วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดดู (อย่าเพิ่งตั้งกำแพงนะคะคุณผู้อ่าน อ่านก่อน ๆ)

ลองมีใครมาพูดต่อหน้าเรา
พูดอะไร?
พูดให้เราเปลี่ยนความคิดซะ
เราจะตั้งกำแพงกับเขาทันที
แม้ว่าเหตุผลของเขา จะเป็นสิ่งที่ถูกก็ตามทีเถอะ

คงไม่มีชาวโลกคนใดชอบให้ใครมาบอก (จ้ำจี้จ้ำใช) ว่าสิ่งที่เราคิด (หรือเราเป็น หรือเราทำ) นั้นเป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยน
ยิ่งถ้าพูดตรง ๆ นี่ สะอึกเลย

อย่าว่าว่าเป็นอคติของเราเลยค่ะ เชื่อเราเถอะ ว่าไม่มีใครชอบเลยจริง ๆ

แต่อย่างน้อย เราเป็นบ้าอย่างนึงนะ เวลาใครด่า ว่า ติ มาเป็นข้อความในกระดาษเนี่ย (หรือเป็นข้อความใน หน้าเว็บ หน้าอีเมล หน้ากระทู้ หน้าบล็อก หน้าบ้าหน้าบอ) เราจะเฉย ๆ และเหมือนจะทำใจยอมรับได้มากกว่าการพูดตรง ๆ อาจเพราะ
๑) มีหลักฐานว่าโดนด่าจริง ๆ
๒) มันไม่มีการเผชิญหน้า ไม่ได้ยินเสียงจริง ไม่ได้เห็นหน้าตาตอนเขาพูดด่า
๓) เขาไม่เห็นเราชักสีหน้าใส่
๔) ...?!@#$%

หลายครั้งเราคิดได้จากการอ่านหนังสือ หนังสือที่เราอ่าน ที่ไม่ใช่แม้แต่หนังสือธรรมะ หนังสืออะไรก็ได้ อาจให้แง่คิดกับเราได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน
(?)
...
ปกติ เราจะเกลียด "คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น" เกลียดมาก ๆ ถ้าเห็นกับตาว่ามันเอาเปรียบ เราจะตอกกลับให้หน้าหงายไปเลย (อาจด้วยคำพูด ด่าตรง ๆ กระแทกแดกดัน หรืออื่น ๆ เท่าที่คิดออก) ครั้งนึงแทบจะกระชากหัวอีคนที่แย่งแท็กซี่ที่อ่อนนุช โชคดีที่มันตัวใหญ่กว่า เลยไม่ทำ (กลัวว่าจากที่จะไปตบเขา จะกลายเป็นถูกเขาตบแทน)

วันนี้ หลังวางบัตรคิวให้แม่ ขณะเรากับแม่กำลังจะเดินออกจากอาคารว่องวาณิช เพื่อไปกินข้าวกัน ก็มองเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินไปถึงประตูแล้ว และประตูต้องใช้ดึงหรือผลัก แต่เขากลับมองมาทางเรา แล้วยืนเฉย ๆ เหมือนว่าจะยังไม่ออก (เขาไม่เปิดประตู ไม่อะไรทั้งสิ้น ยืนเฉย ๆ) แต่สัญชาติญาณของเรา บอกเราว่า "อีนี่วอนซะแล้ว"

ปกติ แม่เราเขาชอบเดินแซงเราเพื่อมาเปิดประตูให้เราอ่ะ แต่คราวนี้เราต้องรีบแซงแม่ เพราะบานประตูที่แม่กำลังจะเปิด คือบานที่ติดอีนั่น อีนั่นต้องออกตามแม่เราทันทีแน่นอน

เราบอกแม่ไปว่า "แม่ไม่ต้องเปิด ออกทางนี้"
และก็เป็นอย่างที่เราคิดคือ พอเราออก และจับประตูไว้ให้แม่ออก
อีนั่น (ที่ตอนแรก ยืนรออยู่ที่ประตู เพราะมันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู) มันก็รีบแจ้นออกมาเลย

ขอบอก ในวินาทีนั้น เราคิดอยู่สองอย่างคือ
๑) จับประตูกระแทกหน้ามัน (คนอ่านคิด โห อีนังเจ้าของบล็อกนี้โหดเหี้ยมอำมหิตมาก ๆ)
๒) ด่าพฤติกรรมชั่ว ๆ ของมัน ให้มันได้ยิน

ภายในเวลาเสี้ยววินาที เราตัดสินใจทำสิ่งที่สอง เพราะว่า อย่างแรก มันเสี่ยง
๑) เดี๋ยวโดนแม่เรา เพราะว่ามันเดินติดแม่เรามาก
๒) เราไม่อยากให้ใครทำแบบนี้กับเรา กลัวกรรมตามทัน
๓) อาจมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่มันไม่อยู่ฟังเราด่าหรอก มันโกยตีนหมาวิ่งห้าร้อยเมตรไปเลย เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วมาก เราเพิ่งด่าไปได้แค่ "เห็นแก่ตัวว่ะ" ยังไม่ทันได้ด่าว่า "แค่ประตูยังไม่มีปัญญาเปิดเอง" เลย (ที่มันไปเร็วมากน่ะ ใครจะอมพระ อมโบสถ์ อมวิหารมาพูด เราก็ไม่เชื่อหรอก ว่า "มันรีบ" เพราะว่ามันไปยืนรออยู่หน้าประตูได้ตั้งหลายวินาที และที่สำคัญ เราดูเจตนาออก ว่ามันไม่อยากจับหูประตูเพื่อเปิดประตู ซึ่งถ้าหากเรากับแม่ไม่ได้กำลังจะเดินออกเหมือนมัน มันก็คงต้องเปิดออกไปเอง หรือไม่งั้นมันก็อาจจะยืนรอคนอื่นให้มาเปิดประตูให้มัน - โห อนามัยจัดไปป่าวยะหล่อน ฉันคิดว่าหูประตูน่ะ ยังสะอาดกว่าจิตใจของหล่อนเสียอีก)

เชื่อไหม เรื่อง แอ๊บ โซ หลูด เทรช โฮล เอ๊ย! แค่เนี๊ยะ ทำเราหงุดหงิดไปตลอดทางที่เดิน ตอนซื้อข้าว ตอนกินข้าว ตอนคืนคูปอง จนถึงตอนเดินกลับเข้าตึกว่องวาณิชก็ยังไม่หายหงุดหงิด แต่ไม่ได้แสดงอาการมากมาย เรารู้! รู้ว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า - ยอมรับเถอะค่ะ ว่าหลายคนท่องประโยคนี้ได้ แต่ทำใจตามนี้ไม่ได้ (เช่นเรา ณ ตอนนั้น เป็นต้น)

จนตอนรอห้องฉายแสง ช่วงรอเนี่ย เรามักจะเอาหนังสือไปอ่านทุกวัน หนังสือธรรมะบ้าง หนังสือบ้าบ้าบอบอ หรือเอากระดาษมาวาดรูปเล่นบ้าง วันนี้เราเอา GRAMMAR AND WORD STUDY NEW-REVISED EDITION 1991 2534 ผู้แต่งคือ วินิจ ธนวิทยาพล และ สมถวิล (จำเริญกิจ) ธนวิทยาพล ที่น้าต๋อยเพื่อนแม่มอบให้เรากับเอมาหลายปีแล้ว (ขอบคุณน้าต๋อยมากเลยค่ะ หนังสือดีมาก ๆ ถึงเก่าแต่เก๋าสุด ๆ) เพิ่งเอามาอ่าน อ่านมาเรื่อย ๆ

เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วหายโกรธคนที่ประตูตะกี้อ่ะ เป็นปลิดทิ้งเลย

(คนอ่านงง อ่านแกรมม่าแล้วมันน่าจะหายโกรธได้ตรงไหนเนี่ย!)

พอดีหน้านึง (หน้า 236) มีคติเตือนใจว่า
Treat everybody with politeness, even those who are rude to you. For remember that you show courtesy to others not because they are gentlemen but because you are one.
แปลว่า
จงปฏิบัติต่อทุก ๆ คนด้วยความสุภาพเถิด แม้ว่าเขาจะหยาบคายต่อเจ้าก็ตาม จำไว้เสมอว่าเจ้าแสดงความสุภาพอ่อนน้อมต่อเขาเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสุภาพชนดอก แต่เพราะเจ้าต่างหากที่เป็นสุภาพชน
อ่านแล้วซาบซึ้งมาก ๆ
คือนี่แหละที่บอกว่าอยากให้เปลี่ยนอ่ะ

ไม่ว่าคุณจะมีความคิดก่อนหน้านี้ เหมือนเรา ไม่เหมือนเรา หรือไม่เหมือนใครเลย
ก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพเถอะค่ะ คิดแบบนี้ซะ สบายใจ แล้วเราก็ไม่ต้องไปสถุลเหมือนมันด้วย

เราไม่ใช่สุภาพชนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ
แต่ที่เรารู้ก็คือ เราไม่ต้องการให้ใครมาปฏิบัติแย่ ๆ กับเรา ดังนั้นเราจะไม่ปฏิบัติแย่ ๆ กับใคร (ก่อน) ก๊าก...
อย่างน้อยที่สุด ควรจะมีวิจารณญาณกับทุกเรื่องค่ะ คิดง่าย ๆ เลยนะ จะได้ไม่ต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว
เรื่องของการรู้จักใช้วิจารณญาณ
ต้องคิดว่า
- สิ่งนี้ ดีสำหรับเราไหม?
- สิ่งนี้ ดีสำหรับทุกคนไหม?
ต้องดีสำหรับเราและสำหรับทุกคนด้วย ถึงลุยทำไปได้เลย
(แต่ถ้าดีสำหรับเราอย่างเดียว อย่าทำ เพราะมันคือ เห็นแก่ตัว
)
เราจำและทำเสมอ
รู้มาจากตอนฟัง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา บรรยาย

เอาเถอะค่ะ ค่อย ๆ พยายามกันไป

ไม่มีใครดีไปเสียทุกอย่างหรอกค่ะ
แต่ถ้าหากคุณทำสิ่งเดียวสิ่งนี้ได้ ก็โอเคแล้ว นั้นคือ "อย่าทำความชั่ว"
อันนี้ได้ฟังมาจากคุณต้อย เศรษฐา ศิระฉายา ในวันประกาศผลไนน์เอนเตอร์เทน (พอดีที่บ้านเขาเปิดไปแป๊บนึงตอนคุณต้อยพูด แบบว่ากินใจมาก ๆ แต่ไม่ได้ฟังทั้งหมด ทันฟังมาแค่นี้)

แค่อย่าทำชั่วก็ถือว่าได้ทำดีแล้ว

จบไงดีวันนี้???
อ๋อ จบที่นี่ดีกว่า
รีดเด๋อ (สรรสาระ : Reader's Digest) ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ มาแล้ว เรายังอ่านไม่จบ แต่เท่าที่อ่านไปแล้ว ขอบอกมีสองเรื่องที่ถูกใจอย่างแรง เรื่องแรก (เอามือถือถ่ายรูปมาฝากด้วย ขนาดใหญ่ อ่านได้) ใครชอบก็ไปซื้อมาอ่านเองนะคะ แค่นี้ก็กลัวเขาจะฟ้องเอาแล้ว แต่นะนะ มันเป็นเรื่องสั้น ๆ และคิดว่าน่าจะเป็นจุดโฆษณาให้หนังสือได้บ้าง (แม้เราจะไม่ได้เงินจากการโฆษณา แถมป๋าเรายังต้องเสียเงินจากการเป็นสมาชิกหนังสืออีก ก๊าก...)

เป็นเรื่องที่บอกว่า


ความรักทำให้หัวใจแข็งแรงค่ะ

เราขอยืนยัน (เดี๊ยนรับรอง) ว่าความรักทำให้หัวใจแข็งแรงได้จริง ๆ ยิ่งพอเห็นมีลงในหนังสือ ก็เลยต้องเอามาอ้างอิง แต่ยังไงซะ ก็ขอให้เป็นรักที่แท้จริงนะคะ ไม่ใช่แค่การเขียนคำว่ารัก หรือการพูดคำว่ารัก แต่ออกมาจากจิตใจชั่ว ๆ อันนี้อาจทำให้หัวใจรั่ว มั่วซั่ว เอิ๊ก ๆ เชื่อเถอะค่ะ ไม่ต้องถึงกับเห็นพ้องตามหน้านี้ทั้งหมด (พอดีมันมีเรื่องเซ็กซ์ด้วย) จริง ๆ เพียงแค่คุณเปิดใจรักคนทั้งโลกด้วยความจริงใจ ปรารถนาที่จะเห็นเขามีความสุข เห็นเขาพ้นทุกข์ หัวใจของคุณก็จะแข็งแรงขึ้น กว่าที่จะไปเที่ยวเกลียดชังชาวบ้าน แก่ง่าย ตายไว หัวใจสลาย

อีกเรื่องคือ "๔๑ ประเด็น (หรือคำว่าไรไม่แน่ใจ หนังสือไม่ได้วางแถวนี้ ขี้เกียจเดิน) ที่หมออยากบอก"
ขอบอก ชอบมาก อยากให้รีดเดอร์ไดเจสต์ ตามทำทุกอาชีพมาลงเลย เราชอบมาก ๆ
แม้สมัยเด็ก ๆ เราจะเกลียดหมอมาก (เพราะเคยโดนหมอไซโคใส่ หาว่าเราสร้างโรคให้ตัวเอง) สมัยที่เพลงกลิ่นโรงพยาบาลของพาราด็อกซ์ดังน่ะ นั่นเพลงโปรดของเราเลยนะ ก๊าก.. ตอนนี้ไม่แล้ว หมอเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป เราก็ทำหน้าที่ของเราไป ไม่เห็นต้องเกลียดอะไร จริงไหม
เท่าที่อ่านเนื้อหาอ่ะนะ เราเข้าใจหมอทุกข้อเลย (เช่น หมอก็ต้องผ่อนบ้านเหมือนคุณ) อะไรทำนองนี้ และเห็นด้วยทุกข้อด้วย (เช่น หมอก็ต้องไม่บกพร่องในหน้าที่การเป็นพ่อเหมือนกัน) ไม่เคยเป็นแบบที่เขียนเลยด้วย (เช่น คนไข้ที่บอกว่า ห้ามพ่อผมเป็นอะไรนะ ถ้าพ่อผมเป็นอะไร คุณมีปัญหาแน่ เราไม่เคยกดดันหมอ ---และเราผ่านความรู้สึกลักษณะนี้มาได้ เพราะคิดได้ว่า ทุกคนก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างน้อยเราก็เรียนรู้มาว่า คำพูดหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นแรงกดดัน ไม่เป็นผลดีกับเรา เราจึงไม่คิดจะไปกดดันคนอื่นเช่นกัน)

ลองอ่านดู แล้วคุณจะเข้าใจหมอมากขึ้น (อ้อนวอน ๆ รีดเด๋อ ทำหลาย ๆ อาชีพนะ นะ อยากอ่าน ชอบ ๆ)
นิตยสารหัวอื่นจะทำก็ได้นะ แต่เราไม่ได้ซื้ออ่าน (ถ้าไม่มาบอก เราก็คงไม่รู้ เพราะเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินซื้อหนังสือวารสารนิตยสารได้ยกแผง ถ้าอยากให้ซื้อเล่มไหนก็มาคอมเม้นต์บอกแล้วกัน จะได้ไปซื้อ) ก๊าก...

ไปแล้ว เจอกันเมื่อเราคิดอะไรออก

แถมหน่อย ตอนเขียนเอนทรี่นี้ เรากำลังฟังเพลงนี้อยู่
http://www.imeem.com/bentadin/music/cTTzN5Vp/toy-music-tune/
ชื่อเพลงความหมายดีอ่ะ
(ชื่อเพลง พอจะเข้ากับจุดประสงค์ของการเขียนเนื้อหาในเอนทรี่นี้) เนื้อหาของเพลงก็งดงามดี แต่ไม่ได้ตรงเตริงอะไรกับชีวิัตเราเลย พอดีเพิ่งได้ฟัง (สารพัดจะแชร์ไอมีมมา หลายท่านเลยอ่ะ ขยันแชร์กันจริง แบบว่าเข้าใจนะ ว่าหลายครั้งมันเป็นแค่พฤติกรรมการเพิ่มจำนวนตัวนับการเพลย์เพลง โดยทำการ "ส่งกราดเพลงนั้น ๆ ไปให้คนอื่น ๆ แม้จะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้จัก ก็ไม่สน ตูจะส่งอ่ะ ไมวะ" จนตอนนี้มันมากองเยอะแยะเต็มอินบอกซ์ไปหมด เราฟังไม่หวาดไม่ไหว ฟังจนจะอ้วกเป็นเพลงแล้ว -ที่ไปลองกดฟัง เพราะพอดีช่วงนี้ไม่มีเพลงฟัง กร๊าก... แซว แต่ยังไงซะก็ส่ง ๆ กันไปเถอะ ฟังไม่ฟังมันก็เรื่องของเรา ไม่มีใครบังคับ)

แต่ก็นะ เพลงรักหรือจะสู้ความรักจริง ๆ ได้ ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีใครเขียนหรือร้องเพลงรักให้ได้ฟังอีกแล้ว (เรื่องสมมติ if if น่ะ เพราะรู้ว่าความจริง มันเป็นไปไม่ได้!) เราก็แต่งเพลงรักของเราเองร้องเองฟังเองก็ได้
เพราะเรารู้ตัวว่า เรามีความรัก เรามีคนที่เรารัก และเรามีคนที่รักเรา

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม