น้ำท่วมก็เพราะอีพวกเวรตะไล สมองน้อย ที่ชอบถมพื้นน้ำ ให้กลายเป็นพื้นดินไง
อะไรที่ผิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องแน่นอน
เราไม่รู้ว่าเราปากหมาเกินไปหรือเปล่า แต่เราแค่อยากชี้ให้เห็นตามเหตุและผล หรือถ้าคุณโอเคกับทุกสิ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามที่เราบอก คุณก็แค่หยุดบ่นเวลาน้ำท่วม เพราะว่า "มันเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่าไปหวังป้องกันเลย เมื่อไม่มีใครเสียสละ ไม่ว่าจะป้องกัน หรือแก้ไข มันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น"
จากกระทงลอยไปถึงน้ำท่วม
ก็จะพูดกลับไปที่กระทงแหละ
ที่ กทม. จะมีหน่วยงานมาจัดการ ที่แต่ละยุคแตกต่างกัน
ช่วงหนึ่งให้ใช้แต่วัสดุธรรมชาติ
ช่วงหนึ่งบอก อยากใช้อะไร ใช้ไป ผมมีปัญญาเก็บขยะให้ได้ (วันรุ่งขึ้น แม่น้ำลำคลองใสเหมือนเดิม)
เราเกิดความคิดว่า แล้วงี้จะเสียเวลาไปลอยทำบ้าอะไร
จึงมีคนแย้งเรา (จริง ๆ ไม่มีใครแย้งเราหรอก บ้านเรามีทีวี เราก็ติดตามข่าวสารเหมือนกัน ก็ตอบได้) เทศกาลต่าง ๆ จะเป็นช่วงที่เงินสะพัด ทำให้เกิดการใช้จ่ายเงิน (ซึ่งแบบนี้ อย่างไรก็ยังดีกว่า คนไม่จ่าย ออมอย่างเดียว เหมือนยุคสงคราม หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นเทศกาลไหน ๆ ต่อให้จะมีคุณหรือมีโทษ มีประโยชน์หรือโคตรจะไร้ค่า ก็สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์การจับจ่ายอย่างมืดฟ้ามัวดินได้หมด - เพียงแต่จะเกิดมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง) คนที่ทำกระทงขายก็ได้เงิน ริมแม่น้ำลำคลอง มีการออกร้าน ขายของครึกครื้น ชายหญิง ครอบครัว ลูกเด็กเล็กแดง ออกไปเที่ยว ลอยกระทง คนละกระทงสองกระทง หาของกิน ดูประกวดนางนพมาศ หาของกิน เงินก็จะสะพัด เกือบทั้งหมดเขาเห็นเป็นประโยชน์ โอเคนะ เรื่องเงินเราก็ว่ามีประโยชน์ แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่เรียนมาด้านการเงิน ไม่ค่อยมีหัวทางการค้า และโดยส่วนตัวชอบเก็บ"ออม"เป็นชีวิตจิตใจมาก ๆ ก็ตาม (วันนี้ 31 ต.ค. วันออมแห่งชาตินะคะ ตอนแรกลืมอ่ะ ไปเจอนี่มา เลยจำได้) แต่เราก็รู้ว่าลักษณะแบบนี้ มันทำให้คนเล็กคนน้อยในสังคมอยู่ได้อ่ะ
แต่...
จะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนเป็น (อันนี้เราคงไม่คิดไปแก้ที่พ่อค้าแม่ค้า เขาอยากทำขายแค่ไหน ช่างหัวเขาไป ไม่ซื้อซะอย่าง เดี๋ยวมันก็เจ๊งเองแหละ!!!)
- ลอยกระทง ครอบครัวละแค่ 1 กระทง พอ ขอเป็นกระทงที่ทำจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (หรือไม่ต้องเอาไปลอยเลยก็ได้ แต่ไปเที่ยวงานหาซื้อของกิน ดูนางนพมาศ ขึ้นชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน 'ถ้ามี อะนะ') เพราะจะได้ช่วยทำให้มีขยะลงไปในแม่น้ำ ลำคลอง น้อยลง (คนเก็บขยะจะได้ทำงานน้อยลงด้วย และที่สำคัญ เผื่อไว้ในกรณีที่บางอย่างในกระทงมันจมได้ คนเก็บขยะเขาก็ไม่ได้งมลงไปเก็บสักหน่อย ถ้าหากเลิกลอย หรือลอยน้อยลง คลองก็ตื้นเขินช้าลงด้วย เราว่าแบบนี้ จะเป็นคุณกับพระแม่คงคามากกว่าเยอะ)
- เทศกาล มันก็เป็นแค่เทศกาล ถ้าคุณไม่สำนึกด้วยใจ อย่าทำ เพราะมันทุเรศ เหมือนควายอ่ะ (ขอโทษจริง ๆ เราว่า ควายประเสริฐกว่าคนแบบที่เราเปรียบเยอะเลย) ปล่อยให้เขาลากจูงจมูกอยู่ได้ เราเชื่อว่ามันสมองของทุกคน สามารถคิดได้ ว่าการลอยกระทง เป็นแค่การแสดงออกให้คนอื่นรู้เท่านั้นเอง รู้ว่า "ฉันมารำลึกสำนึกบุญคุณต่อแม่น้ำลำคลองแล้วนะยะ" แต่ถ้า วันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วันลอยกระทง คุณปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงแม่น้ำลำคลอง คุณถมคลองไปทำธรกิจบ้านจัดสรร คุณทิ้งขยะลงคลอง ฯลฯ สำนึกแค่ในวันลอยกระทงวันเดียว มันลบล้างไม่ได้หรอก
ดังนั้นหันมาใส่ใจแม่น้ำลำคลองกันตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า (ไม่ลอยกระทงเลย จะดีมาก)
หรือเปลี่ยน เทศกาลลอยกระทง ให้เป็นเทศกาลกลางวัน จัดตั้งแต่เช้าถึงเย็น โดยจะมีกิจกรรมแบบนี้แทน คือ ใครมีปัญญาบำบัดน้ำเสียก็ทำไป ช่วยเก็บขยะตามคลองก็ทำไป หรือขุดลอกไม่ให้ตื้นเขินก็ทำไป ฯลฯ ทำกิจกรรมอะไรที่จะทำให้คุณภาพแม่น้ำลำคลองดีขึ้นได้ เราคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นคุณกับแม่น้ำลำคลองมากกว่าการลอยกระทงหลายล้านเท่า หากรำลึกนึกถึงพระคุณของแม่น้ำลำคลองจริง ๆ ก็ควรจะทำให้คุณภาพของน้ำในแม่น้ำลำคลองดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง (เช่นทุกวันนี้)
ฝากถึงแม่ค้า คนทำกระทง (ถ้ามีแก่จะใจช่วยโลกจริง ๆ)
- ใช้อะไรที่ย่อยสลายง่าย ย่อมดีกว่า เป็นธรรมชาติก็ดีกว่า (เลิกใช้พลาสติก โฟม บ้าบอคอแตก อย่าคิดถึงแต่กำไร ทำไม่ได้ ไปขายของกินแทนแล้วกัน ขายโป๊งเหน่งก็ได้ ไม่ต้องใส่ถุง ถือกินเฉิบ ๆ)
เดี๋ยวนี้เห็น ปากก็พูด "ลดโลกร้อน ๆ" ทว่าเรายังเห็นพ่อค้าแม่ค้าหลายคน (ใส่เสื้อ Save world Save life ด้วยนะ - สกีนขายกันจนเกลื่อนเมือง) แต่ก็ยังทำให้โลกร้อนด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติก โฟม อยู่เลย (บางอย่างก็ดูไม่เห็นจำเป็นต้องใช้โฟมเลย) เหมือนลดโลกร้อนกันแต่ปาก
***เราว่าการหันมาเป็นตัวอย่างที่ดี น่าดีกว่าการทำไปเพื่อสร้างภาพนะ (ใครคิดไงเราไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เราว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความตั้งใจ แต่ภายในนั้นก็ยังเป็นแค่การทำไปเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองมากกว่า)
***ตัวอย่างที่ดีอ่ะ มีไหม ดารงดารา สื่อมวลชน คนของประชาชี เป็นตัวอย่างที่ดีพอแล้วเหรอ (ไม่มีไรหรอก แค่อยากด่ามันก็เลยลากเข้ามาเอี่ยวเท่านั้นเอง ก๊าก...) "วันวันขยันแต่สร้างภาพ"
ที่มาเสียเวลาเขียนนี่ไม่ใช่เราจะไม่รักษาประเพณีไทยนะ
แต่เราคิดว่า เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป อะไรหลาย ๆ สิ่งก็ควรจะเปลี่ยนให้มันเข้ากับยุคสมัยด้วย
ควรจะคงประเพณีลอยกระทงเอาไว้ แต่เปลี่ยนเป็นให้บุคคลสำคัญเป็นตัวแทนในการลอยก็พอ
ที่สำคัญที่สุด ยึดตามหลักเดิมตามที่โบราณเขาเชื่อกันสืบมาว่า
- เป็นการขอขมาพระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ
- เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
- เป็นการลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ
- ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพญามารได้
อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%87
มาดูที่ละประเด็นเลย
- ถ้าขอขมาจริง ก็ต้องทำให้ท่านใสสะอาดสวยงาม (ตามปกติ คนเราชอบความสวยงามสะอาดบริสุทธิ์) สดใสไปนาน ๆ มากกว่า การหาอะไรไปลอยตุ๊บป่อง ๆ ให้ท่านต้องสกปรกโสโครก (สมัยโบราณ ประชากรยังน้อย ทำได้ ลอยคนละอันคลองก็ยังกว้าง 'เพราะไม่มีใครนึกไปถมคลอง' อีกอย่างโบราณไม่มีความบันเทิงใด ๆ เทศกาลจึงกำเนิดขึ้นเพื่อทำให้คนยุคนั้นเขาได้ออกมาสนุกสนานเฮฮากัน แต่ยุคนี้ประชากรมีจำนวนมหาศาล ลอยคนละกระทง คลองก็กลายเป็นบ่อทิ้งขยะแล้ว แล้วเราเกิดมาในยุคนี้ ความบันเทิงก็มีมากมาย เช่น คาราโอเกะสี่หมื่นเจ็ด เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ฯลฯ เยอะแยะ หาความบันเทิงได้ไม่ยากเย็นเหมือนสมัยนั้น ดังนั้นไม่ต้องเป็นประเพณีอะไรมากมายเหมือนโบราณก็ได้ เพราะก็อย่างที่ข่าวเขาออกกัน ว่า เทศกาลนี้ ก็เป็นเทศกาลเสียตัวของเด็กวัยรุ่น เนื่องจากมันเป็นเทศกาลตอนกลางคืน เห็นไหมว่า จุดประสงค์มันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างหน้ามือเป็นหลังตีนเลย 'อย่าเถียงว่าเป็นส่วนน้อยนะ เพราะถึงเป็นส่วนน้อย แต่มันสมควรจะมีไหม อ้างว่าไปสงกรานต์ แต่จริง ๆ อยากไปทำอย่างอื่น มันสมควรไหม')
- ประเด็นนี้เราไม่มีความเห็นที่ชัดเจนนัก แต่เรามีความศรัทธาส่วนตัว ว่า การบูชาพระพุทธเจ้า ต้องบูชาด้วยใจและกาย (ไม่ใช่ถือดอกม้งดอกไม้แล้วมาบอกว่าบูชา มันเป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้นเอง) การทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ต่างหาก ที่เป็นเครื่องบูชาที่ดีที่สุด เครื่องบูชาอื่นใด ก็ไม่อาจมาเทียบเท่าสิ่งเหล่านี้ได้เลย
- ลอยความทุกข์โศกในยุคนี้ คงยาก เพราะทุกคนมาลอยกันจนเต็มคลอง ความทุกข์โศกก็กองอยู่แหมะมันตรงหน้าเราเนี่ยแหละ เพราะมันติดกระทงคนอื่น เลยลอยไปไหนไม่ได้ ถ้าเอาตามที่ตาเห็นอ่ะ เป็นงี้ หรือไม่จริง? จริง........ จริง ๆ แล้ว ทุกข์หรือไม่ทุกข์มันอยู่ที่ใจ ต่อให้คุณลอยกระทงเป็นร้อยเป็นพันกระทง แต่ใจคุณไม่ละวางความทุกข์ ความทุกข์มันก็คงไม่ไปไหน ยังติดอยู่กับคนลอยต่อไป
- ข้อสุดท้ายไม่ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ เราไม่มีความรู้
เขาเชื่อตามกันมาว่าอย่างไร ถ้าหากดีก็เชื่อไปตามอย่างนั้น
แต่การปฏิบัติอาจจะมีที่ต่างกัน เพราะว่ายุคสมัยมันได้เปลี่ยนไป
(แต่งสดตะกี้ กร๊า...)
เราคงไม่ลอยกระทง
ไม่มีวันไปลอยกระทง เพราะยุคสมัยมันได้เปลี่ยนไปแล้ว
----------------------------------------------------------
อีกเรื่องที่จะมาชวนคิด
คุณเชื่อไหม ว่าทุกวันนี้ คนเราใช้สิ่งของด้วยจุดประสงค์ที่ผิดเพี้ยนไปอย่างมหาศาล
เท่าที่คุณอาจจะพอพบเห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ
1. เอาแบรนด์ มาสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง (จะจนก็ไม่ว่า ขอให้ข้าได้ใช้แบรนด์เนม)
2. ....
นึกไม่ออก
แต่เรื่องที่เราจะเขียนคือ
เมื่อหลายสัปดาห์ เราไปราม 2 (ช่วงน้ำท่วมมาก เด็กรามสอบ)
???
แม่เราลงจาก 38 """ตูม""" รองเท้าลอยน้ำ
เราลงจาก 38 "จ๋อม" แล้วรีบไปเก็บรองเท้าให้แม่
น้ำถึงหัวเข่าเรา (เพราะเตี้ย)
เอาว่าแทบเข้ารองเท้าบูตคุณตำรวจจราจร
!!!
ก็ไปถ่ายรูปติดบัตร
ถ่ายเสร็จ ยืนรอรถ 1 ชม.
ช่วงยืนรอ เราสังเกตว่า
เด็กสาว สวย เอ๊กซ์ เซกซี่ (เฮ้ย มองอะไรวะ) แต่ละนาง ๆ ยอมเดินเท้าเปล่า เพื่อรักษารองเท้าอันเป็นที่รัก (บางคู่ก็ดูคู่ละหลายหมื่น บางคู่ก็ดูขายสามเข่งสิบก็ไม่น่าจะมีคนซื้อ) เรามองแต่ละนางแล้ว ก็ก้มไปดูเท้าตัวเอง (http://twitpic.com/lkz4l เพิ่งรูว่ารูปทวิตพิก ไม่ให้แนบได้) วันนี้รู้ตัวแล้วว่าต้องมาจ๋อมน้ำ เลยใส่แบบนี้มา (น้องนางแต่ละคนที่บ้านมีไฟฟ้าดูทีวี หรือมี นสพ เข้าถึงแล้ว ก็น่าจะได้รับทราบว่าต้องมาจ๋อมน้ำเหมือนกัน เพราะพายุเข้าและเขตเหล่านี้ไม่เคยพลาด -ว่าจะไม่ท่วม) แล้วใยใส่รองเท้าแบบนั้นกันมา แต่เอานะ คนเรามีนานาจิตตัง และบางคนเขาอาจจะไม่มีรองเท้าคู่อื่นก็ได้ เห็นใจ ๆ แต่เราก็เห็นบางคน เอามาสองคู่ คือแตะด้วย แล้วพอเดินเขา ม.ราม (ที่น้ำไม่ท่วม) ก็ค่อยเปลี่ยนรองเท้า
เอาเหอะ เริ่มหาที่หยุดไม่ได้
ที่เราอยากจะบอกก็คือ รองเท้า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รอง(รับ)เท้า แล้วเอามาถือทำไมกัน
ประโยชน์ของมัน ทำให้เท้าพ้นภัยอันตรายได้ (อย่างน้อยก็นิดนึง) เราจำได้ มศว ก็เคยน้ำท่วม เราลุยไปทั้งคัดชู เพราะสิ่งที่เรารู้คือ บางจุดมันมีขยะ (อาจมีเศษแก้ว) มีถนนต่างระดับ มีท่อ มีเหล็กจากฝากท่อ พอน้ำท่วม จะไม่รู้เลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เราลุยทั้งคัดชู เพราะถึงเจออะไรที่บาดเท้าได้ มันก็จะไม่บาดโดนเท้าเรา (เท้าของเรา ย่อมสำคัญกว่ารองเท้า ไม่ได้ติดตัวกูของกูนะ แต่นี่เป็นธรรมชาติของมัน ถ้ารองเท้ามีไว้ถือทุกครั้งที่เจอน้ำท่วม วันหลังไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ เพราะขนาดน้ำเน่า ๆ คุณยังยอมเดินเท้าเปล่ามาแล้ว ยามปกติ กะอีแค่ทางเดินแห้ง ๆ ทำไมจะเดินไม่ได้ จริงไหม เลิกใส่ไปเลย เดินเท้าเปล่าไปเลยดีกว่า รองเท้าจะได้ไม่สกปรกด้วย ก๊าก...)
เราว่า คนเราไม่ต้องใช้ของให้แพงหรอกค่ะ แต่ใช้ให้ตรงกับประโยชน์ของมัน ก็พอแล้ว
มันเกิดเป็นรองเท้า ก็ใส่มัน
ใช้มันให้สมกับที่มันเกิดเป็นรองเท้า
เรายังไม่เคยเห็นนะ คนที่ถือร่มแพง ๆ แล้วพอฝนตก เอาเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วยอมเดินตากฝนอ่ะ
แต่เคยเห็น คนที่กระเป๋าแพง แล้วฝนตกยอมหลังเปียก เพื่อให้กระเป๋าถือที่กอดไว้ข้างหน้า ไม่โดนฝน
ก๊าก...
ถ้าทำไม่ได้ ก็แล้วแต่นะ
แต่เราคิดว่า ถ้าสิ่งของต่าง ๆ มันพูดได้ มันคงจะบอกว่า "ใช้ฉันให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ฉันเกิดมา เพราะฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เอิ๊ก ๆ หวังว่าตัวฉันคงจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อนนะ"
ของดี ไม่จำเป็นต้องแพง
ของแพง ไม่จำเป็นต้องดี
เอาเหอะ ชีวิตใคร ชีวิตมัน แต่เราคิดงี้แล้วกัน
ปล. แถมนิดนึง
แม่เขาไปหาหมอมา หมอเขาเช็คเจอรายละเอียดบางอย่างซึ่งยังไม่แน่ใจ
แต่เราบอกแม่แล้วว่า ให้แม่กินมังสวิรัสตลอดไปดีกว่า (แทนวันอาทิตย์ วันโกน วันพระ) และเรากับเอก็กินด้วย ไม่ต้องซื้อเนื้อสัตว์เข้าบ้านแล้ว พวกเรายังไงก็ได้กินตอนออกไปนอกบ้าน โดยส่วนตัว เราคิดว่า คนที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ถ้าอยากกินมังสวิรัสก็กินได้ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตเท่าไรแล้ว หรือไม่ก็กินยังไงก็ได้ แต่กินเนื้อให้น้อยลงหน่อย กินให้สัดส่วนดี ๆ
อยากจะบอกว่าหลัง ๆ มานี้ แม่ชอบซื้อขาหมู ไม่รู้ใครอยากกิน (เราคนนึงที่ไม่ชอบกินขาหมูเลย แต่ชอบสั่งกินเวลาเร่งด่วนเท่านั้นเอง แต่ปกติไม่ชอบกิน ของมันมัน ไม่ดีต่อสุขภาพเรา ย่อยยาก)
กินมังสวิรัสกันนะ



0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น