วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไม่รู้จะให้ชื่อเรื่องว่าอะไร แต่มีหนังสือแนะนำสองเล่มนะคะ

โดย Pranitee Ratanawijitr - พฤหัสบดี, 24 กันยายน 2009, 07:29PM

วันนี้ อุตส่าห์คุยดีไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกันเล๊ย
(กับแม่ ปกติต้องเถียงกันทุกวัน เถียงในแบบ เราอ่ะนะ
ไม่ได้รุนแรงมากมาย แต่ออกแนว น่ารำคาญ เราเองแหละที่น่ารำคาญที่สุด)
จริง ๆ ไม่มีใครอยากทะเลาะกับพ่อแม่ตัวเองหรอกนะ บาปกรรมตายชัก

แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่เล่นเน็ต แต่ยาก สรุปเราทำไม่ได้นะ
เพราะถ้าตราบใดยังต้องเปิดคอม เราก็ต้องเปิดเน็ต (งก หรืออะไรบอกไม่ถูก หรือจริง ๆ
คือ เราเลวเองที่ไม่มีความอดทน)

แต่ที่มาเล่า เพราะว่าเราเปลี่ยนใครไม่ได้!!! (รู้มานานแล้ว)
เราเลยมาแนะ เผื่อมีใครเป็นแบบเรา ก็จะได้ปลงให้ได้ (กะจะเลิกบ่นแล้ว พูดแบบนี้
มาหลายปีแล้ว)
หรือใครเป็นแบบแม่เรา ก็จะได้ลองคิิดดูว่า จริง ๆ เราแค่หวังดี ไม่ได้อยากอะไรเล๊ย
(ไม่อยากให้เครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้นเอง)

ก่อนอื่น ความปั่นป่วนมันปะทุมาจาก
- แม่เขาบ่น (บ่น ไม่ใช่การบอกเล่า นี่คือการบ่นจริง ๆ) ให้ฟังว่า วันก่อน ฝนตก
เลยให้เด็กนักเรียนที่มาช่วยงาน ยืมร่มกางกลับบ้านไป แล้วมันยังไม่เอาร่มมาคืน
ร่มสีส้ม อ.โสภณให้มา คันใหญ่ กางดีมาก มันยังไม่เอามาคืนเลย เดี๋ยวต้องโทรไปทวง
วันนั้นขอเบอร์มันไว้ กับอีกคนที่มาช่วยด้วย แต่เป็นเบอร์ของแม่เด็ก ทั้งสองคนเลย
(เราก็คิดว่า เป็นเราเหรอ หลายวันไม่เอามาคืน ก็ทำใจแล้วแหละว่าคงไม่ได้คืน
คนสมัยนี้ ไม่ค่อยมีสำนึก เวลาใครยืมของเรา เราจะบอกเลยว่า "ถ้าสะดวกคืน ก็ต้องรีบ
มาคืน แต่ถ้าหากไม่คืน ก็ไม่เป็นไร แค่วันหลังไม่มีให้ยืมอีกแล้วก็เท่านั้นเอง")
แต่แม่เขาดูซีเรียสมาก เขาโทรไปเบอร์แรก เบอร์มือถือเนี่ยแหละ กลายเป็น อบต.
เราก็สังเกตว่าแม่เขาเป็นอะไรที่เราก็ไม่เข้าใจ จริง ๆ สรุปคือ "โทรผิด"
อาจจะเพราะเด็กให้มาผิด หรือแม่กดผิด หรือสายพันกัน ก็เป็นได้
ก็น่าจะรีบวาง ๆ ไป ก็สิ้นเรื่อง มันก็แค่การโทรผิด จะอะไรนักหนา
แม่เขาไม่ยอมวางสาย แถมยังไปต่อล้อต่อเถียงกับคนรับว่า ก็เด็กให้เบอร์นี้มา
"เด็กชื่อนี้ เรียนห้องนี้ ... ยาวเฟื้อย"
การพูดแบบนี้มันมีแต่ทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ เราบอกตรง ๆ นะ
ว่าถึงเราขี้หงุดหงิดขั้นควายขนาดนี้ เราก็ไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับการโทรผิด
เพื่อยืนยันว่าโทรถูกหรอกนะ มันไม่เข้าท่าเลยจริง ๆ

เราบอกแม่ว่า วาง ๆ ไปเหอะ (จริง ๆ เราอาจจะไม่ควรพูดอะไรเลยก็ได้)

- แม่เขาโทรหาแม่เด็กอีกคน (คนนี้คืนร่มแล้ว) เพื่อถามเบอร์ลูกชายเขา (จะฝากมัน
ไปบอกเพื่อนคนที่ยังไม่คืนร่ม) โทรไป แม่เด็กก็ให้เบอร์มา

- แม่โทรเข้าเบอร์เด็ก เป็นปิดเครื่อง

- แม่จะโทรหาอาจารย์ที่คุมรถคันที่เด็กนั่ง (วันนี้ เด็กชั้น ม.นั้น [๒ หรือ ๓ ไม่แน่ใจ]
เขาไปทัศนศึกษากัน)

- แม่หาเบอร์อาจารย์คนนั้นไม่เจอ จะโทรถามอาจารย์อีกคนหนึ่ง

เราบอกแม่ว่า "แม่ เดี๋ยวตอนเย็นโทรหาเด็กคนที่โทรหาแม่เขาติด แล้วให้เด็กบอกเพื่อน
ก็ได้"
แม่เขาบอกว่า "ไม่ได้ เดี๋ยวเผื่อมันติดต่อกันไม่ได้ จะไม่ได้ร่มคืนพรุ่งนี้"

- ???


แทรกนิด พอดีได้ยินข่าวช่องไหน บอกว่า
ให้ข้าราชการประจำเคารพ ส.ส. ใครคิดอ่ะ ใช้ส้นเท้าคิด
หรือเปล่า
ส.ส.เป็นใคร มีคุณค่ามากมายขนาดนั้นเลยเหรอ
(พูดถึง ส.ส. เรานึกถึงแต่ ชอบใช้อิทธิพล กับโกงกิน เฮ้อ...)

ขอพูดตรง ๆ แบบคนที่มีสามัญสำนึก ฝากไปถึงคนคิดเรื่องนี้ ว่า
ถ้าคนเขาจะเคารพใคร เขาก็เคารพเอง
ไม่ต้องมาสั่งหรอก เพราะมันทุเรศ
โลกมันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ววะเนี่ย


ต่อ ๆ

- แม่เขาเปลี่ยนใจ โทรหาเด็กผู้หญิงที่อยู่ห้องเดียวกับสองคนนั้น (หรือไงสักอย่าง)
ตอนโทรไป ก็เล่างงมาก แม่เขาจำชื่อเด็กที่ไม่คืนร่มไม่ได้ เขาก็ไปเรียกชื่อเด็กคน
ที่คืนร่มแล้ว แล้วก็บอกให้ไปบอกเพื่อนให้เอาร่มมาคืน คือให้รายละเอียดยาวมาก
เราที่รู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น ยังงงแทนน้องผู้หญิงคนนั้นเลย
แล้วแม่เราเขาใช้เสียงดุด้วย สั่งแบบสุด ๆ เหมือนกึ่ง ๆ ด่าฝากด้วย
บอกตรง ๆ เราเห็นใจน้องผู้หญิงมาก ๆ เพราะเราเจอแม่เราทำแบบนี้ใส่บ่อยมาก
หลายครั้งเราอดสงสัยไม่ได้ว่าตกลง แม่เล่าเนี่ย แม่จะด่าคนอื่น หรือจะด่าหนู
หรือจะด่าหนูเพื่อฝากให้หนูไปด่าคนอื่น

ก็น่ะ ผ่านไปแล้วแหละ แต่ก็คือพอแม่เขาวางโทรศัพท์
เราก็บอกแม่ว่า
"หนูว่า แม่น่าจะพูดถึงเด็กที่เอาร่มไปไม่คืน แค่คนเดียว ไม่น่าพูดถึงชื่อน้องที่คืนร่มแล้ว
เพราะมันทำให้น้องผู้หญิงงงว่า ตกลงแม่จะให้เขาไปบอกใครกันแน่ หนูอยากบอก
แม่เฉย ๆ เพราะว่าหนูเห็นหลายครั้งแล้ว เวลาที่แม่กลับมาบอกว่า คนนั้นไม่ได้ดั่งใจ
คนนี้ไม่ได้ดั่งใจ สั่งอะไรไปก็ไม่ได้ตามนั้น อาจเป็นเพราะว่าแม่สั่งจนเขางง เขาเลย
ไม่ทำให้มากกว่า"

เท่านั้นแหละ

ไม่ต้องเดา ของมันชัวร์ ๆ แม่เขาโกรธมาก แล้วก็พูดแบบนี้
"ใช่สิ ชั้นมันพูดไม่รู้เรื่อง ป้า...(ชื่อเพื่อนเขา)ก็หาว่าชั้นพูดไม่รู้เรื่อง ...เยอะมาก"

เราบอกต่อ
"ไม่ได้อยากให้แม่โกรธ ก็แค่บอกเฉย ๆ ไม่อยากให้แม่หงุดหงิดคนอื่นก็เท่านั้น
บางทีแม่อาจจะสั่งเกินจุดประสงค์ไป เขาก็ไม่เข้าใจ ก็เท่านั้นเอง"

เอาว่าเนี่ยแหละ ทำเราหงุดหงิดมาเปิดเน็ตบ่นเลย

เรารู้ตัว
- เราไม่มีสิทธิ์สอนแม่เรา แต่เราคิดว่าเราไม่ได้สอน เราแค่อยากบอกว่าจริง ๆ แล้ว
คนอื่น ๆ เขาไม่ได้สร้างปัญหานะ แต่มันเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาดมากกว่า
ไม่ได้ว่า ๆ แม่สื่อสารไม่ดีด้วย คือ เข้าใจไหม ว่าบางทีพอโกรธ หงุดหงิด รีบ ๆ คนเรา
จะสติแตก พูดจาวกวน สับสน เข้าใจยาก ตรงนี้เป็นกันเกือบทุกคนนะ แต่อยู่ที่ว่าคนนั้น
จะหาทางดึงสติ หรือหาสิ่งช่วยจัดระเบียบความคิด+คำพูดได้อย่างไรมากกว่า
หลายคนที่เก่ง ๆ สื่อสารดี เขาก็ไม่ได้เก่งแต่กำเนิด แต่เขามีเทคนิค มีวิธีการที่ช่วย
อำนวยความสะดวกมากกว่า เช่นอะไรบ้าง เดี๋ยวเราจะเล่าตอนท้ายเรื่องนี้
จะใส่ดอกจันให้***** ห้าดวงเลย สังเกตดูเอาเอง
- เราไม่ได้อยากหาเรื่องแม่ แต่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแนะนำแม่เราได้
เราไม่อยากให้แม่เราหงุดหงิดจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง (พูดตรง ๆ คือ เรารู้ว่าเวลาแม่เรา
รีบ ๆ หรือเครียด จะสั่งอะไรไม่เข้าใจเลย เวลาเขารีบทำแผน เขาจะมายืนพูด ในขณะ
ที่เราอ่านต้นฉบับแล้วพิมพ์ [แล้วเราจะพิมพ์ได้ยังไง] ทุกครั้งจะต้องมาแก้นู้นนี่ในจอ
แบบชี้ ตรงนี้ต้องอย่างนี้เท่านั้น [เอาแต่ใจมาก] จะให้ได้แบบนี้ จะต้องได้เดี๋ยวนี้
เราร้องไห้แทบทุกครั้ง เราไม่ชอบคนสั่งงานแบบนี้ เพราะเราเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร
ขอบอก ถ้าเป็นเครื่องจักร สั่งการแบบนี้ เราว่าเครื่องจักรก็เจ๊งละว้า... หลัง ๆ เราไม่
ทำงานด่วนใดใดทั้งสิ้นให้แม่ บอกว่าขอล่วงหน้าวันหนึ่ง แม่ต้องเห็นใจเราเหมือนกัน
บางทีเราก็ทำอย่างอื่นอยู่ จะมาแบบสั่งปุ๊บได้ปั๊บ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณผู้อ่าน
เป็นนายคน อย่าสั่งงานใครแบบนี้ เพราะมันบั่นทอนความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันมาก ๆ)
- แทรกด่วน ตอนนี้เลย มีเด็กโทรเข้ามา บอกว่า เด็กคนนั้นเขาบอกว่าเขาคืนร่มแล้ว
แม่เราก็บอกว่าไม่มี แล้วก็ถามกลับไปอีกว่า หนูรู้ไหมว่าแม่เขาทำงานอะไร
(ยังมีปัญหากับอีเบอร์ อบต. อยู่ แม่เราเขาบอกว่าแม่เด็กต้องทำงานอยู่ อบต.แน่ ๆ)
- ขอบอกว่าร่มคันนี้ แม่เขาได้มาฟรีจาก อ.โสภณ แล้วที่บ้านเราก็มีร่มอยู่มากมาย
มหาศาลนะ
(เหนื่อยไหมกับที่ตามทวงร่มคืนเนี่ย นานาจิตตังนะ แต่ถ้าเป็นเรา อย่างน้อย ที่โทรผิด
เราจะไม่ใส่ใจเลยจริง ๆ คนโทรผิดมาเข้ามือถือ บ้านเรา ออกบ่อย มันน่าใส่ใจตรงไหน
ไม่เข้าใจจริง ๆ)

นี่คือตัวอย่างที่ดีของการไม่ปล่อยวาง
- ถ้าแม่เขาปล่อยวาง ก็ไม่ต้องอย่างข้างบน
- เรา ถ้าเราปล่อยวาง เราก็ไม่ต้องผิดความตั้งใจ (ตั้งใจจะไม่เล่นเน็ต ๗ วัน)

คุณลองไปคิดดูแล้วกัน ว่าคุณปล่อยวางได้ไหม
แล้วเห็นหรือยังว่าผลของการไม่ปล่อยวาง มันเป็นยังไง

..................
*****ที่บอกว่าจะแนะนำ
เชื่อเราเถอะค่ะ
ต่อให้คุณบอกตัวเอง และเชื่อมั่นว่าคุณสื่อสารดี ไม่มีที่ติ
ก็เป็นไปได้ว่าการสื่อสารก็อาจจะยังมีความผิดพลาดได้อยู่
ขี้เกียจเล่า แต่จะบอกว่าเราจบด้านนี้มาโดยตรง
แต่เราขอแนะนำ ดังนี้ (ไม่อิงทฤษฎีใด เอาตามที่เจอจริง)

เวลาฟัง

- อย่ารีบร้อน "ฟังให้จบก่อน" ค่อยแย้ง หรือตอบ หรือทำ ฯลฯ
- ถ้าเข้ารีบพูด บอกเขาว่า "พูดช้า ๆ"
- ตอนเขาพูด ถ้าว่างพอจดหัวข้อ (ประเด็น) ไว้ได้ ก็ต้องจด
มันช่วยได้มากเลยนะ (ช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเวลาให้เล่าใหม่ไง)

แต่เวลาจะพูด
- ถ้ามีอารมณ์ ควรรับรู้ว่าตัวเองมีอารมณ์
(ถ้ารู้ตัวว่าเวลาโมโห พูดแล้วหงุดหงิดกว่าเดิม ก็อย่าเพิ่งพูด ไปสงบสติอารมณ์ก่อนไป)
- ต่อให้คิดว่า "แม่น" ก็ควรเขียนโน้ตสั้น ๆ ไว้ (อาจดูเหมือนพวกความจำสั้น
แต่ขอให้คุณรู้ไว้เหอะ ว่าคนทุกคนมันก็ความจำสั้นทั้งนั้นแหละ ชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า)
ว่าจะพูดถึงอะไรบ้าง เรามีต้นฉบับอย่างนึงมาให้ดู ว่าคนที่ดูเหมือนน่าจะปากเก่ง
(เราเอง) ก็กลัวเรื่องการสื่อสารผิดพลาดเหมือนกัน หรือถ้าจะไม่ใช้คำว่ากลัว ก็คงต้อง
ใช้ว่า แค่อยากสื่อสารให้ดีไปเลย จะได้ไม่ทำให้ผู้ที่ต้องมาสื่อสารกับเรา
รู้สึกเสียเวลาเพราะต้องมาทนฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง อ่ะค่ะ (บอกตรง ๆ เรา่ค่อนข้างมั่นใจ
ว่าคนที่ตามอ่านบล็อกเรา ต้องรู้ว่า เราพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ใช่ไหมคะ บอกมาเถอะ
เราก็รู้ตัวว่ะ หลายครั้งนอกเรื่อง หลายครั้ง งง ๆ เพราะอีนังนี่(เรา)ก็งง เลยถ่ายทอดไป
แบบงง ๆ)

นี่คือที่เราร่างไว้คุยโทรศัพท์กับรุ่นพี่
เท้าความว่า ปกติเราเจอพี่ท่านนี้ ก็ทักทายเล็กน้อย ไม่เคยคุยกันเท่าไร ไม่สนิทเลย
เขาไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับพี่สาวเราด้วย อาศัยว่าเห็นหน้ากันบ่อย ๆ ตอนเดินเรียน
เคยไปรับทุนเหมือนเขา บางทีเขาเจอเรารดน้ำต้นไม้ในสวนวิทย์ ก็ทักทายบ้าง
(จริง ๆ คือ เขางงว่าเราทำอะไรอยู่) ก็เท่านั้น ไม่เคยถามเป็นวิชาการ ไม่เค๊ย ไม่เคย
พอเราตั้งใจจะสัมภาษณ์เขา (เพราะเขาได้เรียนหมอ เพื่อนเราก็อยากเรียนหมอหลายคน)
สัมภาษณ์แล้วจะได้เอามาแปะบอร์ดหน้าห้องให้เพื่อน ๆ ได้อ่านว่าคนเรียนหมอ เขาเป็น
อะไร ยังไงบ้าง เราก็เลยต้องร่างไอ้นี่ เป็นบทพูดเลย (บอกแล้ว ว่ากลัวเขาเสียเวลา
ที่ต้องมาคุยกับคนเพี้ยน ๆ แบบเรา)

p-tidapan

คลิกภาพไปอ่านจากไฟล์ภาพใหญ่เอง

อ่ะ ก็วันเดียว เรียบร้อยเลยอะนะ ที่สัมภาษณ์ไว้ อยู่นี่ เผื่อใครอยากอ่าน

แปะหน้าห้อง เพื่อน ๆ ฮือฮา ก็ดีใจอ่ะ ที่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้
(และสื่อสารได้ไม่เลวเลยทีเดียว ถ้าคุณรู้จักเรา จะรู้ว่าเรากลัวการโทรศัพท์หาผู้ใหญ่
มาก ๆ จริง ๆ กลัวไปหมดทุกคนแหละ ถ้าต้องโทรไปจะกลัวมาก ๆ แต่ถ้ารับสายจะเฉย ๆ
ว่ะ เราจึงไม่เคยคิดจะโทรไปหาใคร มันหลอน - หลอนบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทุกครั้งที่ต้องโทร
ไปไหน เราจะต้องร่างแบบนี้ไว้อ่ะ ชัดเจน ไม่ออกนอกเรื่อง ครบทุกประเด็นแน่นอน)

ถ้าจริง ๆ แม่เราเขายอมเสียเวลาสิบนาที
เพื่อร่างว่า ฝากหนูบอก ด.ช. ก ว่า "เอาร่มมาคืนครู ที่ห้องพักครู วันพรุ่งนี้
ตอนเก้าโมง ด้วยนะ"
คือร่างว่า
(จุดประสงค์) ฝากหนูช่วยบอก
(ใคร) ด.ช. ก
(อะไร ให้ทำอะไร) ให้เอาร่มมาคืน ครู...
(ที่ไหน) ที่ห้องพักครู
(เมื่อไร) พรุ่งนี้ ตอนเก้าโมง
(อย่างไร) หรือจะขอพูดสายกับ ด.ช. ก ก็ว่าไป
(((อะไรอีกก็ว่าไป))) ไม่ต้องพาดพิงไปสะเปะสะปะไปถึง ด.ช. ข และก็ไม่ต้องไป
บอกรายละเอียดมากมาย คุยโทรศัพท์ ถ้าไม่ใช่คุยแบบคิดถึงกัน ไม่ควรคุยยาว
มันน่ารำคาญ มันทำให้การสื่อสารผิดพลาด จากความอ่อนล้าได้

ตรงส่วนนี้ ขอแนะแค่นี้
จริง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจ
แบบจำลอง SMCR ของเบอร์โล (ที่เรียนจบมา
สุดท้ายจำได้แค่อันนี้ ก๊าก...) หรือไม่รู้ไม่เข้าใจทฤษฎีต่าง ๆ ด้านการสื่อสาร
แต่คุณก็สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ เพียงแค่ คุยเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น อ่ะค่ะ
แล้วอะไรปล่อยวางได้ ก็ปล่อยวางกันเถอะค่ะ เราก็อยากจะวางแล้ว พูดมาก น่ารำคาญ
(กลายเป็นการสื่อสารผิดพลาด เพราะโคตรไร้สาระ)

..........................

อ่ะ แถมหนังสือสองเล่มที่อยากแนะนำค่ะ

อยากให้อ่านจริง ๆ ค่ะ
ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิต ขอให้ได้อ่านและคิดตาม และถ้าทำตามได้ ก็จะยินดีด้วยค่ะ
(เราพยายามอยู่)

100100100

700

๗ร้อยกว่าหน้าค่ะ
อ่านยังไม่จบ แต่เท่าที่อ่านไป ประทับใจมาก
ที่ชีวิตนี้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

คุณเชื่อไหมคะ คนจะไม่มีดวงตาเห็นธรรม
อยู่กับหนังสือดี ๆ ก็ไม่มีทางเห็น
ป๋าเราได้หรือซื้อหนังสือเล่มนี้มา เราไม่แน่ใจ
แต่หนังสือเล่มนี้อยู่หน้ากระจกมาตั้งแต่ปี ๔๙ หรือ ๕๐ นู่นแหนะ
ไม่วาย ตอนป๋าจัดของ เมื่อต้นปีนี้เอง
อีนี่ (เราเอง) ก็ขอมาครอบครอง ตั้งใจจะมาอ่าน
(ทั้งบ้านไม่มีใครเคยอ่านหนังสือเล่มนี้)
แต่สุดท้ายดันเอาไปหนุนนอน
แถมบางช่วงก็ดันเอาไปรองวางหนังสือคอม
คน (เราเอง) มันมีตาหามีแววไม่ อ่ะค่ะ
พอได้อ่าน โห อึ้ง รู้สึกผิดจริง ๆ เลย ที่เคยเอาไปวางแบบนั้น
เราอ่านมาสักประมาณเดือนนึงมาแล้ว
พยายามอ่านทุกวัน วันละสองสามท่าน
อ่านแล้วได้แง่คิดมาก ๆ
ขอบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยรู้จักท่านพุทธทาสหรอกค่ะ
อ่านงานท่านที่ชื่อคู่มือมนุษย์
(ก็อ่านก่อนหน้านี้ไม่นานหรอก พี่นพ ที่รู้จัก แนะนำให้ไปอ่าน)
อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจค่ะ สับสนสิ้นดี และเครียดกว่าเก่า
เลยไม่ตามงานอื่นมาอ่านอีกเลย
แต่เดิมเคยรู้จักท่านพุทธทาสจากคุณแม่เพื่อน (แม่จุ๊บ) แม่เพื่อน
และคุณป๋าก็บอกว่า ท่านพุทธทาสเป็นปราชญ์ คำที่ใช้จึงอาจจะอ่านเข้าใจยาก
(โดยเฉพาะกับคนที่ห่างไกลศาสนาอย่างเรา ยิ่งเข้าใจยาก)

แต่พอได้มาอ่านเรื่องราวในหนังสือนี้ ทำให้เข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในแบบ
ของท่านมากขึ้น (ไม่รู้ใช้คำผิดหรือเปล่า เราไม่รู้จะพูดยังไง แต่เราขอบอกว่า
จากที่อ่านลูกศิษย์หรือผู้ที่พูดถึงท่านบอกเล่าในหนังสือ เราเข้าใจเลยอ่ะ ว่าจริง ๆ แล้ว
ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดจากอะไร เหมือนกับที่ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าปัญหาของเราคืออะไร)

อันนี้แล้วแต่คุณนะคะ แต่ถ้ามีโอกาส อยากให้ลองอ่านดู
แต่หากคุณมีเวลา อยากลองอ่านแค่ท่านเดียว แนะนำที่ท่าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขียนค่ะ
(แต่ถ้ามีเวลา อยากให้อ่านทุกท่าน ที่เห็นกระดาษอะไรรกเต็ม นั่นคือที่เราคั่นไว้ เพราะ
อ่านแล้วเข้าใจโลกเลยอ่ะค่ะ - จะเห็นว่า คั่นไว้เยอะมาก...)
........................

อีกเล่มคือ
wattanatam

ขอสั้น ๆ นะคะ พอดีหมดเวลาแล้ว (ต้องไปทำอย่างอื่น)
เราว่า คนไทยทุกคน ควรอ่านและปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้
เป็นหนังสือเล่มเล็กนิดเดียว
แต่ว่าแบบนี้แหละที่เราตามหามานานแล้ว


มีส่วนหนึ่งอยากยกตัวอย่าง
example

ที่ยกอันนี้ เพราะเดี๋ยวนี้คนบางคน ไม่รู้กาละเทศะแล้ว
ตอนแม่เราผ่าตัดเนื้องอกในสมองใหม่ ๆ
พักที่ห้อง... จำไม่ได้อ่ะ (ห้องคู่)
มีลูกศิษย์และญาติลูกศิษย์ ของแม่
เขาแห่กันไปเยี่ยม ประมาณ ๗ คน
เราซึ้งใจมาก...
ซึ่งแค่แห่กันมา (คนเพิ่งผ่าตัดใหม่ ๆ จะแห่กันมาทำไม)
เราก็โมโหจะแย่แล้ว (แต่ทำอะไรไม่ได้ แม่ด่า หาว่าไม่มีมารยาท - เหรอ!)
ไม่วาย อีน้องคนนึง เล่าให้ฟังว่า
"อาจารย์ ห้องนี้แหละ จำได้ ...ชื่อ... เขาตายอ่ะอาจารย์ นอนเตียงนี้เลย"
(หน้าตาแบบไม่ได้แกล้ง พาซื่อมาก ญาติ ๆ เขาก็แตกตื่น จะเล่าทำไมก็ไม่เข้าใจ)
แล้วไงคะ พวกนี้มากลางวัน แล้วก็ไป
เรากับแม่นอนไม่หลับเลย กลัว (คือไม่ได้กรี๊ดกร๊าด แต่พอรู้มันก็อดกลัวไม่ได้)
เราจึงอยากให้ช่วยคิดว่า ตกลง มันมาเยี่ยมแล้วเล่าแบบนี้ให้หายไวไว หรือ
มาฆ่าทางอ้อมกันแน่วะเนี่ย

ใครมีนิสัยแบบนี้ ขอให้เลิกนะคะ บาปกรรมมันจะตามทัน
ถ้าผีเจาะปากมาพูด วันหลังอย่าไปเยี่ยมใครค่ะ
หรืออ่านไฟล์ภาพที่เราเอามาฝากอีกครั้ง แล้วจำไว้ ว่าเวลาไปเยี่ยมคนป่วย ต้องทำยังไง

วันนี้ไปแล้วค่ะ
ขอให้โชคดีค่ะ ถ้ามีโอกาส ขอชวนให้ลองศึกษาธรรมะ
(ศึกษาธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปเข้าวัด หรือซื้อหนังสือมาอ่าน เท่านั้นนะคะ)
แล้วแต่ทุกท่านนะคะ ทุกท่านต้องกำหนดทางเดินของตัวเองอยู่แล้ว

[เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ๖:๕๔ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒]-ต้องเขียนเพราะพอมาแก้ไขที
วันที่ จะถูกเปลี่ยน สวัสดีค่ะ
.........................
กรณีภาพด้านบนหาย
นี่คือภาพเหล่านั้น

1 ความคิดเห็น:

  1. ถ้าภาพด้านบนหาย กดดูได้จากที่นี่ค่ะ

    http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/blog/IMG_4272.jpg

    http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/blog/IMG_4274.jpg

    http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/blog/IMG_4275.jpg

    http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/blog/IMG_4276.jpg

    http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/blog/IMG_4277.jpg

    ตอบลบ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม