง เราคงเปลี่ยนใจหายป่วย (ทั้งที่จริง ๆ ยังป่วย) นั่ง Taxi กลับบ้านไปเลย เพราะมันงงและวุ่นวายเหลือเกิน

จริง ๆ กะเขียนนานแล้ว แต่ดูว่า คนอื่นเขาอาจจะไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาอ่ะนะคะ ก็เลยไม่อยากเขียน กลัวเหมือนกันว่าคนเขาจะหาว่าเราอะไรจะขี้เกียจถาม ขี้เกียจติดต่อ (ทั้งที่จะรักษาตัวเองยังขี้เกียจ)

แต่เพราะเมื่อวานได้อ่าน เอนทรี่นี้ของคุณนิว (ไม่รู้จักหรอกค่ะ แต่ติดตามชมผลงานมานานแล้ว เพราะภาพถ่ายฝีมือเขาสวยงามมากเลยค่ะ เป็นหนึ่งในหลายท่านในมัลติพลายที่เราติดตามดูภาพอยู่) เลยพบว่า อืม จริง ๆ มันก็น่าจะัเป็นปัญหานะ เพียงแต่คนส่วนใหญ่เขาไม่เอามาเขียนไง แล้วคนที่เอามาเขียนก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่ขาดความอดทนนะ เพียงแต่เห็นว่า ถ้ามันมีหนทางจะป้องกันแก้ไขปัญหาได้ มันก็น่าจะหาทางป้องกันแก้ไขปัญหาไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าอะไรอะไรก็ปล่อยไปวัน ๆ ถือว่าไม่ได้ไปทุกวัน อันนี้เราว่ามันก็... ก็แล้วแต่จะคิดอ่ะค่ะ แต่ถ้าเป็นเราเราจะหาทางป้องกันแก้ไขปัญหา

อย่างแรกต้องบอกก่อนว่า ใครที่หาหมอแต่ที่ ร.พ.เอกชน จะไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนที่หาหมอ ร.พ. รัฐบาลเลย ว่าต่างกันในด้านการบริการขนาดไหน (แต่ในด้านราคาค่ารักษาแบบเจ็บป่วยทั่วไป ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นกัน) ถ้าคุณเข้า ร.พ. เอกชน จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลต้อนหน้าต้อนหลัง หรือถ้าไม่ถึงขนาดนี้ ก็จะพบว่าบรรยากาศโล่งโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทดี บริการรวดเร็วอย่างน้อยก็ไม่นานเกินชั่วโมง แต่รัฐบาลอ่ะ ไม่ใช่ (เคยไปหาเองที่นึง นานเหมือนกัน ไปรักษาสิวหลายร้อยปีมาแล้ว!!!) กับอีกที่นึงคือที่ช่วงนี้

ขอบอกว่า สำหรับ ร.พ.รัฐ ขนาดใหญ่ เรื่องการตรวจรักษา ดีเลิศ ย้ำ ดีเลิศ
แต่ขั้นตอนการรักษา งง งงมาก งงสุด ๆ แบบว่าเราอยากตรวจยังเปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากงง
ขั้นตอนเยอะอ่ะ

มีแผนกนึง เขามีแต่คลินิคเช้า ทุกวันเขาจะอ่านขั้นตอนการรักษา ซึ่งฟังเฉย ๆ ก็ งง งง งง งง

เราเลยอยากเสนอให้ใครก็ได้ คนใน ร.พ.ก็ได้ คนนอกก็ได้ คนป่วยก็ได้ ที่รักษาประจำ ช่วยมาเล่าขั้นตอนการตรวจรักษาทีเถอะ ว่า ต้องทำไงบ้าง
ไปทำอะไรตรงไหน จุดไหนเขาจะให้เราทำอะไร หรือต้องระวังจุดไหน เช่น อย่าลืมรอรับใบนัดอะไรทำนองนี้

เพราะขอบอกว่า ตอนเราไปครั้งแรก เรางงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงมาก ไปไหนไมุ่ถูกเลย (ยิ่งเป็นคนที่มีปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ด้วย คือ พยายามแล้ว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเดินผิดทิศทาง ทั้งที่ความจำเป็นเลิศ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราไม่กล้าเรียนสาขานึงที่อาจารย์สมัยมัธยมของเราแนะนำให้เรียน)
ถ้าจะมีใครเมตตา น่าจะมีคนโพสต์บอกขั้นตอนคร่าว ๆ ไว้ให้หน่อย (เออแต่ที่เราไป เราเห็นบางชั้นบอกขั้นตอนนะ แต่เอาเข้าจริง ก็ยังมีต้องโหวกเหวกกันอยู่ เพราะว่า ก็มีคนป่วยหลายคนที่เขาไม่อ่าน ไม่ถาม

พูดตรง ๆ คือ
เห็นใจคนไปรักษา
เห็นใจเจ้าหน้าที่ ร.พ.
แบบว่าพอไม่รู้ขั้นตอน หรือเห็นคนไข้เข้าใจอะไรยาก มันก็หงุดหงิดกันโดยไม่น่าจะต้องหงุดหงิดอ่ะค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าเราตั้งสติได้เมื่อไร เราจะจดขั้นตอนมาฝากนะคะ ก๊าก...
คงไม่อ่ะ

เอาว่า เวลาไป ร.พ. รัฐ ชื่อดัง (รวมถึงที่ใดใดก็ตามที่คนจอแจมาก ๆ) คงต้องตั้งสติ ทำหูไวตาไว

เอาเป็นรักษาสุขภาพให้ดีแล้วกันค่ะ จะได้ไม่ต้องไปงง? ก๊าก... (ยกเว้นกรณีถูกบังคับให้ไปตรวจสุขภาพ นี่เอซังก็บังคับให้เราไปตรวจตา ยังไม่ได้ทำบัตรเลย แค่คิดก็ประสาทกินแล้ว แต่เร็ว ๆ นี้คงได้ทำบัตร เพราะเดี๋ยวจะต้องไป ร.พ.ทุกวันแล้ว)
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม