วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฆ่าตัวตาย

ไอเดียเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเราได้จากที่คุยกับคุณป๋าเมื่อสองวันก่อน (เราคุยกับคุณป๋าทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องชีวิต หรือเรื่องผู้ชาย สารพัดเรื่องคุยได้หมด ซึ่งป๋าก็ไม่เคยว่าเรา ยกเว้นเรื่องเรียน ก๊าก... บอกแค่ว่าให้ไปสู้เท่านั้นแหละ)



...........................



เวลาที่คุณพูดกับคนอื่น ว่า "อยากตาย"



แน่นอน ทุกคนต้องระแวงแล้วว่าคุณอาจจะฆ่าตัวตาย



และเชื่อว่าทุกคนจะบอกคุณว่า

"อย่าเลย การฆ่าตัวตายเป็นบาปหนักมาก"



แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

เพราะอะไรน่ะเหรอ



ก็เพราะว่ามันไม่มีทางออก หรือไม่มีแม้แต่ทางเลือกให้เขาเลือกไป



เพราะถ้ามี เขาคงเลือกที่จะไปทางเหล่านั้นมากกว่าที่จะตาย



เราขอสรุปก่อนแล้วกันว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก

ยังไงซะ อย่าทำเลย ขอร้องว่าอย่าทำ


(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ถ้าไม่เชื่อ หรือไม่แน่ใจ ช่วยเอาข้อมูลไปตรวจสอบให้ด้วย เพราะเราฟังมางี้ และบางส่วนเราอ่านมา)

แบบที่ ๑ รู้มาจากการอ่านเรื่องสแกนกรรม ฆ่าตัวตาย คือ การทำให้ตายก่อนถึงเวลาตายจริง เนื่องจากยังมีอายุเหลือ ก็เลยทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ ต้องอยู่ตรงที่ที่ตายไปจนกว่าอายุจริงจะหมด หรือจนกว่าจะมีญาติทำพิธีเชิญวิญญาณไป ซึ่งไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเชิญวิญญาณไปได้ ถ้าไม่มีใครทำให้ก็คือต้องอยู่ตรงนั้นไป (ยิ่งกว่าติดคุกอีก)

แบบที่ ๒ อันนี้ป๋าเล่า ว่าฟังมาอีกต่อ ขอไม่ใส่แหล่งอ้างอิง เพราะเราไม่ได้ฟังมาตรง ๆ ป๋าบอกว่า คนที่ฆ่าตัวตาย จะไม่มีทางได้รับส่วนกุศลจากการตักบาตรทำบุญตามปกติ ถึงญาติจะทำบุญไปให้มากมายมหาศาลแค่ไหน ผลบุญเหล่านั้นก็ไม่มีทางมาถึงผู้ที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งจะต้องอดอยากลำบากมาก (แย่กว่ายากจนอีก) ทำอะไรก็ไม่ได้ จะได้รับบุญได้ก็แค่จากการที่คนอื่น (ผู้ที่สามารถ) ทำการภาวนาบุญให้ (ประมาณต้องนั่งวิปัสนา ทำนองนี้หรือเปล่า หรือเราจำคำผิด แต่ประมาณนี้แหละ) ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ ไม่ได้ทำได้ทุกคน ถ้าไม่มีใครที่สามารถมาทำให้ ก็ทรมานไปจนหมดอายุขัยจริงนั่นแหละ



รู้แค่นี้ก็หลอนแล้ว แย่กว่าจนกว่าติดคุกอีก



แต่คนหลายคนก็ยังเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

วันก่อนฟังข่าวเด็ก ที่กระโดดตึกที่ ร.ร. อันนี้สะเทือนใจมาก แล้วพอวันรุ่งขึ้นเจอเพื่อนที่เป็นพยาบาล เพื่อนเล่าให้ฟัง ว่ามีคนไข้ที่ป่วยด้วยอาการทางจิต จะมากระโดดตึกที่โรงพยาบาล (เลียนแบบ) หมอต้องมาเกลี้ยกล่อมตั้งนาน แล้วก็ยังมีอดีตผู้นำเกาหลีใต้ ที่โดดหน้าผาตาย (เรื่องจริงเป็นไงไม่มีใครรู้นอกจากเขาเท่านั้น) ทำให้เห็นว่า ยังไงซะก็ยังมีคนฆ่าตัวตายอยู่



เหตุผลก็คงล้านแปด แต่อย่างน้อยคือ เขาอาจจะไม่รู้ เหตุผลสองแบบที่เราเล่า ซึ่งเรารู้แล้วเรากลัวมาก เพราะเราต้องการอิสรภาพ หากหลุดจากโลกนี้ แต่โลกหน้าต้องถูกจองจำ ขอทนในโลกนี้ดีกว่า เพราะเป็นคน ยังทำอะไรได้มากมาย แต่เราเข้าใจนะ ว่าการที่ทำให้คนเลือกที่จะตายมากกว่าที่จะอยู่ ส่วนใหญ่ ไม่น่ามีข้ออ้างเดียว (คือน่าจะมีหลายปัจจัยที่ประดังเข้ามา จนเขาไม่มีสติยั้งคิดมากกว่า - ยกเว้นกรณีป่วยทางจิต ที่บางทีอาจไม่มีปัจจัยอะไรให้ฆ่าตัวตายเลย แต่ก็ฆ่าตัวตาย เพียงเพราะเข้าใจว่าตัวเองบินได้ อะไรทำนองนี้) เราเดาว่าอาจจะมีลูกหนี้บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากถูกเจ้าหนี้ฆ่า (เราว่าถูกเจ้าหนี้ฆ่า ก็น่าจะดีกว่านะคะ อย่างน้อยก็ตามกรรมแหละค่ะ ยิ่งฆ่าตัวตายหนี้ก็ต้องไปชดใช้ แถมก่อนจะได้ไปชดใช้ยังต้องถูกจองจำ ณ ตรงนั้น ไปจนกว่าจะหมดอายุขัยอีก เอาว่าอย่าคิดเลยค่ะ เราก็แค่จูงใจว่าอย่าฆ่าตัวตายเลย จริง ๆ คุณอย่าสร้างหนี้เลย จะดีที่สุด)



เลิกคุยดีกว่า สรุปว่า ที่เราต้องการจะบอกคุณผู้อ่านก็คือ อย่าฆ่าตัวตายเลยค่ะ (หนีไม่พ้นค่ะ)

และไม่ต้องไปฆ่าใครตาย เราคิดว่ามนุษย์ทุกคนน่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ลำบากนัก หากมีความเกรงอกเกรงใจซึ่งกันมากกว่านี้

.......................................



หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกคน มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เป็นผลมาจากกรรมเก่า และการตัดสินใจที่จะทำอะไรลงไป (ซึ่งน่าจะเป็นกรรมใหม่ ตามความรู้สึกของเรา)

ทุกคนโดนหมด (เราเชื่อว่าทุกคน อยู่ที่ว่าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่เชื่อเท่านั้นเอง)



อย่างที่เรียนโทไม่จบสักที (ณ ตอนนี้ยังไม่จบ และไม่มีใครรู้ เราก็ไม่รู้) ก็น่าจะเป็นผลกรรมมาแต่ชาติปางไหน เราไม่ขอรู้ แต่ก็สู้อยู่ (สู้กับตัวเอง) เพราะบอกตรง ๆ ไม่อยากเรียนแล้วจริง ๆ และรู้สึกตัดสินใจผิดมาก ๆ แต่ก็ไม่คิดจะไปหาแพะ หรือโยนบาปให้ใคร เพราะมันคงเป็นวิบากกรรม มีดีมีชั่วปนกันมา (ไม่ได้ชั่วอย่างเดียว)



ขอยกเรื่องคนอื่น เพราะเรื่องของเราจริง ๆ เล่าไปบ่อยแล้ว ไม่อยากเล่า เบื่อ!



คนคนนึง ที่เรียนต่อ เพราะยังไม่อยากทำงานเต็มตัว (มีงานทำอยู่แล้ว) ซึ่งเหมือนมาเรียนชิว ๆ เพื่อจะเอาคำว่า จบปริญญาโท แต่ทำไปทำมา ทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ และคำว่าเรียน ปโท คอยตอกย้ำ ถูกคนใกล้ตัวดูถูก (ง่าย ๆ ทำไมไม่รีบ ๆ ไปทำให้จบ) ซ้ำเติม (เรียนไปทำไม เรียนแล้วก็ไม่ได้ช่วยปรับเรื่องงาน) ตลอดมา ซึ่งตัวมันกดดันมาก พอเราได้รู้ เราก็เศร้าไปกับมัน (แต่ช่วยไรไม่ได้ เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน) บางครั้งการที่ไม่รู้อะไรให้ถ่องแท้ ไม่รู้ผลดีผลเสีย ไม่รู้จักอะไรทุกด้าน ก็ทำให้ผิดหวังแบบนี้ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม พยายามศึกษาผลกระทบก่อน (ขอให้ทำความรู้จักกับข้อดี ข้อเสียของมันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกทำ จะได้ไม่ต้องมานั่งหดหู่แบบเรา) 





เราคงไม่คิดย้อนเวลา เพราะมันเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเราแนะนำใครได้ เราขอแนะนำคนที่มีอำนาจ (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ว่า

คุณควรสนับสนุนให้ลูกทำงาน (ไม่ใช่ทำเอาหน้า หรือทำเพื่อสร้างภาพ)

ให้ทำตั้งแต่เด็ก ๆ เลยจะยิ่งดี อย่างน้อยคือมัธยมควรได้ทำ

และพออยู่มหาวิทยาลัยให้ทำระดับบริษัทหรือหน่วยงานที่มีใบรับรอง




จะได้ไม่ต้องมาเป็นแบบนี้ หรือแย่กว่านี้ ตรงที่ อุตส่าห์จบตั้ง ปโท แต่ดันไม่มีประสบการณ์ เพราะสุดท้าย มันก็ตกงานเหมือนกัน



เอาว่ารู้มาว่า เรียนเก่ง จบโท*แล้ว แต่ไม่มีประสบการณ์ ตอนนี้กำลังตกงาน บ้างก็ทำได้แป๊บเดียว เพราะเข้าไปก็โดนด่าเรื่องทำงานไม่เป็น แถมถูกดูถูกอีกเพราะว่าจบโท ถ้าจบวุฒิต่ำกว่านี้ก็โดนด่าน้อยกว่านี้ มั้ง!

*= มีหลายคน จากหลาย ๆ ด้านปน ๆ กัน เท่าที่เรารู้จัก



บางทีเราว่าแต่ละบริษัท น่าจะออกข้อควรปฏิบัติเป็นหางว่าวเลยดีกว่านะ ว่าคนที่ทำงานในตำแหน่งนี้ ต้องทำอะไรได้บ้าง จะได้ลดคำว่าประสบการณ์ได้บ้าง ก๊าก... (รอให้เราตั้งบริษัทก่อนแล้วกัน) แต่โดยส่วนตัวของเรา เราชอบแบบนี้ เราชอบที่ที่มีกฎ ที่ทุกคนในฐานะเดียวกัน ต้องยึดกฎเดียวกัน เพื่อความยุติธรรมและเสมอภาค ก๊าก... ไปและ โชคดีค่ะ



ปล.ยังหายใจอยู่ก็คือโชคดีแล้วค่ะ สู้ต่อไปนะคะ เพราะขอยืนยันว่า ทุกคนมีปัญหาหมด อยู่ที่ว่า คุณจะอยู่กับปัญหาแล้วค่อย ๆ หาทางแก้ไข หรือจะหนีปัญหา เพื่อจะได้ไปเจอกับปัญหาใหม่ที่หมดหนทางแก้ไข

ถ้าเราเป็นปัญหาของใคร ก็ขอโทษด้วย ลืม ๆ เราไปซะเถอะ เพราะ ณ ตอนนี้ เรารู้ว่าเราคงทำได้แค่นี้แหละ พยายามที่สุดแล้ว (บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น) แต่เหมือนว่าความพยายามของเราจะสวนทางกันเสมอ ต่อไปถ้าไม่เห็นมีปฏิกิริยา ก็ขอให้เข้าใจตามนี้ เราขอวางเฉยแล้วดีกว่า ไม่อยากให้ใครเป็นบาป เพราะปัญหาปากท้องเรา(ไส้แห้ง)ของเราก็ยังอยู่ เราคงไม่คิดหาเหาใส่หัวเพิ่มหรอกค่ะ(ไม่เอาหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนใดใดทั้งสิ้น) บางทีทั้งหมดนี้เราอาจจะคิดไปเองคนเดียวก็ได้  เดี๋ยวก็คงจะเลิกคิดไปเอง เพราะแค่นี้ก็หลอกตัวเองมามากพอแล้ว เลื่อนลอย และไร้จุดหมาย (หมายถึงตัวเราเอง ที่ไร้จุดหมาย คงเป็นจุดหมายให้ใครไม่ได้หรอก)

โอ๊ย อีบ้า จะเครียดอะไรนักหนา แค่นี้ยังเครียดไม่พอใช่ไหม เอาให้สุด ๆ ไปเลย ให้บ้าไปเลย

วิบากกรรมของเราค่ะ (ต้องเจอสิ่งนี้กันทุกคน แต่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าทำอะไรไว้ กรรมใครกรรมมัน)

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม