เข้าเรื่องดีกว่า
วันนี้มี สามเรื่องหลัก ๆ ที่อยากเล่า
๑) ต้มสาคูไว้กินเล่น
๒) แรงที่ผลักดันให้เราอยากจะหันไปกินมังสวิรัส
๓) เกิดเป็นหญิง แท้จริงแสนลำบาก (ใครเห็นชื่อเอ็มวันนี้ นี่แหละเหตุผล)
...
๑) ต้มสาคูไว้กินเล่น
ตอนแม่เราเจ็บคอ กลืนอะไรไม่ได้ (ผ่านมานานพอสมควร) ป้าเรา เลยเอาสาคูมาฝาก เพราะสาคูมันลื่น ๆ ดี ป้าเขาจะมาต้มให้เลย แต่เราบอกว่าอย่าเพิ่งต้มเพราะว่าแม่เขายังไม่อยากกิน
ป้าเขาเลยถามว่า "อีหนู ต้มเป็นไหม?"
เรา "เป็นค่ะ"
ป้า "งั้นแม่เขาจะกินเมื่อไร ก็ต้มให้เขากินแล้วกัน"
เรา "ได้ค่ะ"
แล้วแม่ก็ไม่เชื่อว่าเราต้มเป็น เขาโทรไปถามป้าว่าต้มยังไง แล้วสุดท้ายก็ยังไม่ต้มอยู่ดี ไม่เห็นว่าแม่เขาจะอยากกินเลย เราก็เลยไม่ต้มเพราะก็ไม่อยากกินเหมือนกัน
วันนี้ก็เลยลองเอามาต้ม (เก็บนานเดี๋ยวลืม)
ขอบอก จริง ๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันต้มยังไง (คิด: แค่สาคูต้ม จะยากตรงไหน ถ้าเขาให้เราทำอาหารอิตาเลี่ยนก็ว่าไปอย่าง)
รู้แต่ ต้มน้ำให้เดือด โยนสาคูลงไป มันสุกเมื่อไร ก็แปลว่ากินได้ น้ำเชื่อม จะปรุงยังไง และแต่ศรัทธา
ก๊าก...
เราคิดสร้างสูตรง่าย ๆ ของเราเอง
สาคูกู้อี้จู้??? หรือ จะชื่ออะไรก็แล้วแต่จะเรียก
แน่นอน อุปกรณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง อันได้แก่ หม้อน้อย แต่ไม่ใช้ทัพพีก็ได้ ใช้ช้อนสะดวกกว่า
๑) ใส่น้ำประมาณ ๘ ทัพพี (กะเอาเถอะ เราก็เทส่งเดช) ใส่หม้อน้อย ตั้งไฟให้เดือด
๒) ตักสาคู (อันนี้เม็ดเล็กมาก) ๑ ช้อนโต๊ะ ใส่ในน้ำเดือด
๓) ถ้าว่างมาก ก็เอาช้อนกวนก็ได้ แต่ถ้าไม่ว่างก็ปล่อยมันไป เดี๋ยวมันก็ติดกันเป็นสาคูใส้หมูเอง
๔) ขอบอก ตอนแรกเราก็กะไม่ถูกว่ะว่าสุกยัง? เราเลยตักมากินแล้วก็พบว่ามันยังไม่สุก (สังเกตได้จากจุดขาว ๆ ใจกลางเม็ดสาคู ถ้าเห็นมี คือ ยังไม่สุก)
๕) พอสุกใสแจ๋วแหวว เราก็ตักน้ำตาลทราย ๑ ช้อน (ไม่รู้ช้อนโต๊ะหรือเปล่า แต่ไม่เกินหนึ่งช้อนโต๊ะแน่นอน และไม่น่าใช่ช้อนชา พอดีมันเป็นช้อนตักน้ำตาลอ่ะ ไม่รู้ว่าเท่าไร แต่ยังไงก็อย่าใส่น้ำตาลเยอะแล้วกัน เดี๋ยวเบาหวานกินตาย) ใครจะใช้น้ำหวานแทนก็แล้วแต่ชอบ เทแค่นิดเดียวก่อน แล้วลองชิมดู
๖) ละลายดีแล้ว ปิดไฟ แล้วเอามากิน กินแก้เครียด ก็อร่อยดี สูตรนี้กินได้คนเดียว แถมไม่อิ่มด้วย ก๊าก...


ไร้สาระว่ะ ก๊าก...
ไว้วันหลัง เราจะลองเอาสาคูไปทำ อะไรก็ได้ สูตรยังไงก็ได้ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ฉบับอาหารคาว ดูบ้าง หลังจากที่มีคนเอาไปทำของหวาน และอาหารว่าง (สาคูใส้คุณหมูอ้วน)
เออ จริง ๆ เราทำให้แม่กินแหละ แต่แม่เขาตักกินไปแค่คำเดียว แล้วบอกว่า "ลืมใส่น้ำตาลใช่ไหม?" แล้วก็ไม่กินอีก บอกว่าอิ่มแล้ว เราเลยกินเองจนหมด มันคงจืดไปอ่ะ แต่ทำไงได้ เราว่าแบบนี้มันดีต่อสุขภาพอ่ะ
คนเรามักจะเลือกกินสิ่งที่ถูกใจ มากกว่าถูก...อะไรดี ถูกกับร่างกาย=ดีต่อสุขภาพ เอิ๊ก ๆ
๒) แรงที่ผลักดันให้เราอยากจะหันไปกินมังสวิรัส
เราทำอาหารมาหลายเดือนแล้ว เนื้อสัตว์ก็หั่น ๆ สับ ๆ บ้าง แต่ดีอย่างที่บ้านเราไม่กินสัตว์ใหญ่ (แม่เขาถือ กินแต่ไก่ หมู ปลาน้ำจืด - อาหารทะเลไม่กิน แม่เขาแพ้) แต่การที่เราได้หั่นบางอย่างมันทำให้เราไม่อยากกินเนื้อสัตว์แล้ว เพราะเครียด มันมาจากตอนที่เรา ล้างปลาช่อน (ที่เขาสับหัวแบะเป็นสองซีก) ตอนมันไม่สุก มันไม่น่ากิน มันลื่น ๆ กลิ่นเหม็นคาวมาก เลือดไหลซึม เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเวลาต้องเอามีดสับมันเป็นชิ้น ๆ แต่วันนี้หนักสุด เราล้างตับหมู มันดิ้นมาก ๆ หั่นยาก กลัวหั่นเอามือตัวเอง (ทุกวันนี้ยังใช้มีดแบบเก้เก้กังกัง เพราะเราหวาดระแวงมีด!!! ที่สำคัญ เราปอกผลไม้ไม่ได้เรื่อง ไม่คิดจะปอกด้วย เราจะกินแต่อะไรที่ไม่ต้องปอก เช่น กล้วยน้ำว้า ก๊าก...) ต่อ ๆ ตอนหั่นตับ เลือดมันไหลซึม ไหลซึม ไหลซึม เหม็นมาก มันทำให้เรารู้สึกว่า ไม่อยากจะกินแล้ว
ในฐานะคนกินอ่ะ ก็จะได้เห็นแต่อะไรที่อร่อย ๆ
แต่พอมาอยู่ ในฐานะคนทำอาหาร ถึงได้รู้ว่ามันทรมานมาก ๆ นึกไปถึงตอนสัตว์มันถูกฆ่าตายอ่ะ จะว่าเราบ้าก็บ้าอ่ะนะ ทำไงได้ ก็มันบรื๋ยอ่ะ
แต่เราก็คงไม่สุดโต่งหรอก ยังไงก็ยังต้องกินเพื่อเอาสารอาหาร
เออ พอดีเรามีโอกาสได้ลดการกินเนื้อสัตว์อาทิตย์ละหลายวันอยู่ คือ แม่เราเขาอธิษฐานไว้นานแล้ว ว่าถ้าหายป่วยมาได้ จะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกวันโกน วันพระ และวันอาทิตย์ (เป็นวันเกิดเขา) ในหนึ่งเดือนจึงมีวันเหล่านี้เยอะมาก เราต้องทำอาหารมังสวิรัสให้แม่ ก็เลยต้องกินด้วย (ที่ผ่านมาเราค่อนข้างรำคาญ เพราะเราจำวันโกนวันพระไม่ได้ พอเราลืมทำอาหารมังสวิรัส แม่เขาก็จะเครียด ๆ ว่าเราทำให้เขาต้องกินเนื้อสัตว์ แต่ตอนนี้เรามีแรงผลักแล้ว ที่สำคัญ เราทำปฏิทินวันโกนวันพระเองเสร็จสรรพ์ ต่อไปคงจะไม่ลืมแล้ว มีแรงผลักให้อยากกินแล้วด้วย)
แถมนิด มันเป็นเรื่องแทรก
เราว่า การทำอาหารให้อร่อย แบบง่าย ๆ ก็คือ แค่ใส่ซอสปรุงรส ตราเด็กสมบูรณ์ อ่ะ เจ๋งมาก หอมอร่อยมาก ๆ อย่าหาว่าโฆษณาเลย ไว้เราได้ลองซอสยี่ห้ออื่นแล้วเราจะมาโฆษณาให้บ้างแล้วกัน (ซอสเจเท่านั้น ไม่เจ ไม่ลอง)
๓) เกิดเป็นหญิง แท้จริงแสนลำบาก (ใครเห็นชื่อเอ็มวันนี้ นี่แหละเหตุผล)
คนเรามักจะเลือกกินสิ่งที่ถูกใจ มากกว่าถูก...อะไรดี ถูกกับร่างกาย=ดีต่อสุขภาพ เอิ๊ก ๆ
๒) แรงที่ผลักดันให้เราอยากจะหันไปกินมังสวิรัส
เราทำอาหารมาหลายเดือนแล้ว เนื้อสัตว์ก็หั่น ๆ สับ ๆ บ้าง แต่ดีอย่างที่บ้านเราไม่กินสัตว์ใหญ่ (แม่เขาถือ กินแต่ไก่ หมู ปลาน้ำจืด - อาหารทะเลไม่กิน แม่เขาแพ้) แต่การที่เราได้หั่นบางอย่างมันทำให้เราไม่อยากกินเนื้อสัตว์แล้ว เพราะเครียด มันมาจากตอนที่เรา ล้างปลาช่อน (ที่เขาสับหัวแบะเป็นสองซีก) ตอนมันไม่สุก มันไม่น่ากิน มันลื่น ๆ กลิ่นเหม็นคาวมาก เลือดไหลซึม เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเวลาต้องเอามีดสับมันเป็นชิ้น ๆ แต่วันนี้หนักสุด เราล้างตับหมู มันดิ้นมาก ๆ หั่นยาก กลัวหั่นเอามือตัวเอง (ทุกวันนี้ยังใช้มีดแบบเก้เก้กังกัง เพราะเราหวาดระแวงมีด!!! ที่สำคัญ เราปอกผลไม้ไม่ได้เรื่อง ไม่คิดจะปอกด้วย เราจะกินแต่อะไรที่ไม่ต้องปอก เช่น กล้วยน้ำว้า ก๊าก...) ต่อ ๆ ตอนหั่นตับ เลือดมันไหลซึม ไหลซึม ไหลซึม เหม็นมาก มันทำให้เรารู้สึกว่า ไม่อยากจะกินแล้ว
ในฐานะคนกินอ่ะ ก็จะได้เห็นแต่อะไรที่อร่อย ๆ
แต่พอมาอยู่ ในฐานะคนทำอาหาร ถึงได้รู้ว่ามันทรมานมาก ๆ นึกไปถึงตอนสัตว์มันถูกฆ่าตายอ่ะ จะว่าเราบ้าก็บ้าอ่ะนะ ทำไงได้ ก็มันบรื๋ยอ่ะ
แต่เราก็คงไม่สุดโต่งหรอก ยังไงก็ยังต้องกินเพื่อเอาสารอาหาร
เออ พอดีเรามีโอกาสได้ลดการกินเนื้อสัตว์อาทิตย์ละหลายวันอยู่ คือ แม่เราเขาอธิษฐานไว้นานแล้ว ว่าถ้าหายป่วยมาได้ จะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกวันโกน วันพระ และวันอาทิตย์ (เป็นวันเกิดเขา) ในหนึ่งเดือนจึงมีวันเหล่านี้เยอะมาก เราต้องทำอาหารมังสวิรัสให้แม่ ก็เลยต้องกินด้วย (ที่ผ่านมาเราค่อนข้างรำคาญ เพราะเราจำวันโกนวันพระไม่ได้ พอเราลืมทำอาหารมังสวิรัส แม่เขาก็จะเครียด ๆ ว่าเราทำให้เขาต้องกินเนื้อสัตว์ แต่ตอนนี้เรามีแรงผลักแล้ว ที่สำคัญ เราทำปฏิทินวันโกนวันพระเองเสร็จสรรพ์ ต่อไปคงจะไม่ลืมแล้ว มีแรงผลักให้อยากกินแล้วด้วย)
แถมนิด มันเป็นเรื่องแทรก
เราว่า การทำอาหารให้อร่อย แบบง่าย ๆ ก็คือ แค่ใส่ซอสปรุงรส ตราเด็กสมบูรณ์ อ่ะ เจ๋งมาก หอมอร่อยมาก ๆ อย่าหาว่าโฆษณาเลย ไว้เราได้ลองซอสยี่ห้ออื่นแล้วเราจะมาโฆษณาให้บ้างแล้วกัน (ซอสเจเท่านั้น ไม่เจ ไม่ลอง)
๓) เกิดเป็นหญิง แท้จริงแสนลำบาก (ใครเห็นชื่อเอ็มวันนี้ นี่แหละเหตุผล)
แต่จะบอกว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่เรื่องมาก (โดยส่วนใหญ่) ทำให้ผู้หญิงต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน (เพราะถ้าไม่ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ภารกิจมันจะไม่เสร็จ)
เรื่องมันมีอยู่ว่า เราเป็นผู้หญิง และเราก็เป็นคนเรื่องมาก ที่ผ่านมา เราชอบทำอะไรที่เราคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน เช่น มือรีดเสื้อ หูฟังวิทยุ ตาดูโทรทัศน์ ปากบ่นให้เอซังฟัง เอาพัดลมตั้งไว้ข้างหลังเพื่อเป่าผม (ห้าภารกิจ) หรือไม่ก็ คุยเอ็ม เขียนบล็อก เปิดเป็นสิบ ๆ แท็บ ดูกระทู้นั้นนี้นู้น แต่อันนี้แหละสอนบทเรียนยิ่งใหญ่มาก คือ ขณะที่เราเขียนบล็อก (ที่ไหน จำไม่ได้ แต่ไม่มีออโต้เซฟ) เราก็กดไปคุยเอ็ม กดไปอ่านกระทู้ แต่ขณะที่เราปิดกระทู้ เรากดผิดอัน เราจึงไปปิดหน้าที่เราเขียนบล็อกอยู่ เหตุการณ์วันนั้นทำให้เราเปลี่ยนมาทำอะไรทีละอย่าง (เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น) (แต่ตอนนี้ก็เปิดทิ้งไว้ ๙ tab!)
ล้างจาน ก็ล้างทีละใบ? (เคยเห็นป่ะ ล้างแล้วไปวางที่เก็บทีละใบ ไม่ใช่ล้างซ้อน ๆ ไว้ แล้วค่อยยกไปเก็บทีเดียว)
ทำกับข้าวอยู่ ก็จะทำอย่างนั้น ใครให้ทำอะไร ก็จะบอกให้รอไปก่อน
ทำทีละอย่าง เพราะ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
แต่ที่บ้านเราจะว่าเรา ว่าเราทำอะไรช้ามาก ช้ามาก ๆ โคตรช้าสุด ๆ
เราเลยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับแม่สองคน เราทำกับข้าวอย่างนึงอยู่ แม่ก็จะเดินมาบอกว่า อยากกินนี่ด้วย อยากกินนั่นด้วย กินเสร็จล้างจานอยู่ แม่ก็บอกว่าอยากซักผ้านวมด้วย เราก็แจ้นไปเปิดน้ำใส่เครื่องซักผ้า พอเอาผ้ามาคลี่ กลายเป็นที่นอน ไม่ใช่ผ้านวม (แล้วน้ำในเครื่องจะทำไง) เราก็ไปแบกเสื้อมาซัก (ทั้งที่นี่งานหลักของเอ) ซักสิบกว่าตัว (กะซักรอบเดียว) แม่บอกว่าทำไมไม่ซักให้หมด (เถียงกันหลายประโยค แล้วเราก็ไปแบกมาซักอีก) กลับมาล้างจาน ล้างจานเสร็จ ระหว่างรอเครื่องปั่น เราวิ่งไปตั้งน้ำ สักพักวิ่งมาหมักหมู น้ำเดือดวิ่งไปใส่สาคู วิ่งไปเอาผ้าขึ้น วิ่งไปกวนสาคู วิ่งไปเอาผ้าลง
สาละวนมาก และเหนื่อยด้วย แต่งานก็ได้ครบเท่าที่ต้องได้ (สาคูนี่เป็นแผนของเรา เราจะทำ เราต้องได้ทำ เหมือนเขียนบล็อก เราจะเขียน เราต้องได้เขียน ยกเว้นมันไม่ไหวจริง ๆ ซึ่งเราหาทางออกไว้แล้ว)
นี่แหละ ที่เราอยากบอก ว่าผู้หญิงอ่ะ ต่างกับผู้ชายตรงนี้
ผู้ชาย ชิว ๆ เรื่องน้อย บางคนก็ไม่ใส่ใจอะไรเลย ไม่รับผิดชอบงานอะไรเลย (งานที่ไม่ได้เงิน) ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ก็เลยไม่ค่อยมีภารกิจฟิชโช่ ในขณะที่ผู้หญิงอย่างเรามีบ้าบอคอแตกต้องใส่ใจตลอด เลยโคตรลำบาก มันเยอะมากจนไม่สามารถทำทีละอย่างได้ จึงต้องทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน
ทางที่ดี เราควรเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนเรื่องน้อย เริ่มที่ตัวเอง เพราะคนเราควรเข้มงวดกับตัวเอง และอย่าไปเข้มงวดกับคนอื่น ควรคิดแบบนี้และทำแบบนี้ให้ได้ สังคมจะได้สงบสุข
เรากะว่า ถ้าเราไม่มีเวลามาสาธยายเรื่องบ๊อง ๆ ลงบล็อก (เชื่อว่าคนอ่านก็คงขี้เกียจอ่านเหมือนกัน) เราจะไปบ่นบ้าบอใน ทวิตเตอร์แทนแล้ว (จากที่ไม่เคยอยากเล่นมันเลย เพราะมองไม่เห็นประโยชน์)
พอดี เราไม่ค่อยอยากตอบคำถาม
What are you doing?
กับใครต่อใคร นักหรอกนะ(มันเหมือนอยู่กับตัวเองไม่ได้)
แต่ก็นะ เราคงไม่ต้องเถรตรงขนาดนั้นก็ได้
เปลี่ยน ๆ
ถ้าเราจะใช้มัน เพื่อบอกใคร ๆ ว่า



น่าจะลองทำสาคูบ้างนะเนี่ยเรา ทำไป ฟังวิทยุออนไลน์ ไป
ตอบลบ