วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ยายแอมชวนชิม วันนี้ขอเสนอเมนู "อะไรก็ได้ สูตรยังไงก็ได้ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ภาค ลองทำดูดิ"

คนอ่านเจอหัวข้อเอนทรี่ คงงงว่าเจ้าของบล็อกคงบ้าส่งท้ายปีเก่า

แม่นแล้ว! แต่ถึงเราจะบ้า ก็ไม่ไร้สาระนะยะ

ถ้าคุณเคยอ่านที่อื่น ๆ มาบ้าง คงพอจะทราบว่า แต่เดิม เราทำอาหารไม่เป็นเลย ย้ำว่าไม่เป็นเลย แต่ในที่นี้หมายถึงทำแบบที่เป็นเมนูที่มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว ที่มนุษย์ปกติคนอื่น ๆ เขาทำอ่ะนะ เช่น พวกผัดผัก แกงจืดหมูสับ กระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัดอเมริกัน ฯลฯ เราทำไม่เป็นเลย (แต่เราหุงข้าวเป็นนะ เพราะทำมานานแล้ว นานพอ ๆ กับล้างจาน ตั้งแต่สมัยประถม)

แต่ลึก ๆ เราชอบทำอาหาร (เราชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง อยากทำเป็นทุกอย่าง ไม่อยากรอพึ่งใคร เกิดเป็นคนต้องพึ่งตัวเองก่อน จำไว้!!!) โดยทำตามสูตรของเราเอง ก็ไม่พ้น มาม่า ไวไว ยำยำ แล้วก็เครื่องกระป๋อง บ้าบ้าบอบอที่พอทำเสร็จ มันก็จะได้ชื่อเมนูว่า "อะไรก็ได้ สูตรยังไงก็ได้"
(แต่ถึงจะดูทุเรศทุรัง แต่เรากินหมดทุกครั้งนะ เพราะเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราทำลงไปอ่ะ ที่สำคัญคือมันไม่ได้แย่ถึงขั้นที่กินไม่ได้เลยหรอก เ้ราไม่เคยทำออกมาแย่ถึงขนาดนั้น : ที่ต้องกินให้หมด เพื่อสอนตัวเองว่า ทีหลังต้องพัฒนาฝีมือให้มากกว่านี้ ถ้าไม่พัฒนา แกก็ต้องกินอาหารรสมะละแหม่งอย่างนี้ไปตลอดชาติแน่นอน แต่พอทำมาเรื่อย ๆ มันก็โอเคขึ้น ถ้าเรียนรู้ว่ามันไม่ดีไม่อร่อยตรงไหน แล้วรู้จักปรับปรุง มันก็ต้องดีขึ้น เออขอบอก ๆ เราไม่ชอบเครื่องปรุงที่เป็นซอง ๆ ที่ให้มาอ่ะ ไม่ชอบกินผงชูรส ไม่เชื่อในรสอูมามิว่ามันถือเป็นรสที่ห้า ไม่ชอบรสใดรสหนึ่งเป็นพิเศษ "ไม่ชอบหวาน เปรี้ยวนี่เกลียดมาก เค็ม ขม เลยสักรส" ส่วนใหญ่อาหารของเราจะจืดจางมาก แต่เราก็กิน แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่า คำว่า อร่อย จริง ๆ แล้วแปลว่าอะไร รู้แต่ว่าถ้ากินแล้วอยากกินอีกแปลว่าอร่อย แต่ถ้าให้กินแบบนั้นทุกมื้อ ทุกวัน เราคงไม่ไหวหรอก โลกนี้มีของกินอีกมากมาย กินสลับกันบ้างก็ได้ ของกินไม่ใช่ผัวเมียที่จะเปลี่ยนไม่ได้ ว่าไปนั่น!!!) ซึ่งเรามักจะได้ทำอาหาร ตอนที่อยู่บ้านคนเดียว เพราะถ้าอยู่กันทั้งบ้าน แม่เขาไม่ให้ทำ : ไม่ให้เราเปิดแก๊ส ไม่ให้จับมีด ไม่ให้ออกไปซื้อของ ไม่ให้ทำอะไรเลย จนเราเป็นง่อย และสันหลังยาว ไปแล้ว (ความเป็นแม่บ้านเสื่อมถอยถึงขีดสุด)

พอตอนนี้แม่ไม่สบาย

เราจึงไม่พลาด ที่จะยึดครัวเป็นของเรา (อยากมานานแล้ว ก๊าก...)

แต่แน่นอน ว่า คนที่ไม่เคยทำอาหาร ถึงดูรายการทีวี แต่ดูแบบผ่าน ๆ พอถึงเวลาต้องทำจริง ๆ มันก็นึกไม่ออก ทำไม่ถูก เริ่มต้นไม่ถูก ไม่รู้ต้องใส่อะไรก่อนหลัง ใส่อะไรเท่าไร ใส่ไปแล้วจะเกิดอะไร (เช่น ไฟไหม้กระทะ น้ำมันกระเด็น หม้อระเบิด ฯลฯ) วันแรกที่ทำอาหารอย่างเป็นทางการคือวันที่แม่ออกจากโรงพยาบาล วันนั้น เราเป็นลูกมือของป๋า แต่เป็นคนลงมือทำเกือบทั้งหมดโดยมีป๋ายืนชี้นิ้วบอก ซึ่งโอเค แบบนี้ชอบ เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเราจึงต้องการผู้กำกับมาก ๆ

หลังจากนั้นมา เราก็ตะลุยทำพวกผัดผัก (ปรุงแค่ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลติ๊ดนึง ใส่กระเทียมมาก ๆ เพราะเราชอบกิน - ก่อนนี้ไม่ชอบ เพราะว่าไม่ชอบกระเทียมไหม้ ๆ พอได้ทำเอง เราก็แค่ไม่ให้มันไหม้อ่ะ) แม่ชอบฝีมือผัดคะน้าของเรามาก ๆ แม่ชอบเพราะเราใส่น้ำมันน้ิอย (ป๋าบอกว่าน้อย มันกระด้าง) แต่เราว่ามันพอดีแล้ว ไม่รู้เราเอาอะไรมาวัด แต่เรารู้สึกว่า เราอ่านหนังสือสุขภาพเยอะนะ (รีดเด๋ออ่ะมีบอกประจำ ชอบมาก) เราคิดว่าแค่นั้นโอเคพอที่วิตามินเอมันจะออกมาแล้ว ที่สำคัญ เราเป็นคนล้างจาน เราเบื่อจานมัน ๆ อ่ะ เพราะถ้าคนเอาจานมาวางซ้อนส่งเดช มันจะทำให้จานชามอันอื่นมันตามไปด้วย (เห็นใจคนล้างจานหน่อยเดะ) แบบว่าเราเป็นคนล้างจานเวอร์ ล้างนานมาก (มีรายละเอียดเยอะ งี่เง่า แต่ทำไงได้ เราชอบแบบนี้อ่ะ)

จริง ๆ ตอนนี้ ก็ยังถือว่าเราทำอาหารเป็นน้อย
(คือแปลว่า ดีกว่าทำไม่เป็นหน่อยนึง แต่ก็ดีน้อยกว่าทำได้ดี หรือ ทำเก่ง)
ซึ่งเราขอเรียกตัวเราเองว่า เป็นคนที่ไม่กลัวที่จะต้องทำอาหารดีกว่า เพราะ เรามีสามัญสำนึกพอที่จะรู้ว่า อะไรกินได้ อะไรกินดี อะไรกินได้แต่ไม่ดี ถ้ามีสูตรให้หน่อย (เช่น ตำราอาหาร ที่ถึงแม้เขียนไม่ค่อยละเอียด ชอบเขียนให้เหวี่ยงทุกอย่างลงไปในหม้อพร้อมกันหมด ซึ่งในความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นเหรอ!!!) ก็ถือว่าโอเคแล้ว ส่วนคำว่าอร่อย มันแล้วแต่คนว่ะ จริง ๆ นะ ไม่มีอร่อยใดที่ถือเป็นสากลหรอก อย่างมากก็วัดจากที่คนส่วนใหญ่เขายอมรับว่าอร่อยแบบไหน เช่น อร่อยแบบสูตรของท่านนี้ อร่อยแบบชาววัง อร่อยแบบชาวบ้าน

ก็ค่อย ๆ ลองทำกันไป

เรียนรู้ความผิดพลาดกันไป

ไม่มีใครทำถูกทุกอย่างหรอก

ยิ่งถ้าไม่เคยทำมาก่อน แล้วจะให้ทำถูกเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้ จริงไหม??? (ถ้าทำถูก คนเขาก็ว่า "ฟลุ๊ค")

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น

เพราะถ้าคุณกลัว คุณก็จะไม่มีวันทำมันเป็น
(เราเชื่อว่า คงมีคนพูดแบบนี้มาหลายคนแล้ว ซึ่งคุณผู้อ่านน่ะ อาจคิดตามไปบ้าง ไม่สนใจบ้าง เห็นจนชินจนเบื่อไปแล้วบ้าง แต่ขอให้รู้ไว้เถอะ ว่าคำนี้มันจะมีความหมายมาก เมื่อคุณเป็นคนพูดคำนี้ออกมาเอง)

เออ แต่สำหรับคนเรื่องมาก เรื่องมากสุด ๆ ขอให้ฝึกทำอาหารให้เป็นซะ เพราะ ไม่มีใครอยากทำอะไรตามใจคนแค่คนเดียวหรอก มันงี่เง่า และถ้ามีใครมาเรื่องมากกับอาหารที่เราทำ เราจะพูดว่า "ไม่พอใจ ก็ไปทำกินเอง" จบ ก๊าก...
(อธิบายเพิ่มว่า มันคือ กรณีที่เราทำอาหารได้ถูกใจคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่คนคนเดียวมาโวยวาย แบบนั้น เราจะถือว่า คนแค่คนเดียว ดันเป็นคนเรื่องมากเอง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเรา เพราะเราต้องทำตามมาตรฐานของเรา "ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาโอเค" ถูกไหม?)

เป็นคนเรื่องน้อย (คนแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เช่น เรา ก๊าก...) โอนอ่อนผ่อนตามซะบ้างเถอะค่ะ
แล้วจะพบว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แย่นักหรอก เนอะ
..........

ร่ายมาซะยาว จริง ๆ จะมาเล่าวิธีการทำอาหารที่เราชอบกิน
เด่น ๆ เลยนะ ขอสาธยายนิดนึง ว่ามีอะไรที่เราชอบกินบ้าง
อาหารไทยเนี่ย เยอะแยะ ชอบอาหารไทยสุด ๆ แล้ว คือเหมาว่า อาหารที่มีกินในเมืองไทยมานานแล้วอ่ะนะ
อาหารฝรั่ง ชอบซุปครีมเห็ด ?
อาหารญี่ปุ่น ชอบไข่ตุ๋น ??
ไปกันใหญ่แล้วอีนี่
คือจะบอกว่า เคยไปกินสะเต็ก สะปาเกตตี้ อะไรบ้าบอคอแตก บอกตรง ๆ ไม่ชอบ ถึงอร่อยแต่ก็ไม่ชอบ เรากลับมองเห็นเป็นยาช่วยย่อยกับยาแก้ท้องเสียด้วยซ้ำ เพราะมันย่อยยาก และไม่เห็นจะมีคุณค่าทางอาหารเท่าไรเลย ดูขยะ ๆ (จั๊งค์ฟู๊ด) ยังไงบอกไม่ถูก (กราบขออภัยคนที่ชอบ อันนี้เราพูดจากความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งถ้าคุณไม่พอใจ ก็อย่าอ่านต่อ ไม่ต้องด่าเราด้วย เพราะคุณไม่ได้หาเลี้ยงเรา อย่ามายุ่ง ถ้าหาเลี้ยงเราค่อยมายุ่ง - "กวน... อีกอีนี่") แต่ก็มีซุปครีมเห็ดนี่แหละ ที่ชอบ รู้สึกมันเป็นอะไรที่น่ารักดี (ออกแนวชอบแบบบ้า ๆ หามากินได้เรื่อย ๆ พวกซอง ๆ อ่ะ ทั้งที่รู้ว่ามีผงชูรส ก็ชอบกิน)

ส่วนอาหารญี่ปุ่น เราว่ามันแปลก ๆ ดี แต่ให้มองเรื่องสุขภาพ ลึก ๆ เราคิดว่า ช่วงที่อยู่ในกระบวนการ มันจะโอเครึ จะสะอาดไหม แต่ช่างมันเถอะ เด่น ๆ ที่เราชอบ ก็คือปลาดิบ (เพราะเราชอบกินปลา และพยายามจะไม่กินเนื้อสัตว์บกแล้ว-คิดถึงตอนมันถูกเชือดอ่ะ ถ้าไม่กินปลาอีก เราคงไม่มีเนื้ออะไรกินแล้ว) กับมิโซะซุป แล้วก็ไข่ตุ๋น

ที่เล่าก็เพื่อจะบอกว่า เราชอบกินอะไร
เราก็ต้องพยายามทำอาหารเหล่านั้นให้เป็น
นี่แหละ จุดเริ่มต้นของการทำอาหาร
คุณอย่าไปคิดทำเมนูที่ วิ ริด สะ มา หรา? นักเลย (เห็นหลายคนเริ่มจากทำอาหารไม่เป็นเลย โดยการไปเข้าคอร์สทำอาหารอย่างหรู ตามโรงแรมอ่ะ เราว่ามันเวอร์ แต่ถ้ารวยก็ทำไปเถอะ เราแค่อยากบอกว่า จริง ๆ แล้วเริ่มต้นเองก็ได้ และน่าจะฮากว่าด้วย) ถ้าทำแล้วไม่ค่อยกิน ไม่มีใครชอบกิน แต่ทำเพราะมันทำยาก ทำแล้วดูีหรูดี อันนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ทำแล้วเหนื่อยเปล่า

สู้เริ่มทำจากเมนูที่คุณชอบกิน จะดีกว่า เพราะด้วยความที่คุณชอบมันอยู่แล้ว โอกาสที่คุณจะทนกิน (ในช่วงทดลองทำ) ได้ตลอดรอดฝั่ง จึงมีสูงมาก ก๊าก...

นอกจากผัด ๆ ที่ทำจนชินแล้ว (หลับตาชุ ๆ ยังอร่อย ว่าไปนั่น)
เราก็ฝึกทำของที่เราชอบกินแหละ

ไข่ตุ๋น
แม้จะยังไม่ออกแนวญี่ปุ่น แต่ก็อร่อย อร่อยแบบเรา
ขอเตือน คนที่ยังไม่เคยทำ ถ้าน้ำในลังถึง (ซึ้ง) ยังไม่เดือด ก็ยังไม่ต้องนับจับเวลา
น้ำต้องเดือดพล่าน ๆ เลย ถึงจะเอาไข่ไปตุ๋น และนับไปกี่นาทีก็ช่าง คุณจะไม่มีทางเห็นน้ำแห้ง (ถ้าไม่ได้ลืมใส่น้ำในไข่ตุ๋น) ดังนั้นอย่าไปหวังว่าจะปิดเตาเมื่อเห็นน้ำในชามไข่ตุ๋นแห้ง แต่จะรู้ว่าไข่สุกแล้ว ก็ต่อเมื่อเอาซ้อมไปจิ้มแล้วไม่มีไข่ิเยิ้มติดขึ้นมา (เป็นส้อมสวย ๆ เหมือนเดิม)
ทำซะ เมนูนี้ถึงดูง่าย แต่เราโง่มาแล้ว รอตั้งเกือบชั่วโมง เพราะดันใส่น้ำไปเต็มซึ้งเลย แล้วน้ำก็ไม่เดือดสักที จนต้องเร่งไฟสุด ๆ ฮาฮา

และเมนูที่เราเต็มใจนำเสนอมาก (จริง ๆ มาเขียนบล็อก เพราะจะเขียนแค่เรื่องนี้ ไอ้ที่ร่าย ๆ มาอ่ะ มาคิดสดตะกี้ ได้ซะยาวเฟื้อยเลย ก๊าก...)
.
.
.
ซุปครีมเห็ดประยุกต์สูตรคุณปั๊บป๋า

แน่นอน มันเริ่มจากที่เราชอบกินก่อน แล้วเราก็ซื้อแบบผงกึ่งสำเร็จรูปมาลองกินหลายยี่ห้อ (กินแต่ผงชูรส เฮ้อ) จนคิดว่า ทำเองดีกว่า อาฮั้นอยากทำกินเอง ยากไหม ยากไหม?
หาตำรา
ดูไม่ค่อยเยอะ ขี้เกียจค้น
ก็ไม่มีซุปครีมเห็ดตรง ๆ
เลยประยุกต์สูตรซุปข้าวโพด กับดูส่วนประกอบซุปครีมเห็ดจากฉลากซุปผงกึ่งสำเร็จรูป
แล้วด้วยความที่บางอย่ามันแปลก ๆ เช่น แลกโตส (รู้ว่าเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว แต่ตูจะไปหาจากไหนล่ะฟะ) ก็ตัดทิ้งไป อะไรที่เราไม่ชอบคิดว่าหาไม่ได้ก็ตัดทิ้งไป แป้งมันฝรั่งงี้อ่ะ เราโทรฝากป๋าซื้อ ป๋างงเลย
"หนูจะเอาไปทำอะไร"
"ทำซุปครีมเห็ดฮับปั๊บป๋า"
"มันจะมีขายไหมเนี่ย แป้งมันฝรั่ง"
"ไม่รู้ฮับ ถ้าไม่มี ขอเป็นแป้งข้าวโพดก็ได้"
"โอเค เดี๋ยวป๋าดูให้"

สุดท้ายได้แป้งข้าวโพดมา แต่ก็โอเคนะ เราว่ามันดูน่ารัก ๆ เหมาะกับเราดี (ตรงไหนวะ???)

เราไม่มีเวลาทำ (จริง ๆ ยังไม่ทำ เพราะไม่มีน้ำสตอก หรือน้ำซุป พอดีช่วงนั้นเราทำแต่ต้มยำ ต้มยำ แล้วก็ต้มยำ เพราะแม่ชอบกิน) ป๋าก็เลยลุยเองแล้ว
"ป๋าฮับ ทำเป็นเหรอฮับ"
"ไม่เป็น"
"อ้าว"
"เอาตำรามาดูซิ"
"ป๋าฮับ มันมีแต่สูตรซุปข้าวโพด"
"ไม่เป็นไร"

สุดท้ายป๋าก็ฟังว่ามีอะไรกี่ช้อน ๆ

แล้วก็ออกมาเป็นซุปครีมเห็ด สูตร คุณปั๊บป๋า
ที่สำคัญ คุณปั๊บป๋า ไม่ใส่นมสด เพราะปกติเรากินนมไม่ได้ (ไม่มีน้ำย่อย กินแล้วท้องเสีย ต้องกินแต่นมเปรี้ยว นมบูด ๆ ก๊าก...)
แต่ขอบอก ซุปที่ได้อร่อยมาก ดูไม่ต่างจากตามร้านเท่าไรนักหรอก ที่ว่าไม่ต่าง เพราะแต่ละร้านมันโคตรต่าง จะเหมือนก็แค่สีมันขาวกับมีชิ้นเห็ด แต่บางร้านเนื้อซุปข้นมาก บางร้านออกไส ๆ บางร้านใส่วิญญาณเห็ด ฯลฯ แต่เราว่าซุปครีมเห็ดของคุณป๋า อร่อย แล้วเราก็รู้สึกว่ามันเป็น รสความสุข อ่ะ (แบบว่าได้เห็นขั้นตอนการทำ ไม่ได้ใส่ผงชูรส ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยาก เห็นแล้วดีใจ กินแล้วมีความสุข รสความสุขต่างหากที่น่าจะเป็นรสที่ห้า ไม่ใช่รสอูมามิ กร๊าก... - อีนี่วอนโดนด่า ขออภัยค่ะ เราคิดแบบนี้จริง ๆ)

มาดูดีกว่าว่าถ้าจะทำ ต้องมีอะไรบ้าง
(ปริมาณที่ได้ จะเซิร์ฟได้ ๒ ที่ จ้า...)

ตัดเล็บซะ ถ้าคิดจะทำอาหาร
ปกติเราตัดเล็บกุด ๆ อยู่แล้วค่ะ
เพราะรำคาญเวลาอีพวกไว้เล็บยาว ๆ มาโดนมือ
(เล็บมันแข็ง บางทีมือเราถลอกเลย)
เลยไม่มีทางไว้เล็บยาว ๆ เพราะไม่อยากเป็นคนจำพวกเหล่านั้น
ฉันเกลียดมัน ก๊าก...
ที่สำคัญ คือ เรื่องของความสะอาดค่ะ


หม้อน้อย ซื้อที่ไดโซะนานแล้ว ชอบมาก (ซื้อมาทำมาม่า)
มันทำอาหารสะดวกดี เบา ล้างง่าย
แต่อย่าใช้ไฟแรง เดี๋ยวพัง และเดี๋ยวที่จับไหม้
กับทัพพีตักแกง


ช้อนโต๊ะ (ไว้ตวง)


น้ำซุปของคุณป๋า ซึ่งทำจากหัวไชเท้า หัวไชโป้วหวานแห้ง
หมูเนื้อแดงหั่นเป็นชิ้น ๆ น้ำปลา
ป๋าปรุง เราไม่รู้แน่ชัด แต่รู้ว่า ใส่ ๆ ไปเถอะ
ถ้าไม่ทำน้ำปลาหก ก็หอมอร่อยแน่นอน
(ใช้น้ำซุป ๔ ทัพพี) เออ ขอน้ำเปล่าด้วยนะ ๔ ทัพพี


เห็ดแชมปิยองสด ราคาแค่ไม่กี่สิบบาทเอง
ใช้ ๒ หัว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นะ


นมสดสเตริไลน์
๒ ทัพพี (กะ ๆ เอาครึ่งกระป๋องพอ)


ครีมเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ
(ตอนป๋าทำ ไม่ได้ใส่นมสด เลยใส่ครียเทียม ๒ ช้อนโต๊ะ)
ตักใส่ถ้วยไว้


แป้งข้าวโพด ๒ ช้อนโต๊ะ ใส่ถ้วยไว้
(และเตรียมน้ำธรรมดาอีก ๑ ทัพพีไว้ละลายแป้งด้วย)


ซอสเยาะ ๕ หยดพอ ก๊าก... เอาความหอม


พริกไทย นิดเดียว กะเอาเองตามชอบใจ แต่เราใส่น้อย ไม่ชอบ


วิธีทำ
๑. ตักน้ำซุป ๔ ทัพพีใส่หม้อน้อย และใส่น้ำเปล่าอีก ๔ ทัพพี เอาหม้อน้อยขึ้นตั้งไฟให้สารละลาย!เดือด
๒. เดือดแล้วใส่เห็ดที่หั่นไว้ ต้มให้สุก (จะรู้ได้ไงว่าสุก เอาขึ้นมากินดีไหม? ก๊าก... เอางี้ดีกว่า ก็ไปหาฝามาหม้ออื่นมาปิด ให้มันอบ ๆ อยู่ในหม้อสักสองนาทีก็สุกแล้ว เห็ดชิ้นเล็กนิดเดียว ถ้ากลัวไม่สุกก็สับเห็ดให้ละเอียดไปเลย - ไอ้บ้า!)
๓. ระหว่างรอเห็ดสุก ก็เทนมสด ๒ ทัพพี ใส่ในถ้วยที่มีครีมเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน (อาจจะไม่ละลายเข้ากันหมด ก็ช่างหัวมันเถอะ) พอเห็ดสุก ก็ค่อย ๆ เทส่วนผสมนี้ลงไป (ที่ให้ช่างหัวมันเพราะ ตอนนี้แหละ เราจะตักสารละลายร้อน ๆ ในหม้อน้อย มาล้างครีมเทียมและนมที่เหลือติด ๆ ในถ้วย) ค่อย ๆ คนให้เข้ากัน
๔. จากนั้น ตักน้ำ ๑ ทัพพี มาละลายแป้งข้าวโพด ๒ ช้อนโต๊ะ พอละลายดีแล้ว ค่อย ๆ เทลงไปในหม้อน้อย เทช้า ๆ และคนไปด้วยตลอดเวลา (กันแป้งลงไปกองจุดเดียว)
๕. สารละลายข้นแล้ว ดูดี มีชาติตระกูล ก็จง ใส่ซอสเยาะ ๕ หยด ให้หอม ลองชิมดู ถ้ามันไม่เค็มก็ใส่ไปอีก จนกว่าจะพอใจ แต่คุณไม่ควรกินเค็ม เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และความดันโลหิตสูง นะจ๊ะ นะจ๊ะ
๖. เสร็จแล้ว ปิดเตา เหยาะพริกไทย ตักเสิร์ฟ ได้สองที่

ลองทำดู ได้ประมาณเท่านี้ (ตามรูป)
จริง ๆ ตอนสร้างสูตร เราทำเพื่อจะกินคนเดียว
แต่มันอิ่มไปว่ะ เราเลยคิดว่าเสิร์ฟสองที่แล้วกัน น่าจะโอเคกว่า





ส่วนนมที่เหลือ เราเอาไปทอดไข่เจียวกินอ่ะ
ไข่สามฟอง เพราะนมมันเหลือเยอะ (ครึ่งกระป๋อง)
กินกับเอสองคน
พอดีอี้เรามา เขาบอกว่าน่ากินมาก เหมือนราดชอกโกแลต
(จริง ๆ มันคือน้ำตาลในนมไหม้ สีเหมือนขอบขนมเค้กอ่ะ)
อี้เขาขอลองชิม แล้วก็บอกว่า ดีดี
ใส่แค่ซีอิ้วขาวกับซอสปรุงรสให้แค่พอหอม ๆ ไม่เอาเค็มเท่าไร
หน้าตามัน ตอนใกล้หมดแล้ว กร๊าก...



เล่าให้ป๋าฟัง ป๋าบอกว่า ถ้านมเหลือเยอะขนาดนั้น
น่าจะเอาไปทำไข่ตุ๋นมากกว่า
เราก็บอกว่าโอเคฮับ
คราวหน้าจะทำแล้วกัน แต่จะทำเป็นไข่ตุ๋นทอดนะ

รู้จัก ไข่ตุ๋นทอด อ๊ะป่าว?
(ลองเซิร์ชแล้ว คำว่าไข่ตุ๋นทอดเขาไว้เปรียบเทียบเวลาทำเต้าหู้ทอด, เต้าหู้ไข่ทอด แต่ไอ้ที่เราหมายถึงน่ะ หมายถึงการทอดไข่เจียวโดยที่ดันใส่น้ำมากเกินไปจนทอดเท่าไรก็ไม่ยอมแข็ง กลายเป็นแหยะ ๆ เท่าที่ค้นมีคนทำเหมือนกันแหะ แต่ความผิดพลาดในการเติมน้ำจนทำไข่เจียวจนกลายเป็นไข่ตุ๋น เราคิดว่ามันก็โอเคนะ เพราะถ้าให้เรารอตุ๋นไข่น๊านนาน กับจับโยนลงกระทะทำไข่ตุ๋นทอดน่ะ ฮากว่าเยอะ อร่อยดี กะว่าจะหาผักที่มีวิตามินเอมาใส่ในไข่ด้วย น้ำมันจะได้ช่วยละลายวิตามินไง)

ยังไงลองคิดลองทำดูนะคะ
ไปแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเลย (เลวร้ายมาก บ่ายสองห้าสิบเจ็ดแล้ว กินข้าวไม่ตรงเวลาเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก แต่ทำไงได้ เราอยากเขียนให้เสร็จก่อน)

ไว้มีอะไรฮาฮาถึงจะมาเล่าใหม่
ลาทีปีหนู ยาฮู...ปีวัว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

คลังข้อมูล

บทความที่ได้รับความนิยม