เล่าสรุป ๆ แล้วกัน เพราะอยากเขียนให้ครบเท่าที่อยากเขียน เพราะดูแล้ว เราไม่มีเวลายาวและเนิ่นนาน วันนี้กะมาเขียนให้ครบทุกเรื่องที่อยากเขียนเลย แล้วจะยัดต้นฉบับให้คนที่อยากแกะลายสือไทย (พูดประชด) ลองเอาไปอ่านเพิ่มด้วย
ขอบอกว่า นี่คือบันทึกของเรา และ เราไม่ใช่หมอ ถ้ามีความผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ ถ้าเราเขียนผิด (รับรู้มาผิด ๆ ใครรู้และมีหลักฐานยืนยัน รบกวนโพสต์บอก จะขอบพระคุณอย่างสูง)
.
.
.
ก่อนอื่นเล่านี่ก่อนดีกว่า
ว่า
- สาเหตุของโรคเนื้องอกในสมอง ยังไม่ชัดเจน ว่าเป็นเพราะอะไร
ไม่มีใครรู้ว่าเนื้องอกในสมองเกิดมาจากอะไรตรง ๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงคือ เรื่อง ความเครียด การดำเนินชีวิต อาหารการกิน (แนวอาหารก่อมะเร็ง) และการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ในบางคนก็ทำเหมือน ๆ กันแต่ไม่เป็น ก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไม แต่อาจเพราะภูมิต้านทานของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
- เนื้องอกในสมอง เป็นโรคที่ไม่ใช่ แค่ดูอาการแล้วจะรู้ได้
หลาย ๆ คนที่เป็นเนื้องอกในสมอง มักจะมีอาการบางอย่าง ที่ทำให้แพทย์วินิจฉัยผิด (วินิจฉัยจากแค่อาการที่ปรากฏให้เห็น - เพราะอยู่ดี ๆ ใครจะอยากไปสแกนสมอง จริงไหม?) เช่น ในกรณีของคนไข้คนนึงที่เราฟังญาติเขาเล่ามา คือ หมอวินิจฉัยอาการปวดหัวของคนไข้ว่าเป็น "ไมเกรน" ก็รักษาไมเกรนมาตลอดแต่ก็ไม่หาย ไม่ดีขึ้น ภายหลังสแกนสมองจึงพบเนื้องอก ส่วนของแม่เราหมอวินิจฉัยตามอาการพบว่าเป็น "น้ำในหูไม่เท่ากัน" รักษามาก็ไม่ค่อยดีขึ้นนัก เดี๋ยวรายละเอียดของอาการของแม่จะเล่าในส่วนถัดไป
- สิ่งที่ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกในสมอง ก็คือ ผลจากการสแกนสมอง (เห็นมีเนื้องอกในฟิล์มสแกน)
แค่อาการต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดตา ปวดขา อ่อนแรง ฯลฯ จะใช้ยืนยันไม่ได้ ต้องดูผลสแกนสมอง
เล่าอาการที่เป็นหรือปัจจัยที่เราสรุปมาจากการวิเคราะห์พฤติกรรมและประวัติการรักษาของแม่เรา
(ไม่ได้อยากนินทาใครอื่นใด แค่อยากมาเล่าเพื่อให้ตระหนัก และเดินสายกลางกันบ้าง *ถ้ามีใครที่เจตนาไม่ดี เอาสิ่งเหล่านี้ไปล้อเลียน ทั้งกับครอบครัวเรา หรือกับครอบครัวอื่น ๆ ที่อาจมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กันนี้ เราขอแช่งคนเจตนาไม่ดีให้เป็นโรคนี้ สาธุ เพราะเราจะถือว่าเป็นพวกเลว ชอบซ้ำเติมคนอื่น สันดานไม่ดี ชั่วช้าสามาน แต่ถ้าเอาไปในลักษณะเตือนให้ผู้อื่นตระหนักและ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น อันนี้เราไม่ว่าอะไร จะยินดีด้วยซ้ำ)
ที่มาเล่าเพราะอยากให้ตระหนัก ไม่ได้อยากให้เห็นเป็นเรื่องตลก ถ้าไม่อยากอ่าน ปิดไป ไม่มีใครขอร้องให้คุณมาอ่าน
เริ่มจาก ขอเขียนเป็นข้อ ๆ ตามความเข้าใจของเราเอง
๑. แม่เราเคยชัก เท่าที่เราเกิดทันมาเห็น มี สองครั้ง ครั้งแรกหนักเข้าไอซียู พอฟื้นมาจำเราไม่ได้อีกต่างหาก แต่อาม่า (ยายเรา) บอกว่าตอนเด็ก ๆ แม่ชักตาตั้งหลายครั้งแล้ว (แต่ความคิดนี้ถูกหักล้างด้วย คำตอบของคุณหมอที่ไทยนครินทร์ บอกว่า "ไม่เกี่ยว" แต่เราอยากใส่ไว้อ่ะ เท่าที่เห็นคือแม่เราชักเมื่อไข้ขี้นสูง ทุกวันนี้พอไข้จะขึ้น แม่เขาจะไม่ยอมนอนเลย กลัวชัก!)
๒. โดยปกติ แม่เรามีความเครียดสูงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ คือเราคงเล่ารายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ เพราะความเครียดเป็นเรื่องส่วนตัว และมีความเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ ปัจจัยทั้ง ปัจจัยภายใน (หมายถึงโดยทั่ว ๆ ไป อ่ะนะ ไม่ใช่แค่ของแม่เรา) เช่น เป็นคนเรื่องมาก ชอบความสมบูรณ์แบบ นิสัยขี้เกรงใจรับงานมาทำไปหมด ปฏิเสธคนไม่เป็น เก็บกด มีภาวะการถูกขัดใจบ่อยครั้ง รู้สึกถึงความไม่ได้ดั่งใจบ่อยครั้ง ความเจ็บป่วยของตัวเอง ฯลฯ ปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาปากท้อง ปัญหาค่าครองชีพ นิสัยเห็นแก่ตัวของพวกเอาเปรียบชอบใช้งาน มีภาระต้องดูแลครอบครัวกิจการงานเยอะแยะ (แบบไม่อยากทำแต่ก็ต้องทำ) ฯลฯ แม้กระทั่งสิ่งที่ดูแล้วคนอื่นไม่น่าเครียด ก็สามารถเป็นความเครียดของบางคนได้ ดังนั้นเรื่องนี้มันกว้าง จะโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คงจะไม่ได้ แต่ที่เรารู้คือ สำหรับกรณีแม่เรา การอยู่ในตำแหน่งที่คนที่เกี่ยวข้อง "กลับไม่ช่วยเหลือ" ปล่อยให้แม่เราต้องทำอยู่คนเดียว และทำแทบทุกอย่าง (เราเห็น ทั้งที่บางอย่างมันงานไพร่ด้วยซ้ำ อย่าหาว่าเราปากจัด เพราะเราพูดความจริง) มันสร้างความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ (นี่ไม่ได้ว่าใคร เพราะนานาจิตตัง ทุกคนมีเหตุผลล้านแปด แล้วแต่จะคิด แต่ช่วยมีความเกรงใจ ความละอายต่อบาป รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง กันบ้าง)
๓. แม่เราคุยโทรศัพท์ทั้งวัน (ไม่ใช่แม่เราอยากคุย ขอบอก แต่บางทีก็เป็นเรื่องของมารยาท แม่เราขี้เกรงใจ ปฏิเสธคนไม่เป็น จนเราทะเลาะกับแม่บ่อยมาก เพราะแม่ชอบให้เราโกหกว่าไม่อยู่บ้าน แต่เราไม่ชอบโกหก เราคันปากอยากจะด่าคนที่ชอบโทรมาหาแม่เราว่าแล้วมาใช้งานแม่เรา ว่า "เลิกโทรมาใช้งานแม่กูสักที หัดทำงานเองบ้างสิวะ" สุดท้ายเราเลยถอดสายโทรศัพท์บ้านออก แสบไหม? คนโทรมาหาแม่ทั้งวัน ทั้งเบอร์บ้านและมือถือ (หมอเชิดศักดิ์ ที่ซอยวชิรธรรมอ่ะ ถามอาจารย์ประภาพรมาว่า แม่เราคุยโทรศัพท์มือถือบ่อยไหม อาจารย์ตอบว่าทั้งวัน หมอบอกว่า "นั่นไง") เราจึงสรุปได้ว่า การคุยโทรศัพท์มือถือ สัญญาณมือถือ เป็นปัจจัยนึงที่ทำให้เป็นเนื้องอก ปิ้งสมอง เราเห็นวัยรุ่นหลายคน (ลูกศิษย์แม่ที่มาเยี่ยม ฟังข้อนี้แล้วพูดว่า จริงเหรอ แล้วทำหน้าำเหมือนไม่เชื่อ เราก็คิดในใจว่า ช่างมึงดิ อยากคุยมือถือทั้งวันกับเพื่อนกับแฟนก็คุยไป หูมึง หัวมึง สมองมึง เงินมึง ไม่เชื่อก็เรื่องของมึง ก็มึงถามกู กูมีหน้าที่แค่ตอบ จะไม่เชื่อก็ตามสบาย ไม่เดือดร้อนกูอยู่แล้ว แต่อย่าโทรมารบกวนแม่กูแล้วกัน)
๔. อาหารการกิน แม่เราชอบกินปูดอง หอยดอง ของเปรี้ยว ๆ อะไรทำนองนี้ ซึ่งทำให้ท้องเสียบ่อย และชอบกินของทอด กล้วยทอด เนื้อสัตว์ ไก่ย่างกี่ดาวก็ว่าไป ซื้อบ่อยมาก บางทีบอกว่าซื้อเพื่ออุดหนุนคนแถวบ้าน!!! อาหารที่แม่กิน เอ่อ เราจะพูดยังไงดี คือ เราว่ามันไม่มีประโยชน์แต่มีโทษเยอะมาก แม้มันจะอร่อย เพราะเราเชื่อว่าหลายคนก็ชอบกินนะ คือ กินได้แต่ไม่ควรกินบ่อยเท่านั้นเอง เอ่อ ชอบซื้อของมาตุน
๕. ไม่เคยออกกำลัง เวลาจะออก ก็ขี้เกียจ นอนดีกว่า บางทีบอกว่า ไม่มีเพลง เต้นไม่ออก แต่เราว่าเรื่องไม่มีเวลาน่าจะชัดสุด เพราะแม่งานเยอะมาก อันนี้เราเข้าใจ เพราะอย่างเราเนี่ย ถ้าเราภารกิจเยอะ เราจะตัดเรื่องส่วนตัวที่ทำให้เสียเวลา เช่น สระผม เป่าผม แต่งหน้า บ้าบอ ตัดทิ้งให้หมด โดยการแทบจะโกนหัว เพื่อให้เรามีเวลาเหลือไว้ออกกำลังกาย ใครจะว่าสุดโต่งก็ช่าง เพราะเราคิดว่าการตัดเวลาสิ้นเปลืองของตัวเอง ก็ยังดีกว่าต้องไปเบียดบังเวลาของคนอื่น (กรณีการเบียดบังเวลาของคนอื่นเช่น สมมติคุณทำงานถึงบ่ายสอง อีกกะเริ่มบ่ายสอง แล้วคุณดันมีนัดเดทกับหนุ่มตอนบ่ายโมง คุณโทรให้เพื่อนที่เขางานบ่ายสองให้มาเที่ยง เพื่อที่คุณจะออกไปเดท อันนี้เรียกว่าเบียดบังเวลาของคนอื่น ถือว่าเห็นแก่ตัว เออ ไม่ต้องยกไกล แค่เรามานั่งเขียนบล็อกยังไม่ไปทำกับข้าวข้าวเที่ยงก็ถือเป็นการเบียดบังเวลาของเอซัง เดี๋ยวเอซังคงไปทำ เฮ้อ รีบสรุป ๆ ดีกว่า จะไปและ รำคาญว่ะ อยากเขียน แต่ไม่มีเวลา) หาเวลาออกกำลังกายซะคะ "แค่ครั้งละครึ่งชั่วโมง ออกกำลังกายไปหัวเราะไป ให้จิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง" ทำวันเว้นวันก็ดี
๖.นึกไม่ออก เอาอาการตอนตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลเลยแล้วกัน
- ๑๖ พ.ย. ๕๑ (จะมีเรื่องอะไรก่อนหน้านี้เราไม่กล้าสรุป แต่มีปัจจัยด้านบน คือ เครียดกับกินหอยดอง) แต่เอาไปแต่อาการแล้วกัน แม่เราตื่นขึ้นมา เวียนหัวมาก ไม่อยากกินข้าว พอบังคับให้กิน ก็กิน กินได้หน่อย ก็อ้วกออกมาหมด ดูก๊ง ๆ งง ๆ หลง ๆ ลืม ๆ หงุดหงิดมาก โวยวายจะไม่ไปหาหมอ (เป็นความดื้อส่วนบุคคล เราพอจะเห็นมาหลายตอนอยู่ ร.พ. คนป่วย มักพยายามทำให้เห็นว่าไม่ได้ป่วย และจะไม่อยู่ ร.พ.) หรือถ้าต้องไปหาหมอ เดี๋ยวแม่เขาจะไปเอง แต่ป๋าเรา เห็นว่าแม่อาการแปลกและรุนแรงเกินไปแล้ว จึงเรียกแท็กซี่ไปหาหมอ (ตลอดทางป๋าบอกว่า แม่หงุดหงิดตลอดทาง จนป๋าอยากโยนลงไปนอกรถ) พอไปถึงโรงพยาบาลไทยนครินทร์ (เพราะเอาไกล้ก่อน มันถือเป็นโรงพยาบาลที่ดูดีและไกล้บ้านอ่ะ) หมอตรวจอาการ และมีการให้ลองเดินต่อเท้า ลองเดินดูก็ได้ คือ ไม่ได้เดินแบบปกติ แต่เป็นเดินเป็นเส้นตรงแต่ให้เท้าหน้าต่อเท้าหลัง เหมือนการเดินบนรั่วปูนอ่ะ ต้องต่อเท้าติดกัน จะเดินเอาเท้าไว้ตรงอื่นไม่ได้ ไม่งั้นจะตกรั้ว คืออธิบายเพื่อให้จินตนาการท่าได้ คนปกติทำได้ คนไม่ปกติ*หมายถึงมีอาการทางสมอง จะทำไม่ได้ จะเซ,ให้ยกแขนสองข้าง แล้วหลับตา ให้ยกไว้ ถ้าคนปกติจะค้างอยู่ แต่ถ้าคนไม่ปกติมือสองข้างจะค่อย ๆ ตก, มีการส่องไฟดูตา, มีการให้เอานิ้วชี้จมูกแล้วชี้ตามมือหมอ ซึ่งป๋าบอกว่า ตอนนั้นแม่ทำไม่ได้ หมอให้ทำอะไรก็ทำไม่ได้
- ค่ำนั้น ทางโรงพยาบาล ส่งแม่ไปสแกนสมองที่รัชวิภา MRI เราก็ไปด้วย แต่ไม่เห็นตอนสแกนหรอก เขาให้รอข้างหน้าเลย
- วันรุ่งขึ้น หมออ่านผลให้ฟังว่า จากผลสแกนพบว่าแม่มีเนื้องอกในสมองซีกขวา ตกลงขนาดเท่าไรเราก็ไม่รู้ ฟังหลายรอบเราก็ยังสับสน ไม่ค่อยตรงกัน แต่จะขนาดเท่าไรเราก็ไม่สนหรอก เรารู้ว่ามี ก็คือมี
- หมอให้ผ่า ถ้าไม่ผ่าออก เนื้องอกนี้มันอาจจะโตขึ้น แม่เราจะหมดแรงไปเรื่อย ๆ (เดินไม่ได้) และหมอบอกว่า อาการที่มองว่าเป็นน้ำในหู น่าจะเป็นผลมาจากเนื้องอกมากกว่า และหมอบอกว่าส่วนที่เป็นเนื้องอก จะสังเกตไม่ได้เลย ต้องสแกนอย่างเดียวถึงจะเห็น และไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และบอกไม่ได้ด้วยว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร (ไม่ใช่ว่าหมอคนนี้ไม่รู้ แต่ ใครใครก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ แต่ปัจจัยเร่งให้เกิด ก็คืออย่างที่เราบอกไปแล้วข้างต้น)
- แม่เราเป็นข้าราชการ จึงตัดสินใจย้ายไปรักษาไปโรงพยาบาลของรัฐดีกว่า (เพราะเบิกได้ พวกเราไม่มีเงินจ่ายให้ ร.พ.เอกชน และได้ยินหมอบอกว่า ที่นี่ไม่มีหมอด้านนี้อยู่ประจำ แต่ถ้าจะผ่าที่นี่ ทางโรงพยาบาลจะติดต่อมาให้ แต่ด้วยเหตุผลแรก เราก็ไปแล้ว ไปที่ที่หมอครบ เครื่องมือครบ แถมเบิกได้ ใครจะไม่ไปล่ะ จริงไหม แต่คุณหมอเขาก็น่ารักมาก ๆ อ่ะ ตอนอยู่ที่นั่นก็ดูแลเป็นอย่างดี)
- แล้วแม่ก็ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีคนหลายคนถามเหมือนกันว่าทำไมเลือกไปจุฬาฯ ทำไมไม่เลือกไปศิริราช หรือที่อื่น ๆ ฯลฯ ที่ไปจุฬา เพราะแม่เป็นคนไข้ของที่จุฬารักษากันหลายโรค และที่สำคัญคือกำลังจะถึงวันที่หมอที่รักษาน้ำในหูนัดแม่มาตรวจอ่ะ ป๋าเลยโทรไปเลื่อนนัดให้เร็วขึ้น ซึ่งก็เลื่อนมาได้ด้วย (เล่าแล้วจะมองว่าโชคดีเป็นสเตป ๆ คือ เราว่าคนที่ได้รักษาที่โรงพยาบาลรัฐที่มีชื่อเสียง ถือว่าเป็นคนโชคดีหมดแหละ อย่าว่าว่าเรา ต่อว่าเอกชนนะ คือ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของเราจริง ๆ ที่เราต้องคิดอย่างนี้ แม้รู้ว่าเอกชนหลายที่ก็ดีอ่ะ ดี ดีมาก แต่ แพงมากด้วย!)
- พอเอาผลให้หมอน้ำในหูดู หมอตกใจ ให้คุณพยาบาลติดต่อให้เลย ได้ย้ายไปตรวจศัลยกรรมประสาทเลย
- สิ่งหนึ่งที่เราอยากแทรกให้ทราบคือ หมอเก่ง ๆ ใครก็อยากรักษาด้วย แต่การที่คนนู้นแนะที คนนี้แนะที มันทำให้ประสาทแดกได้ แต่เราชอบการตัดสินใจของป๋า คือป๋าเป็นคนเลือก (เพราะเป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้) ทุกอย่างดูมีความเป็นไปได้ และมีเหตุมีผล แม่เล่าว่า ป๋าพูดกับหมอว่า "ผมเชื่อมือคุณหมอครับ" หรืออะไรทำนองนี้ พอดีเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราจึงไม่แน่ใจ คือ เราจะบอกว่า ครอบครัวเราไม่ได้ไปตามที่แต่ละท่านหารายชื่อหมอมาให้ แต่ตัดสินใจเลือกไปตามความเป็นไปได้ และมีเหตุมีผล (ขี้เกียจเล่า แต่ขอให้ทราบว่า เราไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษใด ๆ เราไปตามระบบ และสิ่งที่เราให้ได้คือ ความไว้วางใจและเชื่อมือ - ไม่เร่งมากไป มีใครพูดไม่รู้ เราเชื่อ เขาบอกว่า ถ้ารู้แล้วรีบร้อนผ่า ส่วนใหญ่มักไม่รอด หลายคนพอรู้ว่าป่วน จะตรวจหลาย ๆ ที่ เพื่อดูว่าหมอจะวินิจฉัยตรงกันหรือไม่ อันนี้เราขอให้แง่คิดอ่ะนะ เพราะมันก็เคยมีว่า รีบไปก็มั่ว พูดแล้วขนลุก ออกแนวตายฟรีอ่ะ)
- ก็รออย่างเดียว อาทิตย์นึง
- ๒ ธันวาคม แม่ผ่าตัด
ขอเล่านิดว่าช่วงแม่ผ่าตัด เราฝันเกือบทุกคืน ฝันบ้าบอคอแตก หลายเรื่องฝันเห็นคนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย ฝันเห็นอ.สุเมธอ่ะ แต่อ.ไม่ได้พูด ท่านไม่ได้มองเรา เดินผ่านหน้าไปเฉย ๆ (ถ้าใครเคยอ่านบล็อกเก่า ๆ จะรู้ว่าตอนอ.เสีย เรานอนไม่หลับสามเดือน เรากลัวอ่ะ ทั้งที่อ.ก็ใจดี ไม่รู้เรากลัวทำไม) เราเลยเอาไปตีหวย "แต่ปรากฏว่าถูกหวยกิน" คงเพราะฝันว่ากระเป๋าตังค์หายอ่ะ เขาว่าห้ามเสี่ยงโชค เอาว่า ฝันเยอะมาก (จากเดิมไม่ฝัน เป็นคนหลับสนิทมาก ปลุกไม่ตื่น) ดีไม่ดีปนกันมั่วซั่ว และ เช้ามืดก่อนวันแม่ผ่าตัด เราฝันว่า เราไปตลาดนัดกับแม่ ซื้อผัก แต่เอาเงินไปไม่พอ ขาดสิบบาท แม่เรายืมเงินลูกศิษย์ จ่ายก่อน พอดีเราเจอห้าบาทในกระเป๋าเรา เราเลยคืนลูกศิษย์แม่ไปห้าบาท แต่แล้วลูกศิษย์แม่บอกเราว่าเอามาคืนอีกทีสิบบาทนะ เราโกรธมากว่า เฮ้ยก็คืนห้าบาทไป ก็เท่ากับยืมห้าบาท นี่ออกดอกเบี้ยเลยเหรอ อีนี่ ในฝันเราโกรธมาก ๆ จะรีบหาห้าบาทมาคืนมันให้พ้น ๆ ไป คนห่าไร ใจโคตรดำ หน้าเลือด เขี้ยวลากดิน แต่พอดีตื่นก่อน เราคิดว่านี่คือฝันร้าย พอถึงหน้าโรงพยาบาล เห็นมีขอทานเลยให้เขาไปห้าบาท (ร้อยวันพันปีเราไม่เคยให้เงินขอทาน) เราตั้งใจว่าขอฝากห้าบาทนี้ไปให้อีเด็กในฝัน จะได้ไม่ติดอะไรกัน แต่พอแม่ไปผ่าตัด แม่ผ่านานมาก เข้าตั้งแต่บ่ายครึ่ง ทุ่มนึงยังไม่ออกเลย เราเลยเล่าความฝันให้ป๋าฟัง แล้วขอให้ป๋าให้ป๋าพูดกลับมาว่า "ฝันร้ายจะกลายเป็นดี" เราก็ยกมือไหว้แล้วตอบกลับไปว่า "สมพรปากเถิดเจ้าค่ะ" เหตุที่เราต้องเล่าใหป๋าฟัง เพราะเราไม่รู้ว่าที่ฝัน มันแปลว่าอะไร (แต่ตอนที่เราฝันถึงอ.สุเมธ เราอ่านหนังสือทำนายฝัน ซึ่งบอกไว้ว่า การแก้ฝัน ทำได้โดยการเล่าต่อให้คนอื่นฟัง แล้วคนฟังจะเป็นคนแก้ฝันให้เราเอง โดยเขาจะต้องให้พร แล้วผู้ที่ฝันจะยกมือไหว้แล้วพูดว่า "สมพรปากเถิด" เนื่องจากเราจำได้ว่าฝันวันอังคารหมายถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง และฝันเช้ามืดคือจะเป็นจริงในสามวันเจ็ดวัน เราจึงสังหรณ์ใจ เพราะเราเชื่อเรื่องลางสังหรณ์ แม้จะไม่รู้ว่าที่ฝันแปลว่าอะไร แล้วแต่ใครจะคิดนะ แต่สิ่งที่เราทำไปเนี่ย แล้วมาเล่า ก็เพราะอยากจะให้คนที่อาจจะเป็นเหมือนกัน ได้มีที่พึ่งทางใจระดับนึงอ่ะ อย่างน้อยที่เราทำไป ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสบายใจในตัวเรา ให้มันยังคงอยู่กับเรา ถ้าความสบายใจมันหายไป เราจะแย่ไปกว่านี้)
- พอแม่ผ่าเสร็จ ฟื้น เราก็ไปส่งที่ห้องไอซียู
- พักที่ ร.พ. รู้ผลชิ้นเนื้อ ว่าไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หมอกลัวว่าชิ้นเนื้อมันจะโตขึ้น จึงจะมีการฉายแสง
- แม่ก็พักฟื้น รอฉายแสง
เราก็คงเล่าแค่นี้แล้วกัน นี่เราโดนเอซังด่าแหลกไปแล้ว ว่าไม่ยอมทำกับข้าวเที่ยง ก็พอดีเห็นแม่นอนอยู่ แปลว่ายังไม่หิว และเราเป็นคนที่พิมพ์อะไร ต้องให้เสร็จไง เดี๋ยวมันจะไม่เหมือนที่คิด เราเลยเบียดบังเวลาของเอ ให้เอทำกับข้าวเรียบร้อยแล้ว (เอเพิ่งทำ ที่ผ่านมาเราทำตลอดนะ ขอบอก ๆ แม้จะไม่ร่อย แต่เราก็ตั้งใจมาก เราชอบทำอาหาร) และเรากำลังสแกนบันทึก เพื่อเอามาโพสต์ ๆ ให้เสร็จ ๆ ไป ใครใจร้อนอยากอ่านบันทึกฉบับลายมือ ก็อ่านได้เลย หากเจอข้อความที่ เหมือนด่าใคร ต้องขออภัย แต่เราคงด่าจริง ๆ เพราะคันปาก, หากพูดถึงใคร แปลว่า เราคิดถึง จึงอยากเขียนถึง, ลายมือเละไปหน่อย ก็มันบันทึกเราอ่ะ อ่านได้ก็อ่าน อ่านไม่ได้ก็อย่าพยายาม แล้วถ้าเรามีเวลาจะมาแปลเป็นภาษาคนให้อ่านอีกครั้งที่นี่แหละ ที่โพสต์เพราะเราจะได้ไม่รู้สึกติดหนี้สินอยู่ (มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำ ถ้าเราไม่ได้ทำ เราถือว่าเราติดหนี้ ก๊าก...) ส่วนแผนที่วางไว้ว่าจะทำ (ที่เห็นในบันทึก เรายกเลิกทั้งหมด เช่นเรื่องที่จะเขียนในอีกบล็อก ไม่สะดวก ไม่เหมาะสม ไม่มีอารมณ์ จึงยังไม่ทำ)
คลิกอ่านบันทึกเรา กดไปจะเจอ ๔๐ ภาพ บันทึกคือ ๓๒ รูปแรก ลองกดดู หน้าเรียงจาก ๓๒ ไป ๑
อยากอ่าน กดที่ View full image ที่อยู่ข้าง ๆ รูปภาพนั้น อ่ะนะ
ไปแล้ว เจอกันเมื่อ ... เมื่อไำรก็เมื่อนั้นละน้า... คงไม่ถึงกับหายสาบสูญไปหรอก เพราะเช็คเมล อ่านบล็อกทำอยู่ มันใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็พอจะได้อะไรบ้าง แต่เขียนบล็อก เราใช้เวลาเยอะ (เพราะเราชอบพูดมาก สาธยายมากมายก่ายกอง พูดน้อย ๆ ไม่เป็น ก๊าก) ถ้าหากคิดถึงเราหรือปากหมา ๆ ของเราก็โพสต์บอกกันมาได้ เราจะได้แวะมาอัพเดท ขอส่งท้ายด้วย โอนอ่อน ผ่อนตาม และปล่อยวาง ถึงเห็นเราบ้า ๆ แต่เราก็ปล่อยวางเป็นนะ ก๊าก... โชคดี
วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
คลังข้อมูล
-
►
2011
(13)
-
►
พฤษภาคม
(8)
- หายใจไม่ออกตอนนอน แถมหลอนอีก
- ไว้จะอ่าน ตอนนี้ขี้เกียจ จะเอาออกจากบุ๊คมาก รกมาก
- หายใจไม่ออกตอนนอน, ไม่ค่อยสบาย
- ใช้ประโยชน์จากของในเน็ต พวกเฟสบุ๊ค และอื่น ๆ
- เวียนหัวอ้วกแตก
- บันทึกที่สอง บันทึกอาการเจ็บป่วยของเรา (ใช้คำเบา ๆ...
- เจ้าหน้าที่ติดเที่ยงมั๊ง ไม่มีคนรับ อ่ะ บันทึกแรก ...
- เอาที่นี่ไว้ช่วยจำ มันจะเวิร์คไหมเนี่ย แต่คิดว่าเว...
-
►
พฤษภาคม
(8)
-
►
2010
(28)
-
►
มิถุนายน
(9)
- เฉลย โอเน็ต ป.6 ไทย สังคม วิทย์ ถ้าเฉลยผิด ก็คือเร...
- เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 อังกฤษ สุขศึกษาพละ เช่นเดิม ถ...
- เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 เลข (ถ้าผิด ต่อว่าได้เลยค่ะ)
- หน้าตากระดาษคำตอบ ONET 2552
- เฉลย การงานอาชีพและเทคโนโลยี ให้นักเรียน (เช็คอีกท...
- เฉลย ให้นักเรียน (เช็คอีกที เพราะครูแอมอาจเฉลยผิด ...
- นับเลข หามาปะ ๆ ไว้
- โพสต์ขายเรือให้ลุง
- I love พิมเสน การบูน เมนทอล กานพลู ฯลฯ
- ► กุมภาพันธ์ (6)
-
►
มิถุนายน
(9)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
เล่าสรุป ๆ แล้วกัน เพราะอยากเขียนให้ครบเท่าที่อยากเขียน เพราะดูแล้ว เราไม่มีเวลายาวและเนิ่นนาน วันนี้กะมาเขียนให้ครบทุกเรื่องที่อยากเขียนเลย...
-
วันก่อนสงสัยเรื่องนี้มาก ถามพี่รุต (เพื่อนพี่ที่ชื่อจริงเหมือนเรา แต่พี่คนนั้นเขาโตกว่าเราหลายปี) พี่รุตคร๊าบ แอ มถามหน่อยดิ ที่พี่รุตเคยท...
-
ยาวมาก จุดประสงค์หลักอยู่ท้ายสุด เอาว่า หลัง *********** ก็แล้วกัน ถ้าอ่านไม่ไหว ก็โปรดอย่าอ่าน เพราะขนาดเราเอง ยังไม่อยากเขียนเลย เบื่อว...
-
เราสงสัยมานานแล้ว ว่า สบู่ก้อนกับสบู่เหลว อันไหนดีกว่ากัน? ดีกว่าในที่นี้คือ ดีต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า จำได้ว่าเคยถามป๋าไปนานแล้ว (ตั้งแต่ยุคก...
-
บานบุรี (สีชมพู) ที่แสนจะน่ารัก แต่กินไม่ได้! ก๊าก... ชอบรูปนี้มาก ขนาดใช้มือถือถ่าย ไม่ได้แต่งอะไรเลยนอกจากกรอบ ใช้โฟโต้สกาป โอ้ย แค่อ...
-
เท้าความ ขี้เกียจเท้าแล้ว เฉลย โอเน็ต ป.6 ไทย สังคม วิทย์ ถ้าเฉลยผิด ก็คือเร... เฉลย โอเน็ต ป.6 2552 อังกฤษ สุขศึกษาพละ เช่นเดิม ถ... เฉลย ...
-
ต่อจากอันนี้ http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_11.html (ความเป็นมา ก็อยู่ในนั้น) วันนี้การงานอาชีพและเทคโนโลยี . . . http://s8...
-
ความเดิม http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_11.html http://pranitee.blogspot.com/2010/06/blog-post_14.html http://pranitee.blogs...
-
แบบว่า อยากเก็บไว้ตอนทำธุรกิจเองด้วย (เหรอ?) กร๊าก วิธีสมัครเฟสบุ๊ค http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%...
-
ตอนแรกพิมพ์กะจะเก็บไว้เป็นไฟล์ในกูเกิลดอกคิวเมนต์เฉย ๆ คิดอีกที ขอโพสต์เป็นบล็อกเลยดีกว่า คนอื่นจะได้อ่านแนวคิดนี้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์ แ...



วางบันทึกใหม่ http://pranitee.multiply.com/links/item/106/106
ตอบลบเจอมา
ตอบลบhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4301d19ea252be20&fid=4301d19ea252be2000046e6b0a4aaed8&table=%2Fguru%2Fuser%3Fsort%3Dwsmopts%26order%3Dwsnod%26start%3D20%26userid%3D04998322401865451016%26tab%3Dwtmtor
อยากเป็นมะเร็งต้องอ่าน ไม่อยากยิ่งต้องอ่าน [สุขภาพ มะเร็ง] [คลิกเพื่อลบออกจากคำถามติดดาว] ยกเลิกการสมัคร
ตอบลบคะแนน: 10 3 คำตอบ มีการดู 78 ครั้ง
2
[ดี] [ไม่ดี]
ไร้เดียงสา [เฟรชชี่] ก.ค. 11, 2009 10:03:24 ก่อนเที่ยง แจ้งการละเมิด
เคล็ดวิธี 14 ประการ ทำตัวให้เป็นที่พิสมัยของ มะเร็ง เหมาะสำหรับผู้อยากเป็นมะเร็ง และไม่อยากเป็นมะเร็ง
ว่า กันว่าคนที่มีธาตุจิตหรือภูมิธรรมใกล้เคียงกันจะดึงดูดกันให้อยู่ด้วยกันได้ เช่นคนธาตุดีก็จะอยู่สบายกับคนธาตุดีด้วยกัน หรือคนที่นิยมอบายก็มักจะถูกความชั่ว, อบายมุขหรือสถานที่อโคจรทั้งหลายดึงดูดง่าย คล้ายกับเป็นแม่เหล็กต่างขั้วกันที่จะดึงดูดกันด้วยแรงมหาศาล
ถ้า เราปล่อยตัวเข้าไปบ่อยๆจากแรงดูดธรรมดาที่ไม่ค่อยมีกำลังก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรได้ทำให้ไม่อาจหลุดจากบ่วงโซ่ชั่วร้ายนั้น ดังจะเห็นว่าบุคคลเมื่อทำผิดครั้งหนึ่งแล้วมักจะมีครั้งที่สองหรือสาม ที่เรียกว่าทำผิดซ้ำซาก
แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปเพราะถ้าได้เข้า ใจถึงกฏแรงดึงดูดแห่งธาตุจิตที่เหมือนกันแล้วก็จะพาตัวออกมาฝ่ากฎได้ หรือในกรณีที่บุคคลมีธาตุจิตไม่เหมือนกันที่เรียกว่าภูมิธรรมต่างก็นั้นก็จะ เป็นธรรมดาที่จะอาศัยอยู่ด้วยกันไม่ได้ยืดยาว ด้วยพูดกันไปเดี๋ยวก็ขัดใจกัน จึงเป็นเหตุให้เตียงหักพักรักคืนของหมั้นกันอยู่วุ่นวายดังที่เห็น
สำหรับ มะเร็งก็เช่นเดียวกันครับ มะเร็งนี้เป็นธาตุที่ไม่ดีลักษณะนิสัยมันคล้ายสัตว์ประเภทกินเนื้อ โดยดูจากที่เวลามันฝังอยู่ในร่างกายคนมันก็จะพยายามสร้างท่อกลวงสูบเลือดสูบ เนื้อจากกายเราเข้าไปเลี้ยง ดังนั้นถ้าธาตุของมะเร็งเป็นสัตว์กินเนื้อชอบของสดคาว ถ้าเราจะบำรุงมันให้ถูกธาตุก็คือกินเนื้อสัตว์เข้าไปมากๆ โดยเฉพาะเนื้อแดงเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว และให้ของทอดของชุ่มน้ำมันแก่มันเพื่อมันจะได้เอาไปสร้างพลังงานให้ก้อนใหญ่ โตขึ้นและขยายสาขาย่อยกระจายไปอวัยวะอื่นในร่างกายเราได้เร็วขึ้น
ดัง นั้นจึงพบได้ว่าบุคคลที่พิสมัยเนื้อสัตว์ ร่างอ้วนใหญ่ ไม่พักผ่อนและก่อความเครียดอยู่เป็นประจำนี้จึงเป็นเสมือน “เนื้อคู่” ที่ชิดเชื้อกับมะเร็งยิ่งกว่าเป็นโซลเมทเสียอีก ครั้นเมื่อมะเร็ง โปรดปรานแล้วมันก็จะอยู่นานในร่างกายเราเพราะจากเริ่มแรกแค่แรงดึงดูด ระหว่างธาตุมะเร็งกับธาตุกายเรา ต่อมาก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรเป็นรูปธรรมเลยทีเดียว เป็นต้นว่ามีหลอดเลือดเชื่อมระหว่างมะเร็งกับร่างกาย มีก้านสวยต่อยาวออกมาเป็นมะเร็งทางไกล เหล่านี้ซึ่งไม่น่าจะมีใครพิสมัยเป็นแน่
ถ้าท่านยังไม่อยาก สร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับบาบิโลนก็ขอให้ เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดีจนมีการสร้างพันธะ ผูกพันระหว่างมันกับกายเท่าน โดยขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ครับ