วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

สิ่งที่อยากให้มี อยากให้ทำ เขียนรวดเดียวเลย (ใบรายการของที่ต้องซื้อเข้าบ้าน, บันทึกบทเรียน)

อยากเขียนมาก
แต่ขี้เกียจมาพิมพ์

๑. ใบรายการเช็คของที่จะต้องซื้อเข้าบ้าน
พอดีเราทำเอง แล้วเราคิดว่ามันเป็นประโยชน์มาก ๆ ซึ่งบางคนอาจจะทำอยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ทำ เพราะไม่ได้คิดว่าสำคัญอะไร
พอดีมันเกิดจากว่า เวลาไปห้างหรือตลาดนัด แล้วพอกลับถึงบ้านมักจะนึกได้ว่าลืมซื้อนั่นนี่ ซึ่งบางทีมันก็ลืมจริง ๆ เพราะลืมคิด เราเลยนั่งลิสต์รายการเลยว่าในบ้านมีอะไรที่ต้องซื้อบ้าง ซึ่งเราจะแผ่รายการทั้งหมดให้ดูคงเป็นเรื่องที่ไม่สะดวก(ใจ)นัก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวและมียี่ห้อของซึ่งอาจเป็นการโฆษณา (ไม่ได้ตังค์ ไม่โฆษณาให้อ่ะ ก๊าก...) เลยจะมายกตัวอย่างแค่แบบเป็นรายการทั่วไป
ตอนนี้มีแค่สองแบบ ได้แก่ แบบอะไรที่กินได้ กับ แบบอะไรที่กินไม่ได้

แบบอะไรที่กินได้
- ข้าวสาร
- น้ำปลา
- ซีอิ้วขาว
- กระเทียม
- เต้าหู้ไข่
- ไข่ไก่
- น้ำผลไม้
- ปลาทู
ฯลฯ ประมาณนี้

แบบอะไรที่กินไม่ได้
- ผงซักฟอก
- ยาสระผม
- สบู่
- ยาสีฟัน
- น้ำยาล้างจาน
- กระดาษทิชชู
ฯลฯ

ไอ้ใบรายการสองใบนี้ เราไว้ดูเป็นหลักไง อ่านรายการของแล้วก็วิ่งไปดูของจริงในชั้นวาง (บางอย่างก็อยู่ในหลืบในรูไม่ได้มีชั้นอยู่สวยงามนักหรอก ก๊าก...) ว่ามีอะไรหมดไหม ถ้าหมด ก็จดลงกระดาษเปล่าอีกใบ ไว้เลยว่า คราวหน้าไปห้างไปตลาดต้องซื้อกลับมาด้วย (---ใบที่๑)

นอกจากอะไรที่ต้องซื้อเข้าบ้านประจำ เราจะมีใบจดของที่อยากซื้อด้วย (---ใบที่๒) ตย.ของที่อยากซื้อ เช่น เลเซอร์ปรินเตอร์! เอ็มพีสามเพลย์เยอร์ไว้เปิดเพลงให้แม่แทนเครื่องของเรา ลวดทอง ชั้นวางของ ฯลฯ จดแล้วใส่ในกระเป๋าตังค์ไว้เลย ไม่ว่าไปไหน ก็เอาติดไปด้วย พอเข้าห้าง ไปตลาด ก็เปิดดูเลย (เปิดดูทั้งสองใบ) แล้วถ้าเจอของ (ที่มีปัญญาซื้อหามาได้ก่อน) ก็ซื้อเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลานึก (ถ้าลืมซื้อ แปลว่าไม่ยอมเอากระดาษที่จดไป หรือไม่ก็คือไม่ยอมเปิดดู กร๊าก...) เราว่ามันแก้เรื่องเดินเรื่อยเปื่อยได้ดีมาก แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงไม่ค่อยชอบแบบนี้หรอก ผู้หญิงชอบเดินเรื่อยเปื่อย ดูของทุกร้าน ทุกมุม ทุกซุ้มมากกว่า เพลินดี แต่เราไม่ค่อยชอบอ่ะ (ชอบบ้างเป็นบางทีเช่นเวลาเครียด ๆ จะชอบดูของสวย ๆ งาม ๆ แก้เครียด ถ้าได้มาก็จะยิ่งหายเครียด -แต่ของสวย ๆ งาม ๆ ของเราไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ก๊าก... แต่ส่วนใหญ่ไม่ชอบเดินหรอก เพราะถ้าไม่คิดจะซื้อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะเสียเวลาเดินไปทำไม สู้ไปเดินวิ่งมาราธอนดีกว่า ก๊าก...)

๒. บันทึกบทเรียนไว้ทีดิ (นึกถึงสองเรื่อง คือ เรื่องแจกเช็คสองพัน กับเรื่องย้ายที่จัดงานโอทอป)
แจกเช็คเนี่ย ทำให้เรานึกถึงว่า จริง ๆ การจะจัดงานใหญ่ ๆ ในสถานที่ใดสักที่ เขาน่าจะมีการถามคนพื้นที่ หรือ ไปลองนอนเกลือกกลิ้งในสถานที่จริงสัก 1 วันเต็ม เพื่อดูผลที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า อย่างตอนนี้เราคิดว่าคนจัดงานเขารู้แล้วว่าปัญหา ในเรื่องสถานที่ เรื่องเจ้าหน้าที่ เรื่องคนที่มา เรื่องอากาศ เรื่องฯลฯ มันมีอะไรบ้าง เขาน่าจะจดไว้ หรือมีการบันทึกเตือน คนหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะจัดงานลักษณะนี้หรือในสถานที่นี้อีก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (ซึ่งเราสังเกตว่า ส่วนใหญ่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ ไม่รู้ว่าไม่ใส่ใจ หรือว่าไม่เห็นใจ หรือว่าคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือยังไง) ถ้ามีการบันทึกเตือนไว้ อะไร ๆ มันก็น่าจะดีขึ้น และไม่ต้องเสียอารมณ์ เสียเวลา เสียความรู้สึก

ส่วนกรณีเรื่องย้ายที่จัดงานโอทอปน่ะ ไม่รู้จะเขียนไง รู้แต่เห็นใจคนขายของจริง ๆ แม่เราอยากไปดู ป๋ายังไม่ให้ไปเลย ร้อนตับแตก ป๋ากลัวว่าเดี๋ยวแม่เราจะไม่สบาย (ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรง ขยันจะเที่ยวจริง ๆ เลย ?!!!) บทเรียนนี้ควรฝังลงหัวกบาลใคร ใครควรรับผิดชอบ เรานึกถึงเรื่องผลประโยชน์อ่ะ มีใครได้รับผลประโยชน์จากการย้ายที่จัดหรือเปล่า ไม่รู้เลย แต่เราคุย ๆ กับป๋าแล้ว ป๋าพูดถึงว่า จะย้ายที่จัด ต้องถามความสมัครใจจากคนที่จะมาขาย (ไม่รู้เขาทำป่าว เพราะไม่รู้!) คือคุยกันเยอะแต่เราจำไม่ได้ เราจำได้แค่ว่า ทีหลังคนจัดงานควรมีอะไรเป็นหลักประกัน เช่น ถ้าเขามาแล้วขายไม่ได้เพราะไม่มีคนมางานเลย คนจัดงานต้องรับผิดชอบ! (แต่ถ้ามีคนมาเดินซื้อมากมาย แต่ไม่ซื้อของร้านเขา อย่างนั้นไม่เป็นไร ถือว่าคนไม่อยากซื้อเอง แต่ถ้าไม่มีคนมาซื้อเลย เพราะสถานที่จัดงานไม่เหมาะสมอย่างนี้ คนจัดงานต้องรับผิดชอบ เห็นคนขายคนนึงพูดแล้ว เศร้าใจ เขาบอกว่า "ต่างกันกับปีก่อน ๆ อย่างกับนรกกับสวรรค์") คนจัดงานจำใส่กะลาหัวไว้เลยนะคะ

เราเป็นคนนึงที่ชอบบันทึกบทเรียนมาก เพราะเราไม่ต้องการให้ใครต้องเสียเวลานับหนึ่งในเรื่องที่เราเคยนับ (บางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์ความรู้สึก มานับหนึ่งใหม่ทุกครั้งไปหรอก สิ้นเปลือง งี่เง่า) คนอื่นเขาจะได้เอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาให้อะไร ๆ มันดีขึ้น เพราะบางคนที่ไม่เคยทำ ย่อมไม่เคยรู้ปัญหา ถ้าเรารู้แล้วเราบอกเขา มันก็จะทำให้เขาไม่ต้องมาเสียเวลา (เสียเยอะมาก) จะได้ไปได้ไว ๆ ทำได้เป็นที่ถูกอกถูกใจ (เพราะไม่ต้องมาเจอปัญหาเดิม ๆ ที่เราเคยเจอมาแล้ว) ดีกับทุกฝ่าย และคนที่ได้เรียนรู้อะไรจากใคร ควรขอบคุณเขาด้วย ที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลา
ตย. ประสบการณ์การจัดงานไหว้ครูของเอกเรา (พอปีต่อมาก็ง่ายขึ้น ขอบอกว่าง่ายขึ้นมาก ๆ เพราะไม่ต้องไปเสียเวลากับปัญหาเดิม ๆ แล้ว ดูเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้จาก tag วันไหว้ครู)


แถม MV เนื้อเพลงฮา ๆ ปลาส่งมาให้ไปดู ขอบอก เราดูไปขำก๊ากไป ตลกมา ๆ เลย เอาไว้ให้ฮา ๆ กันค่ะ (อาจมีคนไม่ฮา แต่เราฮาอ่ะ)

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม