วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ยายแอมชวนชิม วันนี้ขอเสนอเมนู "อะไรก็ได้ สูตรยังไงก็ได้ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ภาค ลองทำดูดิ"

คนอ่านเจอหัวข้อเอนทรี่ คงงงว่าเจ้าของบล็อกคงบ้าส่งท้ายปีเก่า

แม่นแล้ว! แต่ถึงเราจะบ้า ก็ไม่ไร้สาระนะยะ

ถ้าคุณเคยอ่านที่อื่น ๆ มาบ้าง คงพอจะทราบว่า แต่เดิม เราทำอาหารไม่เป็นเลย ย้ำว่าไม่เป็นเลย แต่ในที่นี้หมายถึงทำแบบที่เป็นเมนูที่มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว ที่มนุษย์ปกติคนอื่น ๆ เขาทำอ่ะนะ เช่น พวกผัดผัก แกงจืดหมูสับ กระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัดอเมริกัน ฯลฯ เราทำไม่เป็นเลย (แต่เราหุงข้าวเป็นนะ เพราะทำมานานแล้ว นานพอ ๆ กับล้างจาน ตั้งแต่สมัยประถม)

แต่ลึก ๆ เราชอบทำอาหาร (เราชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง อยากทำเป็นทุกอย่าง ไม่อยากรอพึ่งใคร เกิดเป็นคนต้องพึ่งตัวเองก่อน จำไว้!!!) โดยทำตามสูตรของเราเอง ก็ไม่พ้น มาม่า ไวไว ยำยำ แล้วก็เครื่องกระป๋อง บ้าบ้าบอบอที่พอทำเสร็จ มันก็จะได้ชื่อเมนูว่า "อะไรก็ได้ สูตรยังไงก็ได้"
(แต่ถึงจะดูทุเรศทุรัง แต่เรากินหมดทุกครั้งนะ เพราะเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราทำลงไปอ่ะ ที่สำคัญคือมันไม่ได้แย่ถึงขั้นที่กินไม่ได้เลยหรอก เ้ราไม่เคยทำออกมาแย่ถึงขนาดนั้น : ที่ต้องกินให้หมด เพื่อสอนตัวเองว่า ทีหลังต้องพัฒนาฝีมือให้มากกว่านี้ ถ้าไม่พัฒนา แกก็ต้องกินอาหารรสมะละแหม่งอย่างนี้ไปตลอดชาติแน่นอน แต่พอทำมาเรื่อย ๆ มันก็โอเคขึ้น ถ้าเรียนรู้ว่ามันไม่ดีไม่อร่อยตรงไหน แล้วรู้จักปรับปรุง มันก็ต้องดีขึ้น เออขอบอก ๆ เราไม่ชอบเครื่องปรุงที่เป็นซอง ๆ ที่ให้มาอ่ะ ไม่ชอบกินผงชูรส ไม่เชื่อในรสอูมามิว่ามันถือเป็นรสที่ห้า ไม่ชอบรสใดรสหนึ่งเป็นพิเศษ "ไม่ชอบหวาน เปรี้ยวนี่เกลียดมาก เค็ม ขม เลยสักรส" ส่วนใหญ่อาหารของเราจะจืดจางมาก แต่เราก็กิน แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่า คำว่า อร่อย จริง ๆ แล้วแปลว่าอะไร รู้แต่ว่าถ้ากินแล้วอยากกินอีกแปลว่าอร่อย แต่ถ้าให้กินแบบนั้นทุกมื้อ ทุกวัน เราคงไม่ไหวหรอก โลกนี้มีของกินอีกมากมาย กินสลับกันบ้างก็ได้ ของกินไม่ใช่ผัวเมียที่จะเปลี่ยนไม่ได้ ว่าไปนั่น!!!) ซึ่งเรามักจะได้ทำอาหาร ตอนที่อยู่บ้านคนเดียว เพราะถ้าอยู่กันทั้งบ้าน แม่เขาไม่ให้ทำ : ไม่ให้เราเปิดแก๊ส ไม่ให้จับมีด ไม่ให้ออกไปซื้อของ ไม่ให้ทำอะไรเลย จนเราเป็นง่อย และสันหลังยาว ไปแล้ว (ความเป็นแม่บ้านเสื่อมถอยถึงขีดสุด)

พอตอนนี้แม่ไม่สบาย

เราจึงไม่พลาด ที่จะยึดครัวเป็นของเรา (อยากมานานแล้ว ก๊าก...)

แต่แน่นอน ว่า คนที่ไม่เคยทำอาหาร ถึงดูรายการทีวี แต่ดูแบบผ่าน ๆ พอถึงเวลาต้องทำจริง ๆ มันก็นึกไม่ออก ทำไม่ถูก เริ่มต้นไม่ถูก ไม่รู้ต้องใส่อะไรก่อนหลัง ใส่อะไรเท่าไร ใส่ไปแล้วจะเกิดอะไร (เช่น ไฟไหม้กระทะ น้ำมันกระเด็น หม้อระเบิด ฯลฯ) วันแรกที่ทำอาหารอย่างเป็นทางการคือวันที่แม่ออกจากโรงพยาบาล วันนั้น เราเป็นลูกมือของป๋า แต่เป็นคนลงมือทำเกือบทั้งหมดโดยมีป๋ายืนชี้นิ้วบอก ซึ่งโอเค แบบนี้ชอบ เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเราจึงต้องการผู้กำกับมาก ๆ

หลังจากนั้นมา เราก็ตะลุยทำพวกผัดผัก (ปรุงแค่ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลติ๊ดนึง ใส่กระเทียมมาก ๆ เพราะเราชอบกิน - ก่อนนี้ไม่ชอบ เพราะว่าไม่ชอบกระเทียมไหม้ ๆ พอได้ทำเอง เราก็แค่ไม่ให้มันไหม้อ่ะ) แม่ชอบฝีมือผัดคะน้าของเรามาก ๆ แม่ชอบเพราะเราใส่น้ำมันน้ิอย (ป๋าบอกว่าน้อย มันกระด้าง) แต่เราว่ามันพอดีแล้ว ไม่รู้เราเอาอะไรมาวัด แต่เรารู้สึกว่า เราอ่านหนังสือสุขภาพเยอะนะ (รีดเด๋ออ่ะมีบอกประจำ ชอบมาก) เราคิดว่าแค่นั้นโอเคพอที่วิตามินเอมันจะออกมาแล้ว ที่สำคัญ เราเป็นคนล้างจาน เราเบื่อจานมัน ๆ อ่ะ เพราะถ้าคนเอาจานมาวางซ้อนส่งเดช มันจะทำให้จานชามอันอื่นมันตามไปด้วย (เห็นใจคนล้างจานหน่อยเดะ) แบบว่าเราเป็นคนล้างจานเวอร์ ล้างนานมาก (มีรายละเอียดเยอะ งี่เง่า แต่ทำไงได้ เราชอบแบบนี้อ่ะ)

จริง ๆ ตอนนี้ ก็ยังถือว่าเราทำอาหารเป็นน้อย
(คือแปลว่า ดีกว่าทำไม่เป็นหน่อยนึง แต่ก็ดีน้อยกว่าทำได้ดี หรือ ทำเก่ง)
ซึ่งเราขอเรียกตัวเราเองว่า เป็นคนที่ไม่กลัวที่จะต้องทำอาหารดีกว่า เพราะ เรามีสามัญสำนึกพอที่จะรู้ว่า อะไรกินได้ อะไรกินดี อะไรกินได้แต่ไม่ดี ถ้ามีสูตรให้หน่อย (เช่น ตำราอาหาร ที่ถึงแม้เขียนไม่ค่อยละเอียด ชอบเขียนให้เหวี่ยงทุกอย่างลงไปในหม้อพร้อมกันหมด ซึ่งในความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นเหรอ!!!) ก็ถือว่าโอเคแล้ว ส่วนคำว่าอร่อย มันแล้วแต่คนว่ะ จริง ๆ นะ ไม่มีอร่อยใดที่ถือเป็นสากลหรอก อย่างมากก็วัดจากที่คนส่วนใหญ่เขายอมรับว่าอร่อยแบบไหน เช่น อร่อยแบบสูตรของท่านนี้ อร่อยแบบชาววัง อร่อยแบบชาวบ้าน

ก็ค่อย ๆ ลองทำกันไป

เรียนรู้ความผิดพลาดกันไป

ไม่มีใครทำถูกทุกอย่างหรอก

ยิ่งถ้าไม่เคยทำมาก่อน แล้วจะให้ทำถูกเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้ จริงไหม??? (ถ้าทำถูก คนเขาก็ว่า "ฟลุ๊ค")

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น

เพราะถ้าคุณกลัว คุณก็จะไม่มีวันทำมันเป็น
(เราเชื่อว่า คงมีคนพูดแบบนี้มาหลายคนแล้ว ซึ่งคุณผู้อ่านน่ะ อาจคิดตามไปบ้าง ไม่สนใจบ้าง เห็นจนชินจนเบื่อไปแล้วบ้าง แต่ขอให้รู้ไว้เถอะ ว่าคำนี้มันจะมีความหมายมาก เมื่อคุณเป็นคนพูดคำนี้ออกมาเอง)

เออ แต่สำหรับคนเรื่องมาก เรื่องมากสุด ๆ ขอให้ฝึกทำอาหารให้เป็นซะ เพราะ ไม่มีใครอยากทำอะไรตามใจคนแค่คนเดียวหรอก มันงี่เง่า และถ้ามีใครมาเรื่องมากกับอาหารที่เราทำ เราจะพูดว่า "ไม่พอใจ ก็ไปทำกินเอง" จบ ก๊าก...
(อธิบายเพิ่มว่า มันคือ กรณีที่เราทำอาหารได้ถูกใจคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่คนคนเดียวมาโวยวาย แบบนั้น เราจะถือว่า คนแค่คนเดียว ดันเป็นคนเรื่องมากเอง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเรา เพราะเราต้องทำตามมาตรฐานของเรา "ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาโอเค" ถูกไหม?)

เป็นคนเรื่องน้อย (คนแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เช่น เรา ก๊าก...) โอนอ่อนผ่อนตามซะบ้างเถอะค่ะ
แล้วจะพบว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แย่นักหรอก เนอะ
..........

ร่ายมาซะยาว จริง ๆ จะมาเล่าวิธีการทำอาหารที่เราชอบกิน
เด่น ๆ เลยนะ ขอสาธยายนิดนึง ว่ามีอะไรที่เราชอบกินบ้าง
อาหารไทยเนี่ย เยอะแยะ ชอบอาหารไทยสุด ๆ แล้ว คือเหมาว่า อาหารที่มีกินในเมืองไทยมานานแล้วอ่ะนะ
อาหารฝรั่ง ชอบซุปครีมเห็ด ?
อาหารญี่ปุ่น ชอบไข่ตุ๋น ??
ไปกันใหญ่แล้วอีนี่
คือจะบอกว่า เคยไปกินสะเต็ก สะปาเกตตี้ อะไรบ้าบอคอแตก บอกตรง ๆ ไม่ชอบ ถึงอร่อยแต่ก็ไม่ชอบ เรากลับมองเห็นเป็นยาช่วยย่อยกับยาแก้ท้องเสียด้วยซ้ำ เพราะมันย่อยยาก และไม่เห็นจะมีคุณค่าทางอาหารเท่าไรเลย ดูขยะ ๆ (จั๊งค์ฟู๊ด) ยังไงบอกไม่ถูก (กราบขออภัยคนที่ชอบ อันนี้เราพูดจากความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งถ้าคุณไม่พอใจ ก็อย่าอ่านต่อ ไม่ต้องด่าเราด้วย เพราะคุณไม่ได้หาเลี้ยงเรา อย่ามายุ่ง ถ้าหาเลี้ยงเราค่อยมายุ่ง - "กวน... อีกอีนี่") แต่ก็มีซุปครีมเห็ดนี่แหละ ที่ชอบ รู้สึกมันเป็นอะไรที่น่ารักดี (ออกแนวชอบแบบบ้า ๆ หามากินได้เรื่อย ๆ พวกซอง ๆ อ่ะ ทั้งที่รู้ว่ามีผงชูรส ก็ชอบกิน)

ส่วนอาหารญี่ปุ่น เราว่ามันแปลก ๆ ดี แต่ให้มองเรื่องสุขภาพ ลึก ๆ เราคิดว่า ช่วงที่อยู่ในกระบวนการ มันจะโอเครึ จะสะอาดไหม แต่ช่างมันเถอะ เด่น ๆ ที่เราชอบ ก็คือปลาดิบ (เพราะเราชอบกินปลา และพยายามจะไม่กินเนื้อสัตว์บกแล้ว-คิดถึงตอนมันถูกเชือดอ่ะ ถ้าไม่กินปลาอีก เราคงไม่มีเนื้ออะไรกินแล้ว) กับมิโซะซุป แล้วก็ไข่ตุ๋น

ที่เล่าก็เพื่อจะบอกว่า เราชอบกินอะไร
เราก็ต้องพยายามทำอาหารเหล่านั้นให้เป็น
นี่แหละ จุดเริ่มต้นของการทำอาหาร
คุณอย่าไปคิดทำเมนูที่ วิ ริด สะ มา หรา? นักเลย (เห็นหลายคนเริ่มจากทำอาหารไม่เป็นเลย โดยการไปเข้าคอร์สทำอาหารอย่างหรู ตามโรงแรมอ่ะ เราว่ามันเวอร์ แต่ถ้ารวยก็ทำไปเถอะ เราแค่อยากบอกว่า จริง ๆ แล้วเริ่มต้นเองก็ได้ และน่าจะฮากว่าด้วย) ถ้าทำแล้วไม่ค่อยกิน ไม่มีใครชอบกิน แต่ทำเพราะมันทำยาก ทำแล้วดูีหรูดี อันนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ทำแล้วเหนื่อยเปล่า

สู้เริ่มทำจากเมนูที่คุณชอบกิน จะดีกว่า เพราะด้วยความที่คุณชอบมันอยู่แล้ว โอกาสที่คุณจะทนกิน (ในช่วงทดลองทำ) ได้ตลอดรอดฝั่ง จึงมีสูงมาก ก๊าก...

นอกจากผัด ๆ ที่ทำจนชินแล้ว (หลับตาชุ ๆ ยังอร่อย ว่าไปนั่น)
เราก็ฝึกทำของที่เราชอบกินแหละ

ไข่ตุ๋น
แม้จะยังไม่ออกแนวญี่ปุ่น แต่ก็อร่อย อร่อยแบบเรา
ขอเตือน คนที่ยังไม่เคยทำ ถ้าน้ำในลังถึง (ซึ้ง) ยังไม่เดือด ก็ยังไม่ต้องนับจับเวลา
น้ำต้องเดือดพล่าน ๆ เลย ถึงจะเอาไข่ไปตุ๋น และนับไปกี่นาทีก็ช่าง คุณจะไม่มีทางเห็นน้ำแห้ง (ถ้าไม่ได้ลืมใส่น้ำในไข่ตุ๋น) ดังนั้นอย่าไปหวังว่าจะปิดเตาเมื่อเห็นน้ำในชามไข่ตุ๋นแห้ง แต่จะรู้ว่าไข่สุกแล้ว ก็ต่อเมื่อเอาซ้อมไปจิ้มแล้วไม่มีไข่ิเยิ้มติดขึ้นมา (เป็นส้อมสวย ๆ เหมือนเดิม)
ทำซะ เมนูนี้ถึงดูง่าย แต่เราโง่มาแล้ว รอตั้งเกือบชั่วโมง เพราะดันใส่น้ำไปเต็มซึ้งเลย แล้วน้ำก็ไม่เดือดสักที จนต้องเร่งไฟสุด ๆ ฮาฮา

และเมนูที่เราเต็มใจนำเสนอมาก (จริง ๆ มาเขียนบล็อก เพราะจะเขียนแค่เรื่องนี้ ไอ้ที่ร่าย ๆ มาอ่ะ มาคิดสดตะกี้ ได้ซะยาวเฟื้อยเลย ก๊าก...)
.
.
.
ซุปครีมเห็ดประยุกต์สูตรคุณปั๊บป๋า

แน่นอน มันเริ่มจากที่เราชอบกินก่อน แล้วเราก็ซื้อแบบผงกึ่งสำเร็จรูปมาลองกินหลายยี่ห้อ (กินแต่ผงชูรส เฮ้อ) จนคิดว่า ทำเองดีกว่า อาฮั้นอยากทำกินเอง ยากไหม ยากไหม?
หาตำรา
ดูไม่ค่อยเยอะ ขี้เกียจค้น
ก็ไม่มีซุปครีมเห็ดตรง ๆ
เลยประยุกต์สูตรซุปข้าวโพด กับดูส่วนประกอบซุปครีมเห็ดจากฉลากซุปผงกึ่งสำเร็จรูป
แล้วด้วยความที่บางอย่ามันแปลก ๆ เช่น แลกโตส (รู้ว่าเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว แต่ตูจะไปหาจากไหนล่ะฟะ) ก็ตัดทิ้งไป อะไรที่เราไม่ชอบคิดว่าหาไม่ได้ก็ตัดทิ้งไป แป้งมันฝรั่งงี้อ่ะ เราโทรฝากป๋าซื้อ ป๋างงเลย
"หนูจะเอาไปทำอะไร"
"ทำซุปครีมเห็ดฮับปั๊บป๋า"
"มันจะมีขายไหมเนี่ย แป้งมันฝรั่ง"
"ไม่รู้ฮับ ถ้าไม่มี ขอเป็นแป้งข้าวโพดก็ได้"
"โอเค เดี๋ยวป๋าดูให้"

สุดท้ายได้แป้งข้าวโพดมา แต่ก็โอเคนะ เราว่ามันดูน่ารัก ๆ เหมาะกับเราดี (ตรงไหนวะ???)

เราไม่มีเวลาทำ (จริง ๆ ยังไม่ทำ เพราะไม่มีน้ำสตอก หรือน้ำซุป พอดีช่วงนั้นเราทำแต่ต้มยำ ต้มยำ แล้วก็ต้มยำ เพราะแม่ชอบกิน) ป๋าก็เลยลุยเองแล้ว
"ป๋าฮับ ทำเป็นเหรอฮับ"
"ไม่เป็น"
"อ้าว"
"เอาตำรามาดูซิ"
"ป๋าฮับ มันมีแต่สูตรซุปข้าวโพด"
"ไม่เป็นไร"

สุดท้ายป๋าก็ฟังว่ามีอะไรกี่ช้อน ๆ

แล้วก็ออกมาเป็นซุปครีมเห็ด สูตร คุณปั๊บป๋า
ที่สำคัญ คุณปั๊บป๋า ไม่ใส่นมสด เพราะปกติเรากินนมไม่ได้ (ไม่มีน้ำย่อย กินแล้วท้องเสีย ต้องกินแต่นมเปรี้ยว นมบูด ๆ ก๊าก...)
แต่ขอบอก ซุปที่ได้อร่อยมาก ดูไม่ต่างจากตามร้านเท่าไรนักหรอก ที่ว่าไม่ต่าง เพราะแต่ละร้านมันโคตรต่าง จะเหมือนก็แค่สีมันขาวกับมีชิ้นเห็ด แต่บางร้านเนื้อซุปข้นมาก บางร้านออกไส ๆ บางร้านใส่วิญญาณเห็ด ฯลฯ แต่เราว่าซุปครีมเห็ดของคุณป๋า อร่อย แล้วเราก็รู้สึกว่ามันเป็น รสความสุข อ่ะ (แบบว่าได้เห็นขั้นตอนการทำ ไม่ได้ใส่ผงชูรส ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยาก เห็นแล้วดีใจ กินแล้วมีความสุข รสความสุขต่างหากที่น่าจะเป็นรสที่ห้า ไม่ใช่รสอูมามิ กร๊าก... - อีนี่วอนโดนด่า ขออภัยค่ะ เราคิดแบบนี้จริง ๆ)

มาดูดีกว่าว่าถ้าจะทำ ต้องมีอะไรบ้าง
(ปริมาณที่ได้ จะเซิร์ฟได้ ๒ ที่ จ้า...)

ตัดเล็บซะ ถ้าคิดจะทำอาหาร
ปกติเราตัดเล็บกุด ๆ อยู่แล้วค่ะ
เพราะรำคาญเวลาอีพวกไว้เล็บยาว ๆ มาโดนมือ
(เล็บมันแข็ง บางทีมือเราถลอกเลย)
เลยไม่มีทางไว้เล็บยาว ๆ เพราะไม่อยากเป็นคนจำพวกเหล่านั้น
ฉันเกลียดมัน ก๊าก...
ที่สำคัญ คือ เรื่องของความสะอาดค่ะ


หม้อน้อย ซื้อที่ไดโซะนานแล้ว ชอบมาก (ซื้อมาทำมาม่า)
มันทำอาหารสะดวกดี เบา ล้างง่าย
แต่อย่าใช้ไฟแรง เดี๋ยวพัง และเดี๋ยวที่จับไหม้
กับทัพพีตักแกง


ช้อนโต๊ะ (ไว้ตวง)


น้ำซุปของคุณป๋า ซึ่งทำจากหัวไชเท้า หัวไชโป้วหวานแห้ง
หมูเนื้อแดงหั่นเป็นชิ้น ๆ น้ำปลา
ป๋าปรุง เราไม่รู้แน่ชัด แต่รู้ว่า ใส่ ๆ ไปเถอะ
ถ้าไม่ทำน้ำปลาหก ก็หอมอร่อยแน่นอน
(ใช้น้ำซุป ๔ ทัพพี) เออ ขอน้ำเปล่าด้วยนะ ๔ ทัพพี


เห็ดแชมปิยองสด ราคาแค่ไม่กี่สิบบาทเอง
ใช้ ๒ หัว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นะ


นมสดสเตริไลน์
๒ ทัพพี (กะ ๆ เอาครึ่งกระป๋องพอ)


ครีมเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ
(ตอนป๋าทำ ไม่ได้ใส่นมสด เลยใส่ครียเทียม ๒ ช้อนโต๊ะ)
ตักใส่ถ้วยไว้


แป้งข้าวโพด ๒ ช้อนโต๊ะ ใส่ถ้วยไว้
(และเตรียมน้ำธรรมดาอีก ๑ ทัพพีไว้ละลายแป้งด้วย)


ซอสเยาะ ๕ หยดพอ ก๊าก... เอาความหอม


พริกไทย นิดเดียว กะเอาเองตามชอบใจ แต่เราใส่น้อย ไม่ชอบ


วิธีทำ
๑. ตักน้ำซุป ๔ ทัพพีใส่หม้อน้อย และใส่น้ำเปล่าอีก ๔ ทัพพี เอาหม้อน้อยขึ้นตั้งไฟให้สารละลาย!เดือด
๒. เดือดแล้วใส่เห็ดที่หั่นไว้ ต้มให้สุก (จะรู้ได้ไงว่าสุก เอาขึ้นมากินดีไหม? ก๊าก... เอางี้ดีกว่า ก็ไปหาฝามาหม้ออื่นมาปิด ให้มันอบ ๆ อยู่ในหม้อสักสองนาทีก็สุกแล้ว เห็ดชิ้นเล็กนิดเดียว ถ้ากลัวไม่สุกก็สับเห็ดให้ละเอียดไปเลย - ไอ้บ้า!)
๓. ระหว่างรอเห็ดสุก ก็เทนมสด ๒ ทัพพี ใส่ในถ้วยที่มีครีมเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน (อาจจะไม่ละลายเข้ากันหมด ก็ช่างหัวมันเถอะ) พอเห็ดสุก ก็ค่อย ๆ เทส่วนผสมนี้ลงไป (ที่ให้ช่างหัวมันเพราะ ตอนนี้แหละ เราจะตักสารละลายร้อน ๆ ในหม้อน้อย มาล้างครีมเทียมและนมที่เหลือติด ๆ ในถ้วย) ค่อย ๆ คนให้เข้ากัน
๔. จากนั้น ตักน้ำ ๑ ทัพพี มาละลายแป้งข้าวโพด ๒ ช้อนโต๊ะ พอละลายดีแล้ว ค่อย ๆ เทลงไปในหม้อน้อย เทช้า ๆ และคนไปด้วยตลอดเวลา (กันแป้งลงไปกองจุดเดียว)
๕. สารละลายข้นแล้ว ดูดี มีชาติตระกูล ก็จง ใส่ซอสเยาะ ๕ หยด ให้หอม ลองชิมดู ถ้ามันไม่เค็มก็ใส่ไปอีก จนกว่าจะพอใจ แต่คุณไม่ควรกินเค็ม เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และความดันโลหิตสูง นะจ๊ะ นะจ๊ะ
๖. เสร็จแล้ว ปิดเตา เหยาะพริกไทย ตักเสิร์ฟ ได้สองที่

ลองทำดู ได้ประมาณเท่านี้ (ตามรูป)
จริง ๆ ตอนสร้างสูตร เราทำเพื่อจะกินคนเดียว
แต่มันอิ่มไปว่ะ เราเลยคิดว่าเสิร์ฟสองที่แล้วกัน น่าจะโอเคกว่า





ส่วนนมที่เหลือ เราเอาไปทอดไข่เจียวกินอ่ะ
ไข่สามฟอง เพราะนมมันเหลือเยอะ (ครึ่งกระป๋อง)
กินกับเอสองคน
พอดีอี้เรามา เขาบอกว่าน่ากินมาก เหมือนราดชอกโกแลต
(จริง ๆ มันคือน้ำตาลในนมไหม้ สีเหมือนขอบขนมเค้กอ่ะ)
อี้เขาขอลองชิม แล้วก็บอกว่า ดีดี
ใส่แค่ซีอิ้วขาวกับซอสปรุงรสให้แค่พอหอม ๆ ไม่เอาเค็มเท่าไร
หน้าตามัน ตอนใกล้หมดแล้ว กร๊าก...



เล่าให้ป๋าฟัง ป๋าบอกว่า ถ้านมเหลือเยอะขนาดนั้น
น่าจะเอาไปทำไข่ตุ๋นมากกว่า
เราก็บอกว่าโอเคฮับ
คราวหน้าจะทำแล้วกัน แต่จะทำเป็นไข่ตุ๋นทอดนะ

รู้จัก ไข่ตุ๋นทอด อ๊ะป่าว?
(ลองเซิร์ชแล้ว คำว่าไข่ตุ๋นทอดเขาไว้เปรียบเทียบเวลาทำเต้าหู้ทอด, เต้าหู้ไข่ทอด แต่ไอ้ที่เราหมายถึงน่ะ หมายถึงการทอดไข่เจียวโดยที่ดันใส่น้ำมากเกินไปจนทอดเท่าไรก็ไม่ยอมแข็ง กลายเป็นแหยะ ๆ เท่าที่ค้นมีคนทำเหมือนกันแหะ แต่ความผิดพลาดในการเติมน้ำจนทำไข่เจียวจนกลายเป็นไข่ตุ๋น เราคิดว่ามันก็โอเคนะ เพราะถ้าให้เรารอตุ๋นไข่น๊านนาน กับจับโยนลงกระทะทำไข่ตุ๋นทอดน่ะ ฮากว่าเยอะ อร่อยดี กะว่าจะหาผักที่มีวิตามินเอมาใส่ในไข่ด้วย น้ำมันจะได้ช่วยละลายวิตามินไง)

ยังไงลองคิดลองทำดูนะคะ
ไปแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเลย (เลวร้ายมาก บ่ายสองห้าสิบเจ็ดแล้ว กินข้าวไม่ตรงเวลาเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก แต่ทำไงได้ เราอยากเขียนให้เสร็จก่อน)

ไว้มีอะไรฮาฮาถึงจะมาเล่าใหม่
ลาทีปีหนู ยาฮู...ปีวัว

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อาการที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่า แม่เราเป็นเนื้องอกในสมอง

เล่าสรุป ๆ แล้วกัน เพราะอยากเขียนให้ครบเท่าที่อยากเขียน เพราะดูแล้ว เราไม่มีเวลายาวและเนิ่นนาน วันนี้กะมาเขียนให้ครบทุกเรื่องที่อยากเขียนเลย แล้วจะยัดต้นฉบับให้คนที่อยากแกะลายสือไทย (พูดประชด) ลองเอาไปอ่านเพิ่มด้วย

ขอบอกว่า นี่คือบันทึกของเรา และ เราไม่ใช่หมอ ถ้ามีความผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ ถ้าเราเขียนผิด (รับรู้มาผิด ๆ ใครรู้และมีหลักฐานยืนยัน รบกวนโพสต์บอก จะขอบพระคุณอย่างสูง)
.
.
.
ก่อนอื่นเล่านี่ก่อนดีกว่า
ว่า
- สาเหตุของโรคเนื้องอกในสมอง ยังไม่ชัดเจน ว่าเป็นเพราะอะไร
ไม่มีใครรู้ว่าเนื้องอกในสมองเกิดมาจากอะไรตรง ๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงคือ เรื่อง ความเครียด การดำเนินชีวิต อาหารการกิน (แนวอาหารก่อมะเร็ง) และการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ในบางคนก็ทำเหมือน ๆ กันแต่ไม่เป็น ก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไม แต่อาจเพราะภูมิต้านทานของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
- เนื้องอกในสมอง เป็นโรคที่ไม่ใช่ แค่ดูอาการแล้วจะรู้ได้
หลาย ๆ คนที่เป็นเนื้องอกในสมอง มักจะมีอาการบางอย่าง ที่ทำให้แพทย์วินิจฉัยผิด (วินิจฉัยจากแค่อาการที่ปรากฏให้เห็น - เพราะอยู่ดี ๆ ใครจะอยากไปสแกนสมอง จริงไหม?) เช่น ในกรณีของคนไข้คนนึงที่เราฟังญาติเขาเล่ามา คือ หมอวินิจฉัยอาการปวดหัวของคนไข้ว่าเป็น "ไมเกรน" ก็รักษาไมเกรนมาตลอดแต่ก็ไม่หาย ไม่ดีขึ้น ภายหลังสแกนสมองจึงพบเนื้องอก ส่วนของแม่เราหมอวินิจฉัยตามอาการพบว่าเป็น "น้ำในหูไม่เท่ากัน" รักษามาก็ไม่ค่อยดีขึ้นนัก เดี๋ยวรายละเอียดของอาการของแม่จะเล่าในส่วนถัดไป
- สิ่งที่ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกในสมอง ก็คือ ผลจากการสแกนสมอง (เห็นมีเนื้องอกในฟิล์มสแกน)
แค่อาการต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดตา ปวดขา อ่อนแรง ฯลฯ จะใช้ยืนยันไม่ได้ ต้องดูผลสแกนสมอง



เล่าอาการที่เป็นหรือปัจจัยที่เราสรุปมาจากการวิเคราะห์พฤติกรรมและประวัติการรักษาของแม่เรา
(ไม่ได้อยากนินทาใครอื่นใด แค่อยากมาเล่าเพื่อให้ตระหนัก และเดินสายกลางกันบ้าง *ถ้ามีใครที่เจตนาไม่ดี เอาสิ่งเหล่านี้ไปล้อเลียน ทั้งกับครอบครัวเรา หรือกับครอบครัวอื่น ๆ ที่อาจมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กันนี้ เราขอแช่งคนเจตนาไม่ดีให้เป็นโรคนี้ สาธุ เพราะเราจะถือว่าเป็นพวกเลว ชอบซ้ำเติมคนอื่น สันดานไม่ดี ชั่วช้าสามาน แต่ถ้าเอาไปในลักษณะเตือนให้ผู้อื่นตระหนักและ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น อันนี้เราไม่ว่าอะไร จะยินดีด้วยซ้ำ)
ที่มาเล่าเพราะอยากให้ตระหนัก ไม่ได้อยากให้เห็นเป็นเรื่องตลก ถ้าไม่อยากอ่าน ปิดไป ไม่มีใครขอร้องให้คุณมาอ่าน
เริ่มจาก ขอเขียนเป็นข้อ ๆ ตามความเข้าใจของเราเอง
๑. แม่เราเคยชัก เท่าที่เราเกิดทันมาเห็น มี สองครั้ง ครั้งแรกหนักเข้าไอซียู พอฟื้นมาจำเราไม่ได้อีกต่างหาก แต่อาม่า (ยายเรา) บอกว่าตอนเด็ก ๆ แม่ชักตาตั้งหลายครั้งแล้ว (แต่ความคิดนี้ถูกหักล้างด้วย คำตอบของคุณหมอที่ไทยนครินทร์ บอกว่า "ไม่เกี่ยว" แต่เราอยากใส่ไว้อ่ะ เท่าที่เห็นคือแม่เราชักเมื่อไข้ขี้นสูง ทุกวันนี้พอไข้จะขึ้น แม่เขาจะไม่ยอมนอนเลย กลัวชัก!)
๒. โดยปกติ แม่เรามีความเครียดสูงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ คือเราคงเล่ารายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ เพราะความเครียดเป็นเรื่องส่วนตัว และมีความเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ ปัจจัยทั้ง ปัจจัยภายใน (หมายถึงโดยทั่ว ๆ ไป อ่ะนะ ไม่ใช่แค่ของแม่เรา) เช่น เป็นคนเรื่องมาก ชอบความสมบูรณ์แบบ นิสัยขี้เกรงใจรับงานมาทำไปหมด ปฏิเสธคนไม่เป็น เก็บกด มีภาวะการถูกขัดใจบ่อยครั้ง รู้สึกถึงความไม่ได้ดั่งใจบ่อยครั้ง ความเจ็บป่วยของตัวเอง ฯลฯ ปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาปากท้อง ปัญหาค่าครองชีพ นิสัยเห็นแก่ตัวของพวกเอาเปรียบชอบใช้งาน มีภาระต้องดูแลครอบครัวกิจการงานเยอะแยะ (แบบไม่อยากทำแต่ก็ต้องทำ) ฯลฯ แม้กระทั่งสิ่งที่ดูแล้วคนอื่นไม่น่าเครียด ก็สามารถเป็นความเครียดของบางคนได้ ดังนั้นเรื่องนี้มันกว้าง จะโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คงจะไม่ได้ แต่ที่เรารู้คือ สำหรับกรณีแม่เรา การอยู่ในตำแหน่งที่คนที่เกี่ยวข้อง "กลับไม่ช่วยเหลือ" ปล่อยให้แม่เราต้องทำอยู่คนเดียว และทำแทบทุกอย่าง (เราเห็น ทั้งที่บางอย่างมันงานไพร่ด้วยซ้ำ อย่าหาว่าเราปากจัด เพราะเราพูดความจริง) มันสร้างความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ (นี่ไม่ได้ว่าใคร เพราะนานาจิตตัง ทุกคนมีเหตุผลล้านแปด แล้วแต่จะคิด แต่ช่วยมีความเกรงใจ ความละอายต่อบาป รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง กันบ้าง)
๓. แม่เราคุยโทรศัพท์ทั้งวัน (ไม่ใช่แม่เราอยากคุย ขอบอก แต่บางทีก็เป็นเรื่องของมารยาท แม่เราขี้เกรงใจ ปฏิเสธคนไม่เป็น จนเราทะเลาะกับแม่บ่อยมาก เพราะแม่ชอบให้เราโกหกว่าไม่อยู่บ้าน แต่เราไม่ชอบโกหก เราคันปากอยากจะด่าคนที่ชอบโทรมาหาแม่เราว่าแล้วมาใช้งานแม่เรา ว่า "เลิกโทรมาใช้งานแม่กูสักที หัดทำงานเองบ้างสิวะ" สุดท้ายเราเลยถอดสายโทรศัพท์บ้านออก แสบไหม? คนโทรมาหาแม่ทั้งวัน ทั้งเบอร์บ้านและมือถือ (หมอเชิดศักดิ์ ที่ซอยวชิรธรรมอ่ะ ถามอาจารย์ประภาพรมาว่า แม่เราคุยโทรศัพท์มือถือบ่อยไหม อาจารย์ตอบว่าทั้งวัน หมอบอกว่า "นั่นไง") เราจึงสรุปได้ว่า การคุยโทรศัพท์มือถือ สัญญาณมือถือ เป็นปัจจัยนึงที่ทำให้เป็นเนื้องอก ปิ้งสมอง เราเห็นวัยรุ่นหลายคน (ลูกศิษย์แม่ที่มาเยี่ยม ฟังข้อนี้แล้วพูดว่า จริงเหรอ แล้วทำหน้าำเหมือนไม่เชื่อ เราก็คิดในใจว่า ช่างมึงดิ อยากคุยมือถือทั้งวันกับเพื่อนกับแฟนก็คุยไป หูมึง หัวมึง สมองมึง เงินมึง ไม่เชื่อก็เรื่องของมึง ก็มึงถามกู กูมีหน้าที่แค่ตอบ จะไม่เชื่อก็ตามสบาย ไม่เดือดร้อนกูอยู่แล้ว แต่อย่าโทรมารบกวนแม่กูแล้วกัน)
๔. อาหารการกิน แม่เราชอบกินปูดอง หอยดอง ของเปรี้ยว ๆ อะไรทำนองนี้ ซึ่งทำให้ท้องเสียบ่อย และชอบกินของทอด กล้วยทอด เนื้อสัตว์ ไก่ย่างกี่ดาวก็ว่าไป ซื้อบ่อยมาก บางทีบอกว่าซื้อเพื่ออุดหนุนคนแถวบ้าน!!! อาหารที่แม่กิน เอ่อ เราจะพูดยังไงดี คือ เราว่ามันไม่มีประโยชน์แต่มีโทษเยอะมาก แม้มันจะอร่อย เพราะเราเชื่อว่าหลายคนก็ชอบกินนะ คือ กินได้แต่ไม่ควรกินบ่อยเท่านั้นเอง เอ่อ ชอบซื้อของมาตุน
๕. ไม่เคยออกกำลัง เวลาจะออก ก็ขี้เกียจ นอนดีกว่า บางทีบอกว่า ไม่มีเพลง เต้นไม่ออก แต่เราว่าเรื่องไม่มีเวลาน่าจะชัดสุด เพราะแม่งานเยอะมาก อันนี้เราเข้าใจ เพราะอย่างเราเนี่ย ถ้าเราภารกิจเยอะ เราจะตัดเรื่องส่วนตัวที่ทำให้เสียเวลา เช่น สระผม เป่าผม แต่งหน้า บ้าบอ ตัดทิ้งให้หมด โดยการแทบจะโกนหัว เพื่อให้เรามีเวลาเหลือไว้ออกกำลังกาย ใครจะว่าสุดโต่งก็ช่าง เพราะเราคิดว่าการตัดเวลาสิ้นเปลืองของตัวเอง ก็ยังดีกว่าต้องไปเบียดบังเวลาของคนอื่น (กรณีการเบียดบังเวลาของคนอื่นเช่น สมมติคุณทำงานถึงบ่ายสอง อีกกะเริ่มบ่ายสอง แล้วคุณดันมีนัดเดทกับหนุ่มตอนบ่ายโมง คุณโทรให้เพื่อนที่เขางานบ่ายสองให้มาเที่ยง เพื่อที่คุณจะออกไปเดท อันนี้เรียกว่าเบียดบังเวลาของคนอื่น ถือว่าเห็นแก่ตัว เออ ไม่ต้องยกไกล แค่เรามานั่งเขียนบล็อกยังไม่ไปทำกับข้าวข้าวเที่ยงก็ถือเป็นการเบียดบังเวลาของเอซัง เดี๋ยวเอซังคงไปทำ เฮ้อ รีบสรุป ๆ ดีกว่า จะไปและ รำคาญว่ะ อยากเขียน แต่ไม่มีเวลา) หาเวลาออกกำลังกายซะคะ "แค่ครั้งละครึ่งชั่วโมง ออกกำลังกายไปหัวเราะไป ให้จิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง" ทำวันเว้นวันก็ดี
๖.นึกไม่ออก เอาอาการตอนตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลเลยแล้วกัน
- ๑๖ พ.ย. ๕๑ (จะมีเรื่องอะไรก่อนหน้านี้เราไม่กล้าสรุป แต่มีปัจจัยด้านบน คือ เครียดกับกินหอยดอง) แต่เอาไปแต่อาการแล้วกัน แม่เราตื่นขึ้นมา เวียนหัวมาก ไม่อยากกินข้าว พอบังคับให้กิน ก็กิน กินได้หน่อย ก็อ้วกออกมาหมด ดูก๊ง ๆ งง ๆ หลง ๆ ลืม ๆ หงุดหงิดมาก โวยวายจะไม่ไปหาหมอ (เป็นความดื้อส่วนบุคคล เราพอจะเห็นมาหลายตอนอยู่ ร.พ. คนป่วย มักพยายามทำให้เห็นว่าไม่ได้ป่วย และจะไม่อยู่ ร.พ.) หรือถ้าต้องไปหาหมอ เดี๋ยวแม่เขาจะไปเอง แต่ป๋าเรา เห็นว่าแม่อาการแปลกและรุนแรงเกินไปแล้ว จึงเรียกแท็กซี่ไปหาหมอ (ตลอดทางป๋าบอกว่า แม่หงุดหงิดตลอดทาง จนป๋าอยากโยนลงไปนอกรถ) พอไปถึงโรงพยาบาลไทยนครินทร์ (เพราะเอาไกล้ก่อน มันถือเป็นโรงพยาบาลที่ดูดีและไกล้บ้านอ่ะ) หมอตรวจอาการ และมีการให้ลองเดินต่อเท้า ลองเดินดูก็ได้ คือ ไม่ได้เดินแบบปกติ แต่เป็นเดินเป็นเส้นตรงแต่ให้เท้าหน้าต่อเท้าหลัง เหมือนการเดินบนรั่วปูนอ่ะ ต้องต่อเท้าติดกัน จะเดินเอาเท้าไว้ตรงอื่นไม่ได้ ไม่งั้นจะตกรั้ว คืออธิบายเพื่อให้จินตนาการท่าได้ คนปกติทำได้ คนไม่ปกติ*หมายถึงมีอาการทางสมอง จะทำไม่ได้ จะเซ,ให้ยกแขนสองข้าง แล้วหลับตา ให้ยกไว้ ถ้าคนปกติจะค้างอยู่ แต่ถ้าคนไม่ปกติมือสองข้างจะค่อย ๆ ตก, มีการส่องไฟดูตา, มีการให้เอานิ้วชี้จมูกแล้วชี้ตามมือหมอ ซึ่งป๋าบอกว่า ตอนนั้นแม่ทำไม่ได้ หมอให้ทำอะไรก็ทำไม่ได้
- ค่ำนั้น ทางโรงพยาบาล ส่งแม่ไปสแกนสมองที่รัชวิภา MRI เราก็ไปด้วย แต่ไม่เห็นตอนสแกนหรอก เขาให้รอข้างหน้าเลย
- วันรุ่งขึ้น หมออ่านผลให้ฟังว่า จากผลสแกนพบว่าแม่มีเนื้องอกในสมองซีกขวา ตกลงขนาดเท่าไรเราก็ไม่รู้ ฟังหลายรอบเราก็ยังสับสน ไม่ค่อยตรงกัน แต่จะขนาดเท่าไรเราก็ไม่สนหรอก เรารู้ว่ามี ก็คือมี
- หมอให้ผ่า ถ้าไม่ผ่าออก เนื้องอกนี้มันอาจจะโตขึ้น แม่เราจะหมดแรงไปเรื่อย ๆ (เดินไม่ได้) และหมอบอกว่า อาการที่มองว่าเป็นน้ำในหู น่าจะเป็นผลมาจากเนื้องอกมากกว่า และหมอบอกว่าส่วนที่เป็นเนื้องอก จะสังเกตไม่ได้เลย ต้องสแกนอย่างเดียวถึงจะเห็น และไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และบอกไม่ได้ด้วยว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร (ไม่ใช่ว่าหมอคนนี้ไม่รู้ แต่ ใครใครก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ แต่ปัจจัยเร่งให้เกิด ก็คืออย่างที่เราบอกไปแล้วข้างต้น)
- แม่เราเป็นข้าราชการ จึงตัดสินใจย้ายไปรักษาไปโรงพยาบาลของรัฐดีกว่า (เพราะเบิกได้ พวกเราไม่มีเงินจ่ายให้ ร.พ.เอกชน และได้ยินหมอบอกว่า ที่นี่ไม่มีหมอด้านนี้อยู่ประจำ แต่ถ้าจะผ่าที่นี่ ทางโรงพยาบาลจะติดต่อมาให้ แต่ด้วยเหตุผลแรก เราก็ไปแล้ว ไปที่ที่หมอครบ เครื่องมือครบ แถมเบิกได้ ใครจะไม่ไปล่ะ จริงไหม แต่คุณหมอเขาก็น่ารักมาก ๆ อ่ะ ตอนอยู่ที่นั่นก็ดูแลเป็นอย่างดี)
- แล้วแม่ก็ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีคนหลายคนถามเหมือนกันว่าทำไมเลือกไปจุฬาฯ ทำไมไม่เลือกไปศิริราช หรือที่อื่น ๆ ฯลฯ ที่ไปจุฬา เพราะแม่เป็นคนไข้ของที่จุฬารักษากันหลายโรค และที่สำคัญคือกำลังจะถึงวันที่หมอที่รักษาน้ำในหูนัดแม่มาตรวจอ่ะ ป๋าเลยโทรไปเลื่อนนัดให้เร็วขึ้น ซึ่งก็เลื่อนมาได้ด้วย (เล่าแล้วจะมองว่าโชคดีเป็นสเตป ๆ คือ เราว่าคนที่ได้รักษาที่โรงพยาบาลรัฐที่มีชื่อเสียง ถือว่าเป็นคนโชคดีหมดแหละ อย่าว่าว่าเรา ต่อว่าเอกชนนะ คือ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของเราจริง ๆ ที่เราต้องคิดอย่างนี้ แม้รู้ว่าเอกชนหลายที่ก็ดีอ่ะ ดี ดีมาก แต่ แพงมากด้วย!)
- พอเอาผลให้หมอน้ำในหูดู หมอตกใจ ให้คุณพยาบาลติดต่อให้เลย ได้ย้ายไปตรวจศัลยกรรมประสาทเลย
- สิ่งหนึ่งที่เราอยากแทรกให้ทราบคือ หมอเก่ง ๆ ใครก็อยากรักษาด้วย แต่การที่คนนู้นแนะที คนนี้แนะที มันทำให้ประสาทแดกได้ แต่เราชอบการตัดสินใจของป๋า คือป๋าเป็นคนเลือก (เพราะเป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้) ทุกอย่างดูมีความเป็นไปได้ และมีเหตุมีผล แม่เล่าว่า ป๋าพูดกับหมอว่า "ผมเชื่อมือคุณหมอครับ" หรืออะไรทำนองนี้ พอดีเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราจึงไม่แน่ใจ คือ เราจะบอกว่า ครอบครัวเราไม่ได้ไปตามที่แต่ละท่านหารายชื่อหมอมาให้ แต่ตัดสินใจเลือกไปตามความเป็นไปได้ และมีเหตุมีผล (ขี้เกียจเล่า แต่ขอให้ทราบว่า เราไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษใด ๆ เราไปตามระบบ และสิ่งที่เราให้ได้คือ ความไว้วางใจและเชื่อมือ - ไม่เร่งมากไป มีใครพูดไม่รู้ เราเชื่อ เขาบอกว่า ถ้ารู้แล้วรีบร้อนผ่า ส่วนใหญ่มักไม่รอด หลายคนพอรู้ว่าป่วน จะตรวจหลาย ๆ ที่ เพื่อดูว่าหมอจะวินิจฉัยตรงกันหรือไม่ อันนี้เราขอให้แง่คิดอ่ะนะ เพราะมันก็เคยมีว่า รีบไปก็มั่ว พูดแล้วขนลุก ออกแนวตายฟรีอ่ะ)
- ก็รออย่างเดียว อาทิตย์นึง
- ๒ ธันวาคม แม่ผ่าตัด
ขอเล่านิดว่าช่วงแม่ผ่าตัด เราฝันเกือบทุกคืน ฝันบ้าบอคอแตก หลายเรื่องฝันเห็นคนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย ฝันเห็นอ.สุเมธอ่ะ แต่อ.ไม่ได้พูด ท่านไม่ได้มองเรา เดินผ่านหน้าไปเฉย ๆ (ถ้าใครเคยอ่านบล็อกเก่า ๆ จะรู้ว่าตอนอ.เสีย เรานอนไม่หลับสามเดือน เรากลัวอ่ะ ทั้งที่อ.ก็ใจดี ไม่รู้เรากลัวทำไม) เราเลยเอาไปตีหวย "แต่ปรากฏว่าถูกหวยกิน" คงเพราะฝันว่ากระเป๋าตังค์หายอ่ะ เขาว่าห้ามเสี่ยงโชค เอาว่า ฝันเยอะมาก (จากเดิมไม่ฝัน เป็นคนหลับสนิทมาก ปลุกไม่ตื่น) ดีไม่ดีปนกันมั่วซั่ว และ เช้ามืดก่อนวันแม่ผ่าตัด เราฝันว่า เราไปตลาดนัดกับแม่ ซื้อผัก แต่เอาเงินไปไม่พอ ขาดสิบบาท แม่เรายืมเงินลูกศิษย์ จ่ายก่อน พอดีเราเจอห้าบาทในกระเป๋าเรา เราเลยคืนลูกศิษย์แม่ไปห้าบาท แต่แล้วลูกศิษย์แม่บอกเราว่าเอามาคืนอีกทีสิบบาทนะ เราโกรธมากว่า เฮ้ยก็คืนห้าบาทไป ก็เท่ากับยืมห้าบาท นี่ออกดอกเบี้ยเลยเหรอ อีนี่ ในฝันเราโกรธมาก ๆ จะรีบหาห้าบาทมาคืนมันให้พ้น ๆ ไป คนห่าไร ใจโคตรดำ หน้าเลือด เขี้ยวลากดิน แต่พอดีตื่นก่อน เราคิดว่านี่คือฝันร้าย พอถึงหน้าโรงพยาบาล เห็นมีขอทานเลยให้เขาไปห้าบาท (ร้อยวันพันปีเราไม่เคยให้เงินขอทาน) เราตั้งใจว่าขอฝากห้าบาทนี้ไปให้อีเด็กในฝัน จะได้ไม่ติดอะไรกัน แต่พอแม่ไปผ่าตัด แม่ผ่านานมาก เข้าตั้งแต่บ่ายครึ่ง ทุ่มนึงยังไม่ออกเลย เราเลยเล่าความฝันให้ป๋าฟัง แล้วขอให้ป๋าให้ป๋าพูดกลับมาว่า "ฝันร้ายจะกลายเป็นดี" เราก็ยกมือไหว้แล้วตอบกลับไปว่า "สมพรปากเถิดเจ้าค่ะ" เหตุที่เราต้องเล่าใหป๋าฟัง เพราะเราไม่รู้ว่าที่ฝัน มันแปลว่าอะไร (แต่ตอนที่เราฝันถึงอ.สุเมธ เราอ่านหนังสือทำนายฝัน ซึ่งบอกไว้ว่า การแก้ฝัน ทำได้โดยการเล่าต่อให้คนอื่นฟัง แล้วคนฟังจะเป็นคนแก้ฝันให้เราเอง โดยเขาจะต้องให้พร แล้วผู้ที่ฝันจะยกมือไหว้แล้วพูดว่า "สมพรปากเถิด" เนื่องจากเราจำได้ว่าฝันวันอังคารหมายถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง และฝันเช้ามืดคือจะเป็นจริงในสามวันเจ็ดวัน เราจึงสังหรณ์ใจ เพราะเราเชื่อเรื่องลางสังหรณ์ แม้จะไม่รู้ว่าที่ฝันแปลว่าอะไร แล้วแต่ใครจะคิดนะ แต่สิ่งที่เราทำไปเนี่ย แล้วมาเล่า ก็เพราะอยากจะให้คนที่อาจจะเป็นเหมือนกัน ได้มีที่พึ่งทางใจระดับนึงอ่ะ อย่างน้อยที่เราทำไป ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสบายใจในตัวเรา ให้มันยังคงอยู่กับเรา ถ้าความสบายใจมันหายไป เราจะแย่ไปกว่านี้)
- พอแม่ผ่าเสร็จ ฟื้น เราก็ไปส่งที่ห้องไอซียู
- พักที่ ร.พ. รู้ผลชิ้นเนื้อ ว่าไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หมอกลัวว่าชิ้นเนื้อมันจะโตขึ้น จึงจะมีการฉายแสง
- แม่ก็พักฟื้น รอฉายแสง

เราก็คงเล่าแค่นี้แล้วกัน นี่เราโดนเอซังด่าแหลกไปแล้ว ว่าไม่ยอมทำกับข้าวเที่ยง ก็พอดีเห็นแม่นอนอยู่ แปลว่ายังไม่หิว และเราเป็นคนที่พิมพ์อะไร ต้องให้เสร็จไง เดี๋ยวมันจะไม่เหมือนที่คิด เราเลยเบียดบังเวลาของเอ ให้เอทำกับข้าวเรียบร้อยแล้ว (เอเพิ่งทำ ที่ผ่านมาเราทำตลอดนะ ขอบอก ๆ แม้จะไม่ร่อย แต่เราก็ตั้งใจมาก เราชอบทำอาหาร) และเรากำลังสแกนบันทึก เพื่อเอามาโพสต์ ๆ ให้เสร็จ ๆ ไป ใครใจร้อนอยากอ่านบันทึกฉบับลายมือ ก็อ่านได้เลย หากเจอข้อความที่ เหมือนด่าใคร ต้องขออภัย แต่เราคงด่าจริง ๆ เพราะคันปาก, หากพูดถึงใคร แปลว่า เราคิดถึง จึงอยากเขียนถึง, ลายมือเละไปหน่อย ก็มันบันทึกเราอ่ะ อ่านได้ก็อ่าน อ่านไม่ได้ก็อย่าพยายาม แล้วถ้าเรามีเวลาจะมาแปลเป็นภาษาคนให้อ่านอีกครั้งที่นี่แหละ ที่โพสต์เพราะเราจะได้ไม่รู้สึกติดหนี้สินอยู่ (มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำ ถ้าเราไม่ได้ทำ เราถือว่าเราติดหนี้ ก๊าก...) ส่วนแผนที่วางไว้ว่าจะทำ (ที่เห็นในบันทึก เรายกเลิกทั้งหมด เช่นเรื่องที่จะเขียนในอีกบล็อก ไม่สะดวก ไม่เหมาะสม ไม่มีอารมณ์ จึงยังไม่ทำ)

คลิกอ่านบันทึกเรา กดไปจะเจอ ๔๐ ภาพ บันทึกคือ ๓๒ รูปแรก ลองกดดู หน้าเรียงจาก ๓๒ ไป ๑
อยากอ่าน กดที่ View full image ที่อยู่ข้าง ๆ รูปภาพนั้น อ่ะนะ

ไปแล้ว เจอกันเมื่อ ... เมื่อไำรก็เมื่อนั้นละน้า... คงไม่ถึงกับหายสาบสูญไปหรอก เพราะเช็คเมล อ่านบล็อกทำอยู่ มันใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็พอจะได้อะไรบ้าง แต่เขียนบล็อก เราใช้เวลาเยอะ (เพราะเราชอบพูดมาก สาธยายมากมายก่ายกอง พูดน้อย ๆ ไม่เป็น ก๊าก) ถ้าหากคิดถึงเราหรือปากหมา ๆ ของเราก็โพสต์บอกกันมาได้ เราจะได้แวะมาอัพเดท ขอส่งท้ายด้วย โอนอ่อน ผ่อนตาม และปล่อยวาง ถึงเห็นเราบ้า ๆ แต่เราก็ปล่อยวางเป็นนะ ก๊าก... โชคดี

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อยากให้ทำ : ข้อควรใส่ใจที่เกี่ยวกับสุขภาพตัวเอง และ "การไปหาหมอ"

อ่านความเดิมได้จากที่นี่

เออ ชี้แจงนิดนึงจากที่ในเอนทรี่ "ที่นี่" ได้บอกว่าไปว่า เราไม่อยากให้ใครมาเยี่ยมแม่ ณ ตอนนี้เลย เพราะมีเหตุผลสำคัญสองข้อคือ ๑) เป็นความประสงค์ของแม่เอง (แม่ไม่อยากรบกวนทุกท่าน และอายบ้าน) ๒) เหตุผลเรื่องสุขภาพแม่ พวกเรา เรา ป๋า เอ อาม่า อี้หมวย ตั้วอี้ ไม่อยากให้แม่ลุกมารับแขก นั่ง ๆ ลุก ๆ พูดคุยตอบคำถามมันสะเทือน ปวดหัว และแม่เราเพิ่งตัดไหม อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นขอให้ทราบว่าขอบคุณมาก ๆ เลย ที่ทำให้รู้ (อย่าให้เล่า มันฮาเกินไป ไม่คิดว่าจะฮาได้ขนาดนี้) ว่ามีคนอยากมาเยี่ยมแม่เยอะ แต่พวกเราไม่อยากให้มา และถึงบุกมา เราก็จะไม่ให้พบแม่ จะมาหาว่าเราสถุลหรือไร้มารยาท ก็ตามสบาย เราไม่แคร์ เพราะเราห่วงแม่มากกว่าห่วงหน้าตัวเอง (ว่าง ๆ จะมาเล่าเรื่อง มารยาทการเยี่ยมไข้ตามทัศนะของเรา ให้คุณ ๆ ได้อ่านกัน มารยาทที่จะเล่านั้น จะใช้เฉพาะกับคนเยี่ยมที่เป็นแค่คนรู้จักกันนะ ไม่ใช่เป็นคนรักหรือคนในครอบครัวที่คนไข้รัก เพราะถ้าคนรักหรือคนในครอบครัวที่คนไข้รักจะต้องมาทุกวัน เอิ๊ก ๆ แต่ทางที่ดี คือ ไม่ว่าใครก็ตาม ป่วยด้วยอาการใดก็ตาม ช่วงออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ ไม่ควรมาเยี่ยม เพราะนี่คือช่วงที่คนไข้ต้องการพักผ่อนมาก ๆ ยิ่งพวกหน้าใหญ่ สักแต่จะมาเยี่ยมให้จบ ๆ ไป-ถ้ามาแบบนี้ อย่ามาเลยดีกว่า ไม่ขอรบกวน ขอแค่กำลังใจทางโทรศัพท์พอ "ขอบพระคุณ") แต่ตอนอยู่ ร.พ.อ่ะ มีหลายท่านที่มาเยี่ยมแม่ แล้วทำให้เราประทับใจมาก ๆ ไปด้วย เดี๋ยวคราวหลังจะเล่าให้ฟัง (จะเล่าทั้งที่ไม่โอเคด้วย มาเทียบกัน เราจดมาหมด แบบว่า ไม่ได้อยากสร้างกฎเกณฑ์บ้าบออะไรหรอกนะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลและเราอยากเล่ามาก แม้จะไม่มีเวลาเลย ไม่มีเลย จากเดิมเคยเป็นพวกหมกตัวอยู่หน้าคอม กลายเป็นพวกหมกตัวอยู่ในครัว ก๊าก...) ไอเฮลตี้คิวเทน อร่อยมาก ชอบ ๆ กร๊าก...

เข้าเรื่องที่จะเล่าดีกว่า

ข้อควรใส่ใจที่เกี่ยวกับสุขภาพตัวเอง และ "การไปหาหมอ"
๑. ถ้าเคยแพ้ยาอะไร หรือ ดื้อยาอะไร ต้องจดชื่อยาใส่กระเป๋าตังค์ (ตัดฉลากเก็บไว้ หรือซองยา หรืออะไรก็ได้ที่มีชื่อตัวยานั้น ๆ) พกติดตัวไว้ตลอดเลยนะ ห้ามลืม เพราะมันสำคัญกับชีวิตคุณมาก
- ตัวอย่างที่ทำให้เราบันทึกเรื่องนี้คือ เอซังพี่สาวเราเอง เขาเริ่มจากการเป็นไข้แล้วต่อด้วยไอถี่ติดต่อกันมา ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พ.ย. (ทุกวันนี้ก็ยังไอ) เรื้อรังมาก ๆ เราเดาว่าเขามีอาการเจ็บป่วยทางใจร่วมด้วย เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร จึงไม่รู้จะช่วยยังไง เขาถึงไม่หายเจ็บป่วยทางกายสักที

วันที่ ๒๑ พ.ย. เอซังไปหาหมอแล้วได้ยาตัวนึงมา ซึ่งเราคาดว่าอาจจะเป็นยาที่เขาเคยแพ้ แต่เพราะว่าเขาไม่เคยคิดจะจำชื่อยาเลยไง เขาจึงไม่รู้ว่าเขาแพ้ยาอะไร?!!! (เพราะเอเคยแพ้ยาแก้อักเสบ และเหตุผลที่เขาต้องมาเจอยาตัวนี้ เพราะยาธรรมดาที่เขาไม่แพ้อ่ะ มันกลายเป็นดื้อยาไปแล้ว นั่นคือแอมมอกซิล - เขากินบ่อยจนบรรเทาอาการไม่อยู่แล้ว กินเท่าไรก็ไม่หาย) พอหมอรู้ แล้วเลือกยาตัวนึงมาให้กินแทน กลายเป็นว่า แย่กว่าตอนก่อนไปหาหมอซะอีก เพราะ เขากินอะไรไม่ได้เลย อ้วกแตก บ้านหมุน กินไม่ได้ นอนไม่ได้ แถมมีไอ ไปกันใหญ่ นอกจากหยุดยาแล้ว ก็ยังไม่หาหมออื่น อ้างว่าไม่อยากกินยา จนแม่เข้า ร.พ.แหละ ถึงได้ทำบัตรผู้ป่วยใหม่แล้วไปตรวจ แต่สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ หมอจ่ายยาตัวเดิมที่มันแพ้ (คนละยี่ห้อ) แต่ไม่มีสิทธิ์โทษว่าเป็นความผิดหมอ ต้องโทษเอซัง เพราะเอซังไม่ยอมจำเองว่าตัวเองแพ้ยาอะไร

ผลเสีย คือ
ข้อแรก ได้ยาที่แพ้มาอีกเพียบ ขายคืนก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และจริง ๆ ไม่ควรเป็นแบบนี้ ถ้าหากใส่ใจจะจำชื่อยาที่แพ้สักนิด,
ข้อสอง กินยาที่แพ้ ก็เท่ากับเป็นการบั่นทอนสุขภาพ เขาเล่าว่า พอกินยาไปนะ บ้านเริ่มหมุน ก็เลยยกยาไปให้ป๋าดู ป๋าดูเสร็จก็บอกว่า จริง ๆ แล้วมันคือยาตัวเดียวกัน,
ข้อสาม ต้องเสียเวลา กลับมาหาหมออีกที เพื่อมาหายาตัวใหม่ไปกิน เฮ้อ...
นี่คือผลเสียเท่าที่เราคิดออกนะ ส่วนผลดีน่ะไม่ต้องพยายามคิดหามาสาธยายหรอก เพราะ ไม่มี (เออ มีว่ะ มีว่าทำให้เราตระหนัก แล้วนำมาเล่าต่อ เพราะอยากให้คุณตระหนักเหมือนที่เราได้ประสบมาไง)

กะอีแค่จดจำชื่อยาที่แพ้ไว้อ่ะ มันไม่เสียหายอะไรเล๊ย เมื่อเทียบกับการเสียสุขภาพ เสียเวลา เสียงเงิน เสียยา(ใหม่ ๆ เลย) ตามที่เราเล่าให้ฟังไปแ้ล้ว นี่ถ้าเป็นคนอื่นนะ ยาก็ต้องทิ้ง เพราะเอาไปคืนโรงพยาบาลเขาก็ไม่รับ (เขาอาจคิดว่ายามีการปลอมปนป่าว เพราะตอนแรกเอจะเปลี่ยนยา แต่หมอแสดงอาการแบบประมาณว่า ไม่เคยมีใครทำแบบนี้หรอก มันคงยุ่งวุ่นวายหลายตลบ หรือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจึงถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) เอเลยตัดบทว่า สั่งยาใหม่เลยเถอะค่ะ สิ้นเรื่อง และแบกยากลับบ้านตามเดิม
แต่เนื่องจากเป็นตระกูลเรา ก๊าก... พอดีเรามีอา (แท้ ๆ) เป็นพยาบาล คุณป๋าจัดแจงโทรไปบ้าย่าเลย อีก .X. วัน ย่าจะมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน โดยมีอาหมีขับรถมาให้ เพื่อจะได้ทั้งเยี่ยมแม่เรา และรับยานี้ไปด้วยเลย เอาไปให้คนไข้อนาถาอ่ะ เขาจะได้ไม่ต้องเสียเงินยา (ทำได้ เพราะยังมีคนไข้อีกมากมายที่ไม่มีแม้เงินจะกินข้าว ดังนั้นซื้อยาก็ไม่ต้องพูดเลย เพราะไม่มีแน่นอน) อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยนะคะ เพราะบางทีก็ไม่ใช่แค่จะเสียยา (สิ้นเปลืองยา) อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าหากคุณยังไม่คิดจะใส่ใจชื่อยาที่คุณแพ้

ดังนั้น ใครรู้ตัวว่าแพ้ยาอะไร ไปจดด่วนเลย
(เราไม่เคยแพ้ยา เราจึงเพิ่งเห็นความสำคัญ แต่นอกจากยาแล้ว แม้แต่อาหาร ของใช้ หรือใดใดก็ตาม ที่สามารถทำให้ระคายเคืองต่อร่างกาย หรือแพ้ได้ ก็ควรจำและจดไว้ จะได้ไม่เสียเงินซื้อมาแล้วก็ใช้ไม่ได้อีก เรามีแพ้สบู่บางยี่ห้อ แพ้แรงมาก จดแล้ว)

อ่ะมาดูภาพยาที่เอแพ้กัน (เผื่อใครแพ้ยา ก็เอามือถือถ่ายภาพเก็บไว้ดู แบบนี้ก็ได้ ก็ยังดีกว่า ไม่จด ไม่จำ ไม่ทำอะไรเลย)

ใบแปะหน้าซองยา ขีดแดง นั่นคือยี่ห้อยา


นี่คือชื่อตัวยา คลาวูลาเนต? (ไม่แน่ใจคำอ่าน) โปแตสเซียม



เขาหลงกินไปสามเม็ด




กรด คลาวูลานิค (เกลือโปแตสเซียม) เป๊ะเลย!


ยาตัวใหม่ (ไม่ได้ถ่ายมาให้ดูเพราะขี้เกียจ) ที่ได้มากินแทนตัวที่แพ้ ท้ายฉลากมีคำเตือนว่า อย่าใช้ในผู้ป่วย G6PD (อ่านว่าจีซิกซ์พีดี) พอเอเห็นเสร็จ เป็นบ้าอีกรอบ เอาว่าถ้าไงอ่านฉลากให้ดี ก่อนออกมาจากตรงที่จ่ายยา เผื่อมีอะไรก็ถามเจ้าหน้าที่เลย แต่พอดีตอนที่เอสงสัย พวกเรายังอยู่ที่ ร.พ. จึงได้ถามพยาบาล กับหมอที่ดูแลแม่ ก็เลยรู้ว่า G6PD คือ โรคเลือดชนิดนึง (ซึ่งเอซังไม่ได้เป็น จึงกินยานี้ได้)

๒. จำไว้ว่า "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" ดังนั้น จงอย่าลืมดูแลตัวเอง

แต่ถ้าป่วยแล้ว กรุณาอ่านนี่ และนี่ (แค่สองหน้าเอง) แล้วทำตามหน่อยนะ พอดีเราเจอในลิ้นชักผู้ป่วย รู้สึกดีมาก เลยใช้มือถือถ่ายมาฝาก

จากที่เราไปนอนเฝ้าแม่ที่ ร.พ. มาสองครั้ง ได้เจอคนป่วยมากมายจากที่เดิมไม่ค่อยเจอ ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเห็น ไม่คุ้นเคยเรื่องเหล่านี้ (ได้คุยกะญาติคนป่วย ชวนเขาคุย เขาชวนคุย แอบฟังเขาคุยกัน เสียงลอยมาเข้าหู แอบดู ฯลฯ) ทำให้เรารู้สึกเห็นใจหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ร.พ.มาก และเข้าใจในพฤติกรรมบางอย่างที่เราเคยไม่เข้าใจและไม่ชอบใจ และที่สำคัญที่สุดคือ เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ+กายมากขึ้นมาก ๆ ไว้โอกาสหน้าจะมาเล่า คงเล่าเรื่อย ๆ แหละ แต่ถ้าไม่มีเวลา เราจะสแกนบันทึกของเราที่ลายมือทุเรศ ๆ มาให้อ่าน แต่ใจจริงไม่อยาก (คนอ่านก็คงไม่อยากอ่าน) คงต้องจำเป็นจริง ๆ แหละ เพราะว่า ลายมือนอกจากทุเรศแล้ว เรายังเขียนภาษาที่เราอ่านรู้เรื่องคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ด้วย บ้าจริง ๆ ก๊าก...

............................................................

แถมชวนคิดนิดนึง
พยาบาล หรือ คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ท้องผูก มักจะชอบว่าคนท้องผูกว่า
"หัดกินผักผลไม้ น้ำ เยอะ ๆ สิ แล้วก็ลุกเดิินไปเดินมา จะได้ไม่ท้องผูก"
เราขอแย้งว่า ไอ้สูตรเนี่ย มนุษย์ทั้งโลกรู้ (เราเดาว่าทั้งโลกรู้ ถ้าเรียนสุขศึกษา) ดังนั้นเลิกบอกได้แล้ว รำคาญ
แต่คนที่ท้องผูกส่วนใหญ่ น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ และความวิตกกังวลมากกว่า เรื่องการกิน
เราจึงอยากให้เขาหันมาสร้างสูตร แก้ปัญหาเรื่องภาวะท้องผูกจากความวิตกกังวล (หรือน่าจะเกี่ยวกับไซโคโซมาติก) แทนนะ น่าจะดีกว่า ถ้าใครคิดได้จะขอบคุณมาก ตอนนี้เราก็คิดอยู่ เพราะเราก็เป็น เวลาถูกกดดันมาก ๆ เนี่ย เกลียดจริง ๆ
เลิกบ่นด้วยสูตรกินผักผลไม้สักที เพราะบางคนทำตามสูตร ก็ไม่หาย ขอบอก ไม่หายจริง ๆ เพราะเดิมเราก็ไม่หาย (แต่ ณ ตอนนี้เราไม่ได้เป็นไซโคโซมาติกว่ะ สบายดี ทั้งกายและใจ) เราขอบอกเลยนะ ว่าเราเข้าใจคนที่ท้องผูกว่ะ ไม่ว่าจะผูกจากสาเหตุใดก็ตาม ยังไงซะ เราก็ยังเชื่อว่าด้านจิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าด้านร่างกาย เช่น การกิน หรือด้านปัจจัยภายนอก เราเคยเจอเองเลยนะเป็นคนรู้จัก มันไม่กินผักผลไม้เลย แต่ถามมัน มันก็บอกว่ามันไม่เคยท้องผูก เพราะมันกินมาก ดื่มน้ำมาก-ร่างกาย- อารมณ์ดี สนุกสนานเฮฮาร่าเริงทั้งวันไม่เคยเครียดอะไรกับใคร-จิตใจ- รายล้อมด้วยส้วมสะอาดสวยงามน่าเข้า นั่งอึสบาย ไม่มีใครรบกวนเวลาอยู่ในส้วม(คงเพราะมันไม่เคยใส่ใจ)-ปัจจัยภายนอก-
เราจึงคิดว่า ท่านผู้เชี่ยวชาญน่าจะคิดหา สูตรแก้ปัญหาท้องผูกด้วยการบำบัดทางจิตใจ มากกว่าที่จะสั่งให้กินนั่นทำนี่นะอ่ะนะ ยังไงลองคิด ๆ กันดู เพราะเราเชื่อว่ามีคนท้องผูกเยอะ แต่เขาไม่ได้มาบอกคุณก็เท่านั้นเอง

ไปดีกว่า สองชม.ครึ่งและ ได้แค่เขียนนี่แหละ ไม่ได้งานอื่นเลย เดี๋ยวจะไปดูแลแม่ต่อแล้ว (เดี๋ยวเอด่า) ไว้มีโอกาสจะมาเล่าใหม่

ของแถม (เอามือถือถ่ายมา เจอในชั้นวางหนังสือหน้าห้องที่แม่พัก ที่ ร.พ. จริง ๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะ แต่ทำไงได้ หนังสือดีมาก ๆ ขอบอกอ่านแล้วชอบสุด ๆ เอาเถอะ ถ้าเขามาว่าแล้วลบทิ้งก็แล้วกัน อ่าน ๆ ไปก่อน ประทับใจ หนังสือดี อ่านง่าย ได้สาระ)
เล่มแรก สมาธิ
เล่มสอง เท้า

อย่างเล่มแรกอ่ะ จะมีให้ร่วมบริจาคเพื่อตีพิมพ์หนังสือด้วย เราอยากให้(ทุกหน่วยงานที่รับบริจาค)มีการรับบริจาคเข้าบัญชีธนาคารอ่ะ เราจะได้ไปกดโอนที่ตู้เอทีเอ็ม (สะดวกดี) เราอยากร่วมบริจาคอ่ะ แต่ไม่ชอบโทรศัพท์ไปถามรายละเอียด ไม่ชอบพูดธุระทางโทรศัพท์ เพราะเป็นคนสับสน ๆ เออ!!! เกือบลืม แทรกเพิ่ม+ย้ำว่า โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง หากใครเถียงว่าไม่เกี่ยว ก็ช่างหัวมัน แต่เราขอยืนยันว่า "เกี่ยว" ลด ๆ การใช้ซะบ้าง ถ้ายังไม่อยากเป็นเนื้องอกในสมอง!
คราวหน้าเราจะเล่า อาการที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่า แม่เราเป็นเนื้องอกในสมอง ให้ได้ทราบก็แล้วกัน คาดว่าคงมีคนอยากรู้ เฮ้อ...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม